Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
สถาปัตยกรรมแบบไหนที่จะตอบรับกับอนาคตของมนุษยชาติได้มากที่สุด?
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมของโลกสูงขึ้นอย่ามีนัยยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล วิกฤตการณ์เอลนีโญและลานีญา รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบอื่นๆ (น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุเฮอริเคน) ประกอบกับปัญหามลภาวะ น้ำเสีย ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ อื่นๆที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ จึงเกิดคำถามขึ้นว่ามนุษย์จะสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยในสถาปัตยกรรมที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันได้หรือไม่?
โครงการ The Line อาจจะเป็น 1 ในโซลูชันนั้น เพราะเราอาจต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมอีกมากมายในอนาคตอันไกล้นี้
โครงการ The Line เป็นโครงการอภิมหาเมกกะโปรเจกสร้างเมืองแนวยาวในลักษณะของ linear city ตัดผ่านกลางทะเลทรายในประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่มีความยาว 170 กม สูง 500 เมตร (ความสูงเท่ากับตึกระฟ้า) และมีขนาดกว้าง 200 เมตร มีแผนรองรับจะรองรับประชากร 9 ล้านคน โดยความร่วมมือจากกลุ่มบริษัทสถาปนิก สตูดิโอออกแบบผังเมือง และบริษัทออกแบบวิศวกรรมอย่าง DMAA, Gensler และ Mott MacDonald ภายใต้ชื่อ NEOM นับเป็นโปรเจก Man-Made Architecture ที่ท้าทายในการสร้างเมืองกลางทะเลทรายอันรกร้าง อัดแน่นไปด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และหากทำสำเร็จ จะเปลี่ยน landscape กลางทะเลทรายของประเทศซาอุดิอาราเบียไปตลอดกาล
โครงการดังกล่าว มีเม็ดเงินการลงทุนอันมหาศาล ที่ผลักดันวิสัยทัศน์ “Vision 2030” ของประเทศซาอุดิอาราเบีย ที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน และสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ และใช้พื้นที่ทะเลทรายที่ไร้ประโยชน์ให้กลายเป็นเมืองแห่งอนาคต (Smart & Green City) ทั้งด้านพลังงานหมุนเวียน 100% อย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม รวมถึงระบบการขนส่งภายในอันล้ำสมัยด้วยรถไฟความเร็วสูงใต้ดิน และการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง ลักษณะทางกายภาพของโครงการ จะเป็นแท่งเรขาคณิตสี่เหลี่ยมแนวยาวคล้ายกับกำแพงขนาดมหึมากลางทะเลทราย เมืองทั้งเมืองจะถูกหุ้มด้วยฟาซาดกระจกสะท้อน ทำให้กลมกลืนกับบริบทแบบทะเลทราย แต่ยังมีความ contrast โดดเด่นจากระยะไกล
ก่อนที่เราจะเจาะลึกถึงรายละเอียดของโครงการ The Line จะขอพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับแนวคิดและทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมที่มีมาในอดีตก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องเมืองยูโทเปีย (Utopia City) ซึ่งเป็นแนวคิดในอุดมคติที่มนุษย์เฝ้าใฝ่ฝันมาโดยตลอด โครงการ The Line เองก็ถือเป็นการสานต่อแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ด้วยการออกแบบเมืองแนวยาวกลางทะเลทราย ที่มุ่งเน้นการสร้างวิถีชีวิตอันสมบูรณ์แบบให้กับพลเมือง ซึ่งแนวคิดนี้มีความเชื่อมโยงกับ Utopian Architecture ในยุค 1970 ที่มุ่งวิพากษ์สังคมเมืองอุตสาหกรรมและทุนนิยม ผ่านสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะทางกายภาพอันโดดเด่น และแฝงไว้ด้วยปรัชญาว่าด้วยบรรทัดฐานทางสังคมในหลายมิติ ทั้งนี้ Dsign Something จึงอยากพาผู้อ่านไปรู้จักกับทฤษฎีสถาปัตยกรรมในประวัติศาสตร์ ที่มีแนวคิดและรูปแบบคล้ายคลึงกับ The Line ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่วาดฝันถึงเมืองสมบูรณ์แบบภายใต้โครงสร้างแนวยาวขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมระบบการใช้ชีวิตไว้ทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบและสมบูรณ์แบบ
แนวคิดสถาปัตยกรรมแบบยูโทเปีย (Utopian Architecture) มีจุดเริ่มต้นจากงานเขียน Utopia ของ เซอร์ โทมัส มอร์ ในปี ค.ศ. 1516 ซึ่งนำเสนอภาพของเกาะสมมติที่มีระบบสังคมอันเป็นระเบียบ ทุกคนมีความเท่าเทียม ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว (คล้ายกับแนวคิดคอมมิวนิสต์) ระบบการปกครองถูกควบคุมโดยรัฐ และดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างเป็นระบบอย่างสมบูรณ์แบบ ประชากรในเมืองใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ในเกาะแห่งอุดมคตินี้ แม้งานเขียนดังกล่าว ในบางมุมมองจะเป็นการเสียดสีสังคมในยุคนั้น แต่งานชิ้นนี้กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการจินตนาการถึงเมืองในอุดมคติที่เสมอภาคและเป็นธรรม
แนวคิดดังกล่าวถูกจุดกระแสอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อผู้คนต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และอำนาจรัฐที่ควบคุมชีวิตอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้เกิดความปรารถนาในการสร้างเมืองใหม่ที่ยั่งยืนและเท่าเทียมมากขึ้น สิ่งนี้นำไปสู่การพัฒนาของแนวคิด Utopian Urbanism ซึ่งสถาปนิกหลายรายได้นำไปต่อยอดในการออกแบบจริง อย่างเช่นเช่น Ebenezer Howard กับโครงการ Garden City รวมถึง Le Corbusier กับโครงการ Radiant City รวมถึงกลุ่ม Archigram และ Superstudio ที่ออกแบบเมืองแห่งอนาคตเพื่อตั้งคำถามและวิพากษ์สังคม การเมือง ความอุดมคติผ่านงานสถาปัตยกรรมเป็นต้น
จากพื้นฐานความคิดเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดกระแส Urbanism Architecture ในช่วงทศวรรษ 1960–1970 ซึ่งเป็นแนวทางออกแบบอาคารขนาดใหญ่ ไม่ไม่ใช่เป็นแค่พื้นที่พักอาศัย แต่เป็นในลักษณะของเมืองขนาดย่อม ที่รองรับประชากรจำนวนมากภายในโครงสร้างเดียว ประกอบด้วยฟังก์ชันหลากหลาย ทั้งยูนิตสำหรับการดำรงชีวิต พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่สันทนาการ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆสำหรับการดำรงชีวิต ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ Habitat 67 ในเมือง Montreal ประเทศแคนนาดา ซึ่งสะท้อนแนวคิดเมืองในอุดมคติที่เป็นจริงได้
ดังนั้น ยูโทเปียจึงไม่ใช่เพียงเมืองในฝัน หากแต่เป็นกรอบความคิดที่ใช้ตั้งคำถามต่อระเบียบสังคมเดิม และผลักดันให้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือในการจินตนาการถึงโลกที่ดีกว่าอย่างมีระบบ ซึ่งในวันนี้จะขอนำท่านผู้อ่านพูดคุยเชิงลึกเกี่ยวกับ แนวคิดทางสถาปัตยกรรมแบบเมืองที่น่าสนใจในอดีตที่มีรูปแบบทางกายภาพคล้ายกับกำแพงตามแนวยาวที่เหมือนกับ The Line อย่างมีนียยะสำคัญ
Continuous Monument คือแนวคิดสถาปัตยกรรมเชิงอุดมคติของกลุ่ม Superstudio จากอิตาลีในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ที่เสนอรูปแบบของ megastructure ขนาดมหึมาในลักษณะกริดเรขาคณิตที่ต่อเนื่องไร้จุดสิ้นสุด ที่ภายในเป็นสังคมแห่งการอยู่อาศัยร่วมกันแบบอุดมคติ ครอบคลุมภูมิประเทศ เมือง และสิ่งปลูกสร้างเดิมโดยไม่สนใจบริบทแวดล้อม โครงสร้างมีลักษณะเรียบง่าย เป็นกล่องทรงเหลี่ยม ผิวเรียบ สีขาว หรือวัสดุสะท้อนแสง มีความสมมาตรสูง และปราศจากองค์ประกอบตกแต่งใด ๆ เส้นกริดที่อยู่ภายในโครงสร้างคือพื้นที่อุดมคติ ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ แปรเปลี่ยนตามความต้องการของพลเมือง ทั้งที่อยู่อาศัย สวนสาธารณะ หรือพื้นที่สันทนาการในรูปแบบอื่นๆ สื่อถึงแนวคิดสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นที่มาความเสมอภาคแบบสุดขั้วที่มุ่งควบคุมพื้นที่ด้วยตรรกะและระบบ
แนวคิดเบื้องหลังงานนี้ไม่ใช่เพียงการออกแบบเมืองในฝัน แต่คือการตั้งคำถามต่ออุดมการณ์ของความสมบูรณ์แบบในงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่พยายามควบคุมทุกอย่างผ่านการจัดระเบียบเชิงตรรกะและความเท่าเทียมอย่างสุดโต่ง Superstudio ใช้ภาพของโครงสร้างเส้นกริดที่นิ่งและไร้ชีวิตนี้เป็นการเสียดสีแนวคิดเมืองยูโทเปีย พร้อมสะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างระบบอุดมคติ กับชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและความไม่แน่นอนของมนุษย์
ผลงานต่อมาคือ Exodus, or the Voluntary Prisoners of Architecture คือแนวคิดสถาปัตยกรรมโดย Rem KoolHass จาก OMA สมัยที่เขาศึกษาอยู่ที่ AA School of Architecture ในลอนดอน เมื่อปี 1972 โดยโครงการนี้นำแรงบันดาลใจจาก Continuous Monument ของ Superstudio มาตีความใหม่ในบริบทเมือง London โดยเสนอภาพกำแพงสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่แบ่งเมือง London ออกเป็นสองฝั่ง ภายในกำแพงนั้นประกอบด้วยโปรแกรมมิ่งที่หลากหลาย รองรับการอพยพ (คล้ายกับนักโทษ) เข้ามาอยู่ในโครงสร้างแห่งนี้ เช่น ที่อยู่อาศัย ห้องสมุด สวนพักผ่อน ห้องอาบแดด และพื้นที่แบบมัลติฟังก์ชั่นที่รอบรับกิจกรรมของประชากร ทั้งหมดถูกจัดวางเป็นแนวยาวต่อเนื่อง โดยมีลักษณะกึ่งสมมาตร และมีจุดตรวจคนเข้าเมืองคล้ายกับ Immigration ในสนามบินเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ที่จะเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้
แนวคิดหลักของงานนี้คือการตั้งคำถามต่อเสรีภาพ ความสมัครใจ และการควบคุมผ่านสถาปัตยกรรม โดยเสนอให้ผู้คนเลือกที่จะกลายเป็นนักโทษภายในระบบสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบ เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นพื้นฐานในการดำรงชีวิต สะท้อนความย้อนแย้งระหว่างอิสรภาพกับข้อจำกัดในโลกสมัยใหม่ งานชิ้นนี้ไม่ได้เสนอแค่รูปแบบทางกายภาพ แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านภาพคอลลาจและการเขียน เพื่อเน้นบทบาทของสถาปัตยกรรมในฐานะเครื่องมือทางสังคม การเมือง และจินตนาการอย่างเฉียบคม
ทั้งสองแนวคิดที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เป็นโครงการในจินตนาการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่นับเป็น Utopian dream สำหรับความเป็นสถาปัตยกรรมวิถีเมืองในอุดมคติอันน่าสนใจในลักษณะของการอยู่อาศัยของมนุษย์ในกำแพงเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมในการวิพากษ์ สังคม การเมือง และความเสมอภาค ความถึงความเป็นอุดมคติ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้เป็นรากฐานทางทฤษฎีที่ปูทางไปสู่โครงการในโลกจริงอย่าง The Line ในซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน
กลับมาที่โครงการ The Line ในปัจจุบัน คือหนึ่งในโครงการเมืองแห่งอนาคตที่ทะเยอทะยานที่สุดในโลก ที่นำเสนอรูปแบบเมืองแนวตั้งและแนวยาวสุดล้ำ เหตุผลหลักในการพัฒนาเมืองนี้คือการรองรับประชากรในอนาคต ที่เพียบพร้อมด้วย Facilities ที่เพียบพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ภายใน โดยเน้นการลดการใช้รถยนต์ ลดการปล่อยคาร์บอน และกระจายโครงสร้างพื้นฐานให้เข้าถึงได้ทุกคนในระยะเวลาเดินทางไม่เกิน 20 นาที ผ่านระบบขนส่งความเร็วสูงใต้ดิน
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของ The Line เป็นโครงสร้างแนวเส้นตรงขนาดมหึมาที่ประกอบด้วยฟาซาดกระจกสะท้อนธรรมชาติ มีโครงสร้างภายในที่จัดวางพื้นที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และพื้นที่สีเขียวในแนวตั้งอย่างชัดเจน โดยใช้แนวคิด Layered Urbanism ที่จัดระบบการใช้งานในมิติเชิงลึกแทนการขยายแนวราบ ภายในประกอบด้วย facilities ครบวงจร เช่น ที่พักอาศัย โรงแรม ร้านอาหาร Working Space และพื้นที่สันทนาการพักผ่อน การออกแบบภายใน (interior) ในที่พักอาศัยเน้นระบบอัตโนมัติ สมาร์ทโฮม และวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้ระบบขนส่งไฟฟ้าใต้ดินสุดล้ำเพื่อการเดินทางที่รวดเร็วและเงียบ
The Line ยังได้คำนึงถึงระบบความปลอดภัยภายในโครงการ โดยการออกแบบโครงสร้างด้วยฐานรากแบบโมดูลาร์และวัสดุทนแรงสูง เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมสุดขั้วในทะเลทราย โดยมีฟาซาดกระจกอัจฉริยะที่ควบคุมแสงและอุณหภูมิภายใน พร้อมระบบ AI ที่บริหารจัดการภัยพิบัติ การอพยพ และการเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ โครงการยังตั้งเป้าเป็นเมือง Zero Carbon ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม มีระบบบำบัดน้ำแบบปิด การรีไซเคิลของเสีย และการบริหารทรัพยากรด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติทั้งระบบ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความพยายามสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ชีวิตมนุษย์ในมิติเชิงกายภาพ เทคโนโลยี และความปลอดภัย ภายใต้แนวคิด Urbanism Architecture หรือ Utopia City ที่ใช้สถาปัตยกรรมเป็นพื้นที่ให้ประชากรอาศัยอยู่รวมกันในรูปแบบของสังคมเฉกเช่นเดียวกับในอดีต
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็เผชิญคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าและต้นทุนที่สูงลิ่ว โดยแม้ The Line จะเป็นโครงการที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีระดับสูง แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงถึงการตั้งข้อสงสัยจากสังคมทั่วโลก ราคาที่อยู่อาศัยต่อยูนิตจะถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ในระดับสูงมาก ในระดับที่คนธรรมดาไม่สามารถจ่ายไหว ซึ่งอาจทำให้สิทธิในการอยู่อาศัยถูกจำกัดไว้เฉพาะกลุ่มคนมีรายได้สูงเท่านั้น ขณะเดียวกันการลงทุนในระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ยังทำให้ผู้เชี่ยวชาญและสังคมโลกตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้จริงของการก่อสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพภูมิประเทศแบบทะเลทรายอันท้าทาย และกรอบเวลาที่กำหนดให้เฟสแรกแล้วเสร็จในปี 2030 ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคืบหน้าในปัจจุบัน นอกจากนี้ จากแหล่งข่าวหลายสำนักล่าสุด ได้มีการคาดการณ์ว่า มีการการตัดสินใจลดขนาดโครงการ The Line ลง เจ้าหน้าที่คาดว่าจะสร้างโครงการเสร็จเพียง 2.4 กิโลเมตรภายในปี 2030 แทนที่จะเป็น 170 กิโลเมตรตามแผนเดิม เนื่องจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณของ NEOM
รวมถึงหากมองในมุมมองของสถาปนิก แม้ The Line จะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Utopian Architecture ในศตวรรษที่ 21 แต่ก็ไม่อาจมองข้ามคำถามด้านจริยธรรมและบริบทท้องถิ่นได้อย่างสิ้นเชิง พื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่นั้นเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชุมชนดั้งเดิม ซึ่งผู้คนในพื้นที่อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม รวมถึงผลกระทบทางด้านระบบนิเวศน์ สิ่งมีชีวิตโดยรอบ (ถึงแม้ว่าอยู่ในทะเลทราย) และถึงแม้ว่าโครงการนี้จะใช้พลังงานหมุนเวียนที่ลดการปล่อยคาร์บอน แต่ถ้าคิดรวมปริมาณ Carbon Footprint ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างโครงการอภิมหาโปรเจกนี้ทั้งหมดอยู่มันจะมีความยั่งยืนอยู่ไหม รวมถึงความร้อนที่เกิดขึ้นจากการสะท้อนของฟาซาดกระจกขนาดมหึมาจะส่งผลกระทบต่อบริบทพื้นที่ไกล้เคียงอย่างไร แนวคิดการสร้างเมืองในอุดมคตินี้ควรถูกตั้งคำถามว่าใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง (ซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะกลุ่มนายทุน) ความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมจึงควรมาพร้อมกับความรับผิดชอบทางสังคมและผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในทุกๆมิติ
Reference
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance