25 สุดยอดสถาปนิกยุค 2000 ถึงปัจจุบัน The Pritzker Architecure Prize

หากวงการภาพยนตร์มีรางวัลออสการ์ และวงการวิทยาศาสตร์มีรางวัลโนเบล ในโลกของสถาปัตยกรรมก็มี รางวัลพริตซ์เกอร์ (The Pritzker Architecture Prize) เป็นเกียรติยศสูงสุดที่สถาปนิกทุกคนใฝ่ฝัน

รางวัลนี้ไม่ได้มอบให้เพียงเพราะการออกแบบอาคารที่สวยงามหรือแปลกใหม่ แต่มีไว้เพื่อเชิดชูเกียรติสถาปนิกที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ซึ่งผลงานของพวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างพรสวรรค์ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น จนสามารถสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ ผ่านศิลปะแห่งการก่อสร้าง นี่คือรางวัลที่ยกย่องพลังของสถาปัตยกรรมในการยกระดับชีวิตและจิตใจของผู้คน

แต่คุณูปการต่อมนุษยชาตินั้นมีความหมายอย่างไร? ตลอดช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมาของศตวรรษที่ 21 นิยามของคำนี้ได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างน่าทึ่ง จากยุคสมัยที่เฉลิมฉลองให้กับสถาปนิกชื่อดังที่สร้างอาคารและแลนด์มาร์กที่งดงามตระการตา สู่ยุคที่ให้คุณค่ากับสถาปนิกผู้ทำงานเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างแท้จริง

Dsign Something จะพาทุกท่านเดินทางไปสำรวจวิวัฒนาการทางความคิดดังกล่าว ผ่านเรื่องราวของสถาปนิก เจ้าของรางวัลพริตซ์เกอร์นับตั้งแต่ปี 2000 จนถึงการประกาศผลล่าสุดในปี 2025 เพื่อค้นหาคำตอบว่า สถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคสมัยของเรานั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร?

ปี 2000: เรม คูลฮาส (Rem Koolhaas) – เนเธอร์แลนด์

เขาได้รับรางวัลในฐานะสถาปนิกผู้เป็นนักคิดและนักทฤษฎีคนสำคัญของยุคสมัย เขาคือผู้สร้างบริษัทสถาปนิกอย่าง OMA ที่เน้นการท้าทายและตั้งคำถามกับแนวคิดเดิมๆ เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและเมืองสมัยใหม่ การได้รับรางวัลของเขาเป็นการยืนยันบทบาทของสถาปนิกในฐานะปัญญาชนสาธารณะและนักวิจารณ์วัฒนธรรม

ผลงานเด่น
– Seattle Central Library (ซีแอตเทิล, สหรัฐอเมริกา): ห้องสมุดประชาชนที่มีรูปทรงแปลกตาและล้ำสมัย โดดเด่นด้วยการออกแบบพื้นที่ภายในที่เชื่อมต่อกันเป็นเกลียวต่อเนื่อง

– CCTV Headquarters (ปักกิ่ง, จีน): อาคารสำนักงานใหญ่สถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน มีรูปทรงเป็นวงแหวนสามมิติที่ท้าทายโครงสร้างอาคารสูงแบบเดิมๆ

– Maison à Bordeaux (บอร์โด, ฝรั่งเศส): บ้านพักส่วนตัวที่ออกแบบอย่างชาญฉลาดสำหรับผู้พักอาศัยที่ใช้รถเข็น โดยมีลิฟต์ขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่ระหว่างชั้นเป็นหัวใจของบ้าน

ปี 2001: ฌาคส์ แฮร์ซอก และ ปิแอร์ เดอ เมอรอน (Jacques Herzog & Pierre de Meuron) – สวิตเซอร์แลนด์

คู่หูชาวสวิสคู่นี้ได้รับรางวัลจากการที่พวกเขาสามารถยกระดับเปลือกอาคาร (Building Surface) ให้กลายเป็นงานศิลปะได้อย่างน่าทึ่ง พวกเขามีความสามารถพิเศษในการนำวัสดุที่คุ้นเคยมาทดลองและแปรรูปให้เกิดเป็นความรู้สึกใหม่ๆ การมอบรางวัลให้ทั้งคู่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงพลังของการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง

ผลงานเด่น
– Tate Modern (ลอนดอน, สหราชอาณาจักร): การเปลี่ยนโฉมโรงไฟฟ้าเก่าริมแม่น้ำเทมส์ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ระดับโลก และเป็นต้นแบบของการบูรณะอาคารเก่าที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

– Beijing National Stadium (Bird’s Nest) (ปักกิ่ง, จีน): สนามกีฬารังนกสำหรับโอลิมปิก 2008 โดดเด่นด้วยโครงสร้างเหล็กที่สานกันไปมาอย่างซับซ้อนและสวยงาม

– Elbphilharmonie Hamburg (ฮัมบวร์ค, เยอรมนี): โรงแสดงคอนเสิร์ตที่งดงาม ตั้งอยู่บนอาคารโกดังเก่าริมน้ำ มีหลังคาเป็นคลื่นแก้วที่กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมือง

ปี 2002: เกล็น เมอร์คัตต์ (Glenn Murcutt) – ออสเตรเลีย

การเลือกเมอร์คัตต์ถือเป็นการสวนกระแสอย่างสิ้นเชิง เขาทำงานคนเดียวและออกแบบเฉพาะบ้านพักอาศัยในออสเตรเลียเป็นหลัก รางวัลนี้เป็นการเชิดชูสถาปัตยกรรมที่เคารพและตอบสนองต่อบริบทของสถานที่และสภาพอากาศอย่างลึกซึ้ง การได้รับรางวัลของเขาเป็นการส่งสารที่ทรงพลังว่า สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารขนาดมหึมาเสมอไป

ผลงานเด่น
– Magney House (Bingie Point, ออสเตรเลีย): บ้านพักตากอากาศริมทะเลที่มีหลังคารูปโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ ออกแบบให้รับลมทะเลและแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

– Simpson-Lee House (Mount Wilson, ออสเตรเลีย): บ้านที่ออกแบบให้กลมกลืนกับป่าโดยรอบ มีทางเดินยาวเชื่อมระหว่างส่วนต่างๆ ของบ้าน ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

– Arthur and Yvonne Boyd Education Centre (Riversdale, ออสเตรเลีย): ศูนย์การศึกษาสำหรับศิลปินที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่สง่างาม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและเคารพต่อภูมิทัศน์โดยรอบ 

ปี 2003: ยอร์น อุตซอน (Jørn Utzon) – เดนมาร์ก

รางวัลนี้เปรียบเสมือนการมอบเกียรติยศสูงสุดตลอดช่วงชีวิตให้กับผลงานชิ้นเอกเพียงชิ้นเดียวที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของโลก นั่นคือ ซิดนีย์โอเปราเฮาส์ (Sydney Opera House) แม้ว่าเขาจะมีผลงานการออกแบบที่อยู่อาศัยที่น่าชื่นชมในเดนมาร์ก แต่รูปทรงเปลือกหอยที่สง่างามของโอเปราเฮาส์คือสิ่งที่นิยามความเป็นตำนานของเขา

ผลงานเด่น
– Sydney Opera House (ซิดนีย์, ออสเตรเลีย): สถาปัตยกรรมไอคอนระดับโลก มีหลังคารูปทรงเปลือกหอยที่เป็นที่จดจำและเป็นหนึ่งในอาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษที่ 20

– Bagsværd Church (โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก): โบสถ์ที่มีภายนอกเรียบง่าย แต่ภายในมีเพดานคอนกรีตโค้งมนที่น่าตื่นตาตื่นใจ ได้รับแรงบันดาลใจจากก้อนเมฆ

– Kuwait National Assembly Building (คูเวตซิตี, คูเวต): อาคารรัฐสภาที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่โดดเด่น มีหลังคาขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนผืนผ้าใบคลุมพื้นที่ส่วนกลางไว้

ปี 2004: ซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid) – อิรัก/สหราชอาณาจักร

นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมื่อเธอได้กลายเป็น ผู้หญิงคนแรก ที่ได้รับรางวัลพริตซ์เกอร์ ผลงานของฮาดิดคือตัวแทนของสถาปัตยกรรมแนวล้ำยุค (Avant-garde) ที่มีรูปทรงแตกกระจายแต่ก็ดูลื่นไหลและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การได้รับรางวัลของเธอคือการเชิดชูวิสัยทัศน์ที่มองไปสู่อนาคตและนวัตกรรมด้านรูปทรงอย่างแท้จริง

ผลงานเด่น
– Heydar Aliyev Center (บากู, อาเซอร์ไบจาน): ศูนย์วัฒนธรรมที่มีรูปทรงโค้งมนและลื่นไหลต่อเนื่องราวกับคลื่น เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่มีเส้นตรงหรือมุมฉากเลย

– MAXXI: Museum of XXI Century Arts (โรม, อิตาลี): พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่โดดเด่นด้วยพื้นที่ภายในที่ไหลลื่นและทางเดินที่ซ้อนทับกันไปมา

– London Aquatics Centre (ลอนดอน, สหราชอาณาจักร): ศูนย์กีฬาทางน้ำสำหรับโอลิมปิก 2012 มีหลังคารูปโค้งขนาดใหญ่ที่ได้แรงบันดาลใจจากคลื่นน้ำ

ปี 2005: ทอม เมย์น (Thom Mayne) – สหรัฐอเมริกา

รางวัลยังคงมอบให้กับสถาปนิกผู้กล้าแสดงออก ทอม เมย์น และบริษัท Morphosis ของเขามีทัศนคติแบบ ขบถที่สะท้อนผ่านผลงานที่ดูซับซ้อน ทรงพลัง และมีพลังงานที่ไม่หยุดนิ่ง คณะกรรมการมองว่างานของเขาคือประสบการณ์ที่เร้าใจและเป็นการผลักดันขีดจำกัดทางเทคโนโลยีและการสร้างรูปทรงไปสู่จุดสูงสุด

ผลงานเด่น
– Caltrans District 7 Headquarters (ลอสแอนเจลิส, สหรัฐอเมริกา): อาคารสำนักงานของกรมการขนส่งแคลิฟอร์เนีย โดดเด่นด้วยเปลือกอาคารที่เป็นแผ่นโลหะฉลุลายและสามารถขยับได้เพื่อควบคุมแสงแดด

– Diamond Ranch High School (โพโมนา, สหรัฐอเมริกา): โรงเรียนมัธยมที่สร้างบนเนินเขา มีรูปทรงอาคารที่ดูเหมือนแตกกระจายและท้าทายแรงโน้มถ่วง

– Cooper Union’s 41 Cooper Square (นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา): อาคารสถาบันการศึกษาที่มีฟาซาดเป็นโลหะฉลุลายและมีโถงกลางที่น่าตื่นตาตื่นใจ

ปี 2006: เปาโล เมนเดส ดา โรชา (Paulo Mendes da Rocha) – บราซิล

เขาคือสถาปนิกที่ผสานความงามอันทรงพลังของสถาปัตยกรรมปูนเปลือย (Brutalism) เข้ากับความเข้าใจในสังคมอย่างลึกซึ้ง คณะกรรมการชื่นชมความสามารถในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แม้ในสถานการณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด เขาจึงเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญระหว่างสถาปัตยกรรมรูปทรงยิ่งใหญ่กับการรับใช้สังคม

ผลงานเด่น
– Brazilian Museum of Sculpture (เซาเปาลู, บราซิล): พิพิธภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน โดยมีคานคอนกรีตขนาดใหญ่พาดผ่านด้านบน สร้างเป็นพื้นที่สาธารณะและสวนประติมากรรม

– Patriarch Plaza (เซาเปาลู, บราซิล): การปรับปรุงจัตุรัสกลางเมืองโดยสร้างหลังคาคอนกรีตขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อเป็นร่มเงาและสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่

– Saint Peter Chapel (กัมปุส ดู จอร์เดา, บราซิล): โบสถ์ขนาดเล็กที่ทำจากคอนกรีตและกระจก ตั้งอยู่กลางธรรมชาติอย่างสงบและงดงาม

ปี 2007: ริชาร์ด โรเจอร์ส (Richard Rogers) – สหราชอาณาจักร

เขาคือหนึ่งในผู้นำคนสำคัญของสถาปัตยกรรมแบบ ไฮเทค (High-Tech) ซึ่งมีเอกลักษณ์คือการตีความอาคารว่าเป็นเหมือนเครื่องจักร โดยนำระบบต่างๆ ของอาคารออกมาโชว์ที่ด้านนอกอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อให้พื้นที่ภายในโล่งและปรับเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด

ผลงานเด่น
– Centre Pompidou (ปารีส, ฝรั่งเศส): (ร่วมกับ Renzo Piano) ศูนย์วัฒนธรรมที่ปฏิวัติวงการด้วยการนำโครงสร้าง ท่อ และบันไดเลื่อนออกมาไว้ด้านนอกอาคารทั้งหมด

– Lloyd’s Building (ลอนดอน, สหราชอาณาจักร): อาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทประกันภัยที่มีลักษณะคล้ายโรงกลั่นน้ำมัน โดยนำระบบลิฟต์และท่อต่างๆ ออกมาไว้ภายนอกเช่นกัน

– Millennium Dome (ลอนดอน, สหราชอาณาจักร): โดมจัดแสดงนิทรรศการขนาดมหึมาที่มีโครงสร้างหลังคาผ้าใบขึงด้วยเสาเหล็กสูง 12 ต้น เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองสหัสวรรษใหม่ 

ปี 2008: ฌอง นูเวล (Jean Nouvel) – ฝรั่งเศส

นูเวลเปรียบเสมือน “กิ้งก่าเปลี่ยนสี” ของวงการสถาปัตยกรรม เพราะเขาเชื่อว่าสถาปัตยกรรมไม่ควรมีสไตล์ที่ตายตัว แต่ละโครงการของเขาจึงเป็นการตอบสนองต่อบริบทของสถานที่นั้นๆ โดยเฉพาะ เขาจึงเป็นสถาปนิกดาวเด่นที่สร้างสรรค์งานไอคอน แต่ก็ยังผูกติดกับบริบทอย่างลึกซึ้ง

ผลงานเด่น
– Institut du Monde Arabe (Arab World Institute) (ปารีส, ฝรั่งเศส): สถาบันวัฒนธรรมอาหรับที่มีฟาซาดเป็นแผ่นโลหะที่สามารถเปิด-ปิดได้เหมือนรูรับแสงของกล้อง เพื่อควบคุมแสงและสร้างลวดลายแบบอาหรับ

– Torre Glòries (บาร์เซโลนา, สเปน): ตึกระฟ้าที่มีรูปทรงคล้ายกระสุนปืน โดดเด่นด้วยเปลือกอาคารที่เป็นกระจกสีและมีไฟ LED ที่เปลี่ยนสีได้ในเวลากลางคืน

– Louvre Abu Dhabi (อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์): พิพิธภัณฑ์ที่มีโดมโลหะฉลุลายขนาดมหึมาซ้อนกันหลายชั้น ทำให้เกิดปรากฏการณ์ฝนแห่งแสง (Rain of Light) ที่ส่องลงมายังพื้นที่เบื้องล่าง 

ปี 2009: ปีเตอร์ ซุมธอร์ (Peter Zumthor) – สวิตเซอร์แลนด์

การมอบรางวัลให้ซุมธอร์เป็นการปิดท้ายทศวรรษด้วยการกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เขาเป็นสถาปนิกที่ทำงานอย่างแน่วแน่ ไม่ตามกระแส และให้ความสำคัญกับงานฝีมือชั้นครู การเลือกใช้วัสดุที่จริงแท้ และการสร้างบรรยากาศที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ใช้งานโดยตรง

ผลงานเด่น
– Therme Vals (วาลส์, สวิตเซอร์แลนด์): โรงอาบน้ำร้อนที่สร้างจากหินควอตไซต์ท้องถิ่นกว่า 60,000 แผ่น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำที่สงบและลึกลับ

– Kunsthaus Bregenz (เบรเกนซ์, ออสเตรีย): พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีลักษณะเป็นลูกบาศก์แก้วฝ้า ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามแสงและสภาพอากาศในแต่ละช่วงเวลา

– Bruder Klaus Field Chapel (เมเชอร์นิช, เยอรมนี): โบสถ์เล็กๆ กลางทุ่งที่สร้างด้วยกรรมวิธีที่น่าทึ่ง โดยการนำท่อนซุงมาสร้างเป็นโครงด้านในแล้วเทคอนกรีตทับ ก่อนจะจุดไฟเผาท่อนซุงออกไปจนเหลือแต่ผนังคอนกรีตที่มีรอยไหม้และกลิ่นเฉพาะตัว

ปี 2010: คาซูโยะ เซจิมะ และ ริวเอะ นิชิซาวะ (SANAA) – ญี่ปุ่น

คู่หูชาวญี่ปุ่นคู่นี้เปิดทศวรรษใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมที่ บอบบางแต่ก็ทรงพลัง ลื่นไหลแต่ก็แม่นยำ ผลงานของพวกเขามีลักษณะโปร่งใส เบา และเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างอิสระ พวกเขาสร้างพื้นที่ที่ไม่มีลำดับชั้น (Non-hierarchical spaces) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่สถาปัตยกรรมที่เข้าถึงง่ายและมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น

ผลงานเด่น
– 21st Century Museum of Contemporary Art, Kanazawa (คานาซาวะ, ญี่ปุ่น): พิพิธภัณฑ์รูปทรงกลมที่โปร่งใส ผู้คนสามารถเข้าได้จากทุกทิศทาง และมีห้องจัดแสดงที่เป็นลูกบาศก์กระจายตัวอย่างอิสระ

– Rolex Learning Center (โลซาน, สวิตเซอร์แลนด์): อาคารมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเป็นแผ่นคอนกรีตผืนเดียวที่ถูกเจาะและยกตัวขึ้นลงจนเกิดเป็นเนินและหุบเขาภายในอาคาร

– New Museum of Contemporary Art (นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา): อาคารพิพิธภัณฑ์ที่ดูเหมือนกล่องสีขาวหลายขนาดที่วางซ้อนกันอย่างไม่สมมาตร

ปี 2011: เอดูอาร์โด โซตู เด มูรา (Eduardo Souto de Moura) – โปรตุเกส

สถาปนิกชาวโปรตุเกสผู้นี้ได้รับการยกย่องจากผลงานที่สะท้อนถึงประเพณีทางสถาปัตยกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงร่วมสมัยอย่างยิ่ง ผลงานเด่นของเขาคือการสร้างบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความเคารพระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างกับธรรมชาติ และระหว่างของเก่ากับของใหม่

ผลงานเด่น
– Estádio Municipal de Braga (บรากา, โปรตุเกส): สนามฟุตบอลที่ถูกสลักเข้าไปในหน้าผาของเหมืองหินเก่า โดยมีอัฒจันทร์เพียงสองฝั่งและเปิดโล่งเห็นวิวหน้าผา

– Paula Rego Museum (กัชไกช์, โปรตุเกส): พิพิธภัณฑ์ที่มีหอคอยสีแดงอิฐ 2 แท่งเป็นเอกลักษณ์ ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมท้องถิ่น

– Burgo Tower (โปร์ตู, โปรตุเกส): อาคารสำนักงานที่ประกอบด้วยตึกสูงแนวตั้งและอาคารเตี้ยแนวนอนวางขัดกันอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

ปี 2012: หวัง ชู (Wang Shu) – จีน

การมอบรางวัลให้หวัง ชู ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ เขาคือสถาปนิกคนแรกที่อาศัยและทำงานในจีนที่ได้รับรางวัลนี้ งานของเขาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็วของจีนที่ทำลายประวัติศาสตร์ โดยการนำวัสดุจากอาคารที่ถูกทุบทิ้งมาสร้างชีวิตใหม่

ผลงานเด่น
– Ningbo History Museum (หนิงโป, จีน): พิพิธภัณฑ์ที่มีผนังทำจากเศษอิฐ กระเบื้อง และหินที่เก็บรวบรวมมาจากหมู่บ้านที่ถูกรื้อถอนในพื้นที่

– Xiangshan Campus, China Academy of Art (หางโจว, จีน): อาคารมหาวิทยาลัยศิลปะที่ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและภูเขาโดยรอบ โดยใช้วัสดุรีไซเคิลและเทคนิคช่างฝีมือท้องถิ่น

– Vertical Courtyard Apartments (หางโจว, จีน): อพาร์ตเมนต์ที่นำแนวคิดบ้านล้อมสวน แบบจีนดั้งเดิมมาตีความใหม่ในแนวตั้ง

ปี 2013: โตโย อิโตะ (Toyo Ito) – ญี่ปุ่น

อิโตะได้รับการยกย่องในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์อาคารที่อยู่เหนือกาลเวลา” แต่สิ่งที่คณะกรรมการเน้นย้ำเป็นพิเศษคือความรับผิดชอบต่อสังคมของเขา โดยเฉพาะโครงการ Home-for-All ซึ่งเป็นโครงการสร้างพื้นที่ส่วนกลางขนาดเล็กเพื่อเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011

ผลงานเด่น
– Sendai Mediatheque (เซ็นได, ญี่ปุ่น): ศูนย์วัฒนธรรมที่มีโครงสร้างเหมือนท่อสาหร่ายทะเลที่ทะลุผ่านชั้นต่างๆ ของอาคาร ทำให้พื้นที่ภายในโปร่งใสและเชื่อมต่อกัน

– Tama Art University Library (โตเกียว, ญี่ปุ่น): ห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่มีโครงสร้างเป็นซุ้มโค้งคอนกรีตที่ตัดกันไปมาอย่างอิสระ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำ

– National Taichung Theater (ไถจง, ไต้หวัน): โรงละครที่มีรูปทรงและพื้นที่ภายในโค้งมนต่อเนื่องกันเหมือนฟองน้ำหรือถ้ำ 

ปี 2014: ชิเงรุ บัน (Shigeru Ban) – ญี่ปุ่น

จุดเด่นของเขาคือการใช้นวัตรกรรมสมัยใหม่ผสานกับการออกแบบเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเขามักจะใช้ Paper Tube หรือแผ่น Cardboard รีไซเคิลที่เขาสนใจและได้เรียนรู้ด้วยตนเอง นำมาประยุกต์และแปรเปลี่ยนตามบริบทที่แตกต่าง ส่งผลให้สถาปัตยกรรมของ Shigeru Ban มีความซับซ้อนแต่เรียบง่าย เพราะไม่เพียงแต่เป็นอาคารที่สวยงาม หากยังเป็นสถาปัตยกรรมที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ต้องการความช่วยเหลือได้ด้วยเช่นกัน

ผลงานเด่น
– Cardboard Cathedral (ไครสต์เชิร์ช, นิวซีแลนด์): โบสถ์ชั่วคราวที่สร้างจากท่อกระดาษแข็งขนาดใหญ่ แทนที่โบสถ์เดิมที่พังทลายจากแผ่นดินไหว

– Centre Pompidou-Metz (เม็ทซ์, ฝรั่งเศส): พิพิธภัณฑ์ที่มีหลังคาไม้ระแนงสานกันเป็นรูปทรงอิสระ คล้ายหมวกจีนโบราณ

– Paper Log Houses (โกเบ, ญี่ปุ่น และที่อื่นๆ): บ้านพักพิงฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติที่สร้างจากท่อกระดาษและวัสดุที่หาได้ง่าย

ปี 2015: ฟราย ออตโต (Frei Otto) – เยอรมนี

ออตโตได้รับรางวัลไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาคือสถาปนิกและวิศวกรผู้เป็นนักวิจัยและผู้บุกเบิกโครงสร้างน้ำหนักเบา (Lightweight Structures) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอย่างใยแมงมุมและฟองสบู่ เขามีปรัชญาในการทำงานคือ “ทำมากขึ้นโดยใช้น้อยลง”

ผลงานเด่น
– Roof for the Olympic Stadium, Munich (มิวนิก, เยอรมนี): หลังคาโปร่งแสงขนาดมหึมาที่ขึงด้วยเคเบิลคลุมสนามกีฬาโอลิมปิก 1972 เป็นสัญลักษณ์ของโครงสร้างน้ำหนักเบา

– West German Pavilion, Expo 67 (มอนทรีออล, แคนาดา): ศาลาจัดแสดงที่มีหลังคารูปทรงเต็นท์ขนาดใหญ่ ทำจากโครงสร้างเคเบิลและผ้าใบ

– Multihalle (มันไฮม์, เยอรมนี): โถงอเนกประสงค์ที่มีโครงสร้างหลังคาไม้ระแนงสานกันเป็นตาข่าย (Gridshell) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น

ปี 2016: อเลฮานโดร อาราเวนา (Alejandro Aravena) – ชิลี

รางวัลของอาราเวนาตอกย้ำความมุ่งมั่นของพริตซ์เกอร์ต่อสถาปัตยกรรมเพื่อสังคมอย่างชัดเจน เขาสร้างความโดดเด่นจากโครงการบ้านครึ่งหลัง (Incremental Housing) ซึ่งเป็นการสร้างแกนหลักที่จำเป็นของบ้านให้กับผู้มีรายได้น้อย แล้วเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านต่อเติมเอง

ผลงานเด่น
– Quinta Monroy Housing (อีกีเก, ชิลี): โครงการบ้านครึ่งหลังโครงการแรกที่ประสบความสำเร็จและกลายเป็นต้นแบบให้โครงการอื่นๆ ทั่วโลก

– Innovation Center UC – Anacleto Angelini (ซันติอาโก, ชิลี): อาคารมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเป็นก้อนคอนกรีตขนาดใหญ่ทึบ แต่มีโถงกลางที่เปิดโล่งเพื่อระบายอากาศและสร้างปฏิสัมพันธ์

– Siamese Towers (ซันติอาโก, ชิลี): อาคารคู่ที่ดูเหมือนจะเชื่อมติดกัน ออกแบบให้มีช่องว่างระหว่างอาคารเพื่อช่วยเรื่องการระบายอากาศและแสงสว่าง

ปี 2017: ราฟาเอล อรันดา, การ์เม ปิเจ็ม และ รามอน บิลัลตา (RCR Arquitectes) – สเปน

นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่รางวัลมอบให้กับสถาปนิก 3 คนพร้อมกัน พวกเขาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและแน่วแน่ในเมืองโอล็อตซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง ผลงานของพวกเขาสามารถผสานวัสดุสมัยใหม่อย่างเหล็กและแก้วเข้ากับภูมิทัศน์ธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนและงดงาม

ผลงานเด่น
– Bell-Lloc Winery (ปาลามอส, สเปน): โรงบ่มไวน์ที่ฝังตัวอยู่ใต้ดิน มีหลังคาเป็นแผ่นเหล็กที่ทำมุมเอียง ทำให้แสงและอากาศส่องเข้ามาได้

– Les Cols Restaurant Marquee (โอล็อต, สเปน): พื้นที่จัดเลี้ยงของร้านอาหารที่ใช้หลังคาพลาสติกใสขึงบนโครงสร้างเหล็กบางเบา ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

– Tossols-Basil Athletics Track (โอล็อต, สเปน): ลู่วิ่งที่สร้างแทรกไปตามแนวต้นโอ๊คเดิมโดยไม่ตัดต้นไม้เลย เป็นการออกแบบที่เคารพธรรมชาติอย่างสูงสุด

ปี 2018: บาลกฤษณะ โดชิ (Balkrishna Doshi) – อินเดีย

สถาปนิกชาวอินเดียคนแรกที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้ เขาได้รับการยกย่องจากผลงานตลอด 60 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นงานที่จริงจัง ไม่ฉาบฉวย หรือตามกระแส โดชิผสมผสานบทเรียนจากสถาปนิกระดับโลกเข้ากับความเข้าใจในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิอากาศของอินเดีย

ผลงานเด่น
– Aranya Low Cost Housing (อินดอร์, อินเดีย): โครงการบ้านจัดสรรราคาถูกที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยออกแบบให้ผู้อยู่อาศัยสามารถต่อเติมบ้านได้เองในอนาคต

– Sangath (อะห์มดาบาด, อินเดีย): สตูดิโอทำงานของเขาเอง มีลักษณะเป็นหลังคาโค้งที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินเพื่อลดความร้อน และมีพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติ

– Amdavad ni Gufa (อะห์มดาบาด, อินเดีย): หอศิลป์ใต้ดินที่ดูเหมือนถ้ำหรือเนินดิน มีโดมที่ประดับด้วยกระเบื้องโมเสก และมีโครงสร้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระดองเต่า

ปี 2019: อาราตะ อิโซซากิ (Arata Isozaki) – ญี่ปุ่น

รางวัลนี้เปรียบเหมือนการมอบย้อนหลังเพื่อเป็นเกียรติแก่สถาปนิกรุ่นใหญ่ของญี่ปุ่นผู้ทรงอิทธิพลและมีผลงานหลากหลายตลอด 6 ทศวรรษ เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์และทฤษฎีสถาปัตยกรรมอย่างลึกซึ้ง และมีแนวทางที่เปิดกว้างจนสามารถสร้างบทสนทนาระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกได้

ผลงานเด่น
– Art Tower Mito (มิโตะ, ญี่ปุ่น): ศูนย์ศิลปะที่มีหอคอยโลหะรูปทรงเรขาคณิตสามมิติที่บิดเกลียวสูง 100 เมตร เป็นสัญลักษณ์ของเมือง

– Palau Sant Jordi (บาร์เซโลนา, สเปน): สนามกีฬาในร่มสำหรับโอลิมปิก 1992 ที่มีหลังคารูปโดมที่ออกแบบอย่างสวยงามและทันสมัย

– Nara Centennial Hall (นารา, ญี่ปุ่น): ศูนย์ประชุมและแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีหลังคาโค้งมนสีเทาขนาดใหญ่ ดูคล้ายยานอวกาศ

ปี 2020: อีวอนน์ ฟาร์เรลล์ และ เชลลีย์ แม็คนามารา (Grafton Architects) – ไอร์แลนด์

คู่หูสถาปนิกหญิงชาวไอริชได้รับการยกย่องในเรื่อง ความซื่อตรงในการทำงาน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงาน และทัศนคติที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลงานของพวกเขามักจะใช้วัสดุที่ดูแข็งแรงและทรงพลังอย่างคอนกรีต แต่ก็ถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อสถานที่ตั้งอย่างชาญฉลาด

ผลงานเด่น
– University Campus UTEC Lima (ลิมา, เปรู): อาคารมหาวิทยาลัยที่เปรียบเสมือนหน้าผาที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง มีโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่และพื้นที่เปิดโล่งเพื่อรับมือกับสภาพอากาศของเมือง

– Bocconi University (มิลาน, อิตาลี): อาคารมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้วยพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาใช้งานได้ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับเมือง

– Town House, Kingston University (ลอนดอน, สหราชอาณาจักร): อาคารมหาวิทยาลัยที่ออกแบบให้มีระเบียงและทางเดินซ้อนกันหลายชั้นด้านหน้า เพื่อส่งเสริมการพบปะพูดคุยและสร้างชุมชน 

ปี 2021: อาน ลากาตง และ ฌอง-ฟิลิปป์ วาสซาล (Anne Lacaton & Jean-Philippe Vassal) – ฝรั่งเศส

ทั้งคู่ได้รับรางวัลจากการยึดมั่นในปรัชญาที่ปฏิวัติวงการ นั่นคือไม่ทุบทิ้ง สร้างใหม่เสมอ (Never demolish, always transform) พวกเขาปฏิเสธการทุบทำลายอาคารเก่า โดยเฉพาะอาคารสงเคราะห์ แต่จะใช้วิธีเพิ่มพื้นที่ใช้สอย เช่น การต่อเติมระเบียงกระจกหรือสวนฤดูหนาวเข้าไป

ผลงานเด่น
– Transformation of 530 Dwellings, Grand Parc (บอร์โด, ฝรั่งเศส): โครงการชุบชีวิตแฟลตเก่า 3 หลัง ด้วยการต่อเติมระเบียงกระจกและสวนฤดูหนาวเข้าไป ทำให้ห้องพักมีขนาดใหญ่ขึ้นและน่าอยู่ขึ้นโดยไม่ต้องไล่ผู้พักอาศัยเดิม

– Latapie House (ฟลัวรัก, ฝรั่งเศส): บ้านพักส่วนตัวราคาประหยัดที่เป็นต้นแบบแนวคิดของพวกเขา โดยมีส่วนหนึ่งของบ้านเป็นเหมือนโรงเรือนกระจกที่สามารถเปิด-ปิดได้

– École Nationale Supérieure d’Architecture de Nantes (น็องต์, ฝรั่งเศส): โรงเรียนสถาปัตยกรรมที่ออกแบบให้มีพื้นที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้สูง โดยมีทางลาดขนาดใหญ่เชื่อมต่อทุกชั้น

ปี 2022: ดิเอเบโด ฟรานซิส เคเร (Diébédo Francis Kéré) – บูร์กินาฟาโซ/เยอรมนี

นี่คือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อีกครั้ง เขาคือสถาปนิกชาวแอฟริกันและคนผิวสีคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ เขาทำงานในพื้นที่ที่ขาดแคลนอย่างหนักในบ้านเกิดของเขา โดยใช้วัสดุท้องถิ่นและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการก่อสร้าง ซึ่งเป็นการเสริมพลังและเปลี่ยนแปลงชุมชน

ผลงานเด่น
– Gando Primary School (กานโด, บูร์กินาฟาโซ): โรงเรียนประถมแห่งแรกที่เขาออกแบบและสร้างร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านเกิดของตนเอง โดยใช้อิฐดินเหนียวและมีหลังคาสองชั้นเพื่อระบายความร้อน

– Serpentine Pavilion 2017 (ลอนดอน, สหราชอาณาจักร): ศาลาชั่วคราวที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นไม้ใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในหมู่บ้านของเขา มีหลังคาขนาดใหญ่และผนังโปร่งที่ทำจากไม้

– Lycée Schorge Secondary School (คูดู กู, บูร์กินาฟาโซ): โรงเรียนมัธยมที่สร้างจากไม้และดินเหนท้องถิ่น มีผนังที่ออกแบบให้ลมสามารถพัดผ่านเพื่อระบายความร้อนได้ดี

ปี 2023: เดวิด ชิปเปอร์ฟิลด์ (Sir David Alan Chipperfield CH) – สหราชอาณาจักร

ชิปเปอร์ฟิลด์ได้รับการยกย่องจากสถาปัตยกรรมที่ เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และ มีความสุดโต่งในความยับยั้งชั่งใจ ผลงานเด่นของเขาคือการบูรณะอาคารประวัติศาสตร์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด แทนที่จะออกแบบทับของเก่า เขากลับค่อยๆ กอบกู้โครงสร้างเดิมและเปิดให้เห็นร่องรอยของประวัติศาสตร์

ผลงานเด่น
– Neues Museum (เบอร์ลิน, เยอรมนี): การบูรณะพิพิธภัณฑ์ที่ถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างน่าทึ่ง โดยเก็บร่องรอยความเสียหายไว้และผสมผสานเข้ากับส่วนที่สร้างขึ้นใหม่อย่างลงตัว

– James-Simon-Galerie (เบอร์ลิน, เยอรมนี): อาคารทางเข้าใหม่ของเกาะพิพิธภัณฑ์ (Museum Island) ที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายและสง่างามด้วยเสาคอนกรีตบางเฉียบ

– The Hepworth Wakefield (เวกฟีลด์, สหราชอาณาจักร): พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ประกอบด้วยกลุ่มอาคารคอนกรีตรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูหลายหลังวางเรียงกันริมแม่น้ำ

ปี 2024: ริเคน ยามาโมโตะ (Riken Yamamoto) – ญี่ปุ่น

ยามาโมโตะได้รับรางวัลจากการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่กระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม งานของเขาท้าทายแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวในยุคใหม่ที่ทำให้ผู้คนแปลกแยกออกจากกัน เขาจึงออกแบบอาคารที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ

ผลงานเด่น
– Yokosuka Museum of Art (โยโกสุกะ, ญี่ปุ่น): พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ออกแบบให้มีความโปร่งใสสูง มีช่องเปิดและทางเดินที่ทำให้คนภายนอกสามารถมองเห็นกิจกรรมภายในและเชื่อมต่อกับชุมชนได้

– Saitama Prefectural University (ไซตามะ, ญี่ปุ่น): มหาวิทยาลัยที่ออกแบบให้แต่ละอาคารเชื่อมต่อกันด้วยระเบียงและทางเดิน เพื่อส่งเสริมการพบปะและแลกเปลี่ยนความรู้

– Hotakubo Housing (คุมาโมโตะ, ญี่ปุ่น): โครงการที่อยู่อาศัยที่ออกแบบให้ทุกยูนิตหันหน้าเข้าหาจัตุรัสส่วนกลาง เพื่อสร้างความสัมพันธ์และชุมชนที่เข้มแข็ง

ปี 2025: หลิว เจียคุน (Liu Jiakun) – จีน

สถาปนิกชาวจีนคนที่สองที่ได้รับรางวัล เขาได้รับการยกย่องจากการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่เฉลิมฉลองชีวิตของคนธรรมดา และไม่ยึดติดกับรูปแบบใดๆ ปรัชญาของเขาคือ กลยุทธ์เหนือรูปแบบ (Strategy over Style) หมายความว่าแต่ละโครงการคือการแก้ปัญหาที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อบริบทและผู้คน

ผลงานเด่น
– West Village (เฉิงตู, จีน): โครงการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานที่อยู่อาศัย, พื้นที่ทำงาน, และพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกัน โดยมีลู่วิ่งลอยฟ้าและสวนบนดาดฟ้าเป็นหัวใจของโครงการ

– Luyeyuan Stone Sculpture Art Museum (เฉิงตู, จีน): พิพิธภัณฑ์ที่สร้างท่ามกลางป่าไผ่ โดยใช้วัสดุที่เรียบง่ายอย่างคอนกรีตเปลือยเพื่อขับเน้นความงามของประติมากรรมหิน

– Hu Huishan Memorial (เสฉวน, จีน): อนุสรณ์สถานสำหรับเด็กหญิงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2008 ออกแบบให้ดูเหมือนเต็นท์บรรเทาทุกข์ชั่วคราว แต่สร้างจากวัสดุที่คงทนเพื่อเป็นเครื่องเตือนความทรงจำ

Picture of Supakorn Thepvichaisinlapakun

Supakorn Thepvichaisinlapakun

สถาปนิกที่เชื่อว่าพลังของการสื่อสาร สามารถขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading