Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
มหากาพย์ภาพยนตร์ Dune ที่กำกับโดย Denis Villeneuve ได้ถูกนำมาจากนวนิยายของ Frank Herbert ที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1965 (ได้รับอิทธิพลจากหลังยุคสิ้นสุด WWII และอยู่ในช่วงสงครามเย็น) ถือเป็นหนึ่งในนิยายวิทยาศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล ที่นำเสนอเรื่องการเมือง ศาสนา ระบบศักดินา และการวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในบริบทของโลกสมมุติที่เต็มไปด้วยอารยธรรมต่างดาวอันซับซ้อน โดยมีประเด็นเชิงปรัชญาและการเมืองเเป็นแกนหลัก
โดย Keyword หลักในเรื่องคือ คำว่า จีฮัด (Jihad) หรือ สงครามศักดิ์สิทธิ์ ตามตามคัมภีร์อัลกุรอานในศาสนาอิสลาม โดยผู้แต่งกำหนดเส้นเรื่องอย่างตั้งใจเพื่อสะท้อนและตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่อง ศรัทธา ศาสนา และการต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงในนามของความเชื่อ รวมถึงการกำหนดตัวละครหลักอย่าง พอล อาร์เทรดีส ให้ถูกยกย่องเปรียบเสมือนเมสไซอาห์ (หรือพระผู้ช่วยให้รอดตามพระคำภีร์) เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ผู้นำกองทัพ ที่ถูกปลุกขึ้นโดยความเชื่อของมวลชน เป็นภาพสะท้อนของพลังความศรัทธาที่สามารถขับเคลื่อนสงครามและความเปลี่ยนแปลงในระดับจักรวาล
โดยสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการเล่าเรื่องคือ งานสถาปัตยกรรมและบรรยากศแลนด์สเคปที่เว้งว้างอันน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งทั้งหมดมิได้เป็นเพียงฉากหลังทางกายภาพ แต่กลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร อุดมการณ์ และการครอบงำได้อย่างทรงพลัง และแม้เรื่องราวจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกกว่า 10,000 ปี แต่อาคาร ป้อมปราการ หรือสถาปัตยกรรมที่ปรากฏทั้งหมด กลับไม่ได้เน้นเทคโนโลยีอันล้ำยุคหรือแสงนีออนสไตล์หนังไซไฟทั่วไป
หากแต่ผสมผสานอิทธิพลจากศิลปะโบราณ สถาปัตยกรรมแบบ Brutalist สถาปัตยกรรมมายา รวมถึงอิทธิพลสถาปัตยกรรมร่วมสมัยจากสถาปนิกระดับตำนานอย่าง Frank Lloyd Wright โดยเน้นความหนักแน่น ใหญ่โตของอาคาร รวมถึงสเปซภายในที่ผ่านการคิดและวางองค์ประกอบมาอย่างดี ทั้งโครงสร้างกำแพงทึบตันที่มีความหนา ช่องแสงขนาดเล็กที่ก่อให้เกิดแสงเงาสลัวเป็นต้น
การออกแบบอาคารสถาปัตยกรรมที่ปรากฏในภาพยนต์ จะมึความเป็นรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐาน เรียบง่าย เป็น Mass ที่มีความทึบตัน ซึ่งสะท้อนอำนาจ การป้องกัน และวินัยทางจิตใจ โดยมีความเชื่อมโยงกับ กลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบเผด็จการ (Authoritarian architecture) ซึ่งพบได้ทั้งในสถาปัตยกรรมของนาซี เยอรมนี ยุคสตาลิน หรือแม้กระทั่งในรัฐอำนาจนิยมอื่น ๆ
โดยมักจะออกแบบลักษณะทางสถาปัตยกรรมให้มีสัดส่วนใหญ่โต หนักแน่น น่ายำเกรง และดูไม่เอื้อต่อสเกลของมนุษย์ทั่วไป ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เห็นในสถาปัตยกรรมของ Albert Speer (สถาปนิกคู่ใจของของ Adolf Hitler) และในยุค Stalinist ของโซเวียต เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมแบบ Brutalism ยุคหลังสงคราม ประกอบกับการวางผังอาคารร่วมกับแลนด์สเคป สเกลของพื้นที่อันน่าเกรงขาม อย่างเช่นการออกแบบพื้นที่ภายนอกอาคารให้รองรับกิจกรรมทางการทหารอย่างการตั้งแถวหรือการสวนสนามของทหารทั้งกองพัน แต่เมื่อเทียบกับสเกลคนกับสถาปัตยกรรมอันใหญ่โตที่ตั้งตระหง่านจะพบว่าเหมือนถูกกดให้เกรงกลัวต่ออำนาจเบื้องสูง
งานสถาปัตยกรรมภายในเน้นการใช้คอนกรีตเปลือย รูปทรงกล่อง ทึบตัน และไร้รายละเอียดตกแต่ง และ แสงสว่างภายในอาคารที่เกิดจากดวงโคมอันน้อยนิดและช่องแสงธรรมชาติขนาดเล็ก ทำให้ให้เกิดเงาสลัวทั่วทั้งพื้นที่ รวมถึงฝ้าเพดานอันสูงชะลูดที่มีการไล่ระดับประกอบกับช่องแสงธรรมชาติจากเบื้องบน ทำให้เกิดเอฟเฟกตค์แสงธรรมชาติที่แสดงถึงอานาจและความศักดิ์สิทธิ์ ไล่ระดับลงสู่เบื้องล่างเงาสลัว
ซึ่งเป็นเทคนิคการออกแบบสถาปัตยกรรม จำพวกโบสถ์ หรือแท่นบูชาในยุค Brutalism (Ranchamp Chapel โดย Le Corbusier)
รวมถึงการลำดับการจัดวางสเปซก่อให้เกิดบรรยากาศที่ล้วนสื่อถึงการควบคุม การออกแบบระเบียงที่สามารถมองเห็นผู้ที่อยู่ต่ำกว่า คล้ายกับการเฝ้ามองจากอำนาจเบื้องสูง (ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับการจัดวางผัง Workspace ขององกรณ์ขนาดใหญ่ ในปัจจุบัน ที่มีลำดับชั้น และการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ ของตำแหน่งที่อยู่สูงกว่าที่จะอยู่ในสเปซที่เฝ้ามองได้ทั่วทั้งหมด)
Deyan Sudjic นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมชาวอังกฤษชี้ว่า Architecture is the embodiment of power ซึ่งสอดคล้องกับกรณีของภาพยนต์เรื่อง Dune ที่ว่า สถาปัตยกรรมคือกลไกควบคุมความรู้สึกของผู้คน และสร้างความรู้สึกยำเกรงต่ออำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งสอดคล้องกับกลิ่นอายของลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจักรวรรดิ ในเกม ไฟนอลแฟนตาซี 6 ในยุค 90 กับจักรวรรดิเคฟกาที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบซิกูรัต ที่มีการลำดับชั้นความสำคัญจากฐาน ไล่รับดับขึ้นไป และผู้ควบคุมอำนวจเบ็ดเสร็จที่ผู้นำจะอยู่ที่จัดสูงสุดของอาคาร
จากการเกริ่นนำข้างต้น วันนี้ Dsign Something จะมาพูดคุยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมในภาพยนต์เรื่อง Dune (Dune Architecture) หรือการออกแบบอำนาจของสถาปัตยกรรมแบบเผด็จการที่ปรากฏในฉากหลังของภาพยนต์ที่น่าสนใจมาให้ฟังกัน
เมืองหลวง Arrakeen หรือที่อาจเรียกได้ว่าศูนย์กลางของ DUNE City ปรากฏในฐานะป้อมปราการกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมคอนกรีตทึบตันขนาดมหึมา ผนังลาดเอียง รูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากซิกกูรัตของอารายธรรมมายา ผสานกับอิทธิพลจาก Brutalist Architecture จุดเด่นคือความใหญ่โตเกินมนุษย์ ที่มีความเป็นระเบียบอันสมมาตร และสเปซภายในที่มืด ทึบ ดูเยือกเย็น มีช่องแสงลักษณะเป็นหลืบ ทำให้เกิดเงาสลัว และขาดความเป็นมนุษย์ รวมถึงรูปทรงเรขาคณิตซับซ้อนและระดับเพดานหลากหลายเพื่อสะท้อนความยิ่งใหญ่ของผู้ปกครอง
ลักษณะเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับแนวทางสถาปัตยกรรมในเยอรมนียุคนาซี ด้วยแนวคิด Monumentality หรือการใช้สถาปัตยกรรมเป็นอนุเสาวรีย์หรือสัญลักษณ์ทางการเมือง เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เหนือชีวิตมนุษย์และพลเมืองของจักรวรรดิ โดย Susan Sontag ศิลปิน นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมชาวอเมริกัน ได้อธิบายไว้ในบทความ Fascinating Fascism ว่า ของฉากในภาพยนต์ของเมืองนี้ ที่ตัวละครถูกทำให้เล็กลงเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยรัฐ ถึงแม้ว่าจะมีทหารจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในฉากพิธีกรรม การสวนสนาม หรือการแสดงแสนยานุภาพของจักรวรรดิ
ในทางกลับกัน สถาปัตยกรรมของชนพื้นเมือง Fremen ที่อาศัยในเมือง Sietch ได้แรงบัลดาลใจจากนครเภตรา (Petra) ในประเทศจอร์แดน ที้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันกลมกลืนสอดคล้องกับธรรมชาติ ปรับตัวตามภูมิประเทศดั้งเดิม และแสดงอัตลักษณ์ของการอยู่ร่วม อบอุ่น มีชีวิตชีวา ไม่ใช่การควบคุม และการกดให้อยู่ภายใต้อำนวจ ซึ่ง Mood & Tone ของงานสถาปัตยกรรมจะแลดูเป็นมิตร และมีกลิ่นอายของอารยธรรมของผู้อยู่อาศัยพื้นถิ่น
สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดของ Critical Regionalism โดย นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมชื่อดังอย่าง Kenneth Frampton ที่เสนอให้สถาปัตยกรรม ต้องมีความตอบสนองท้องถิ่นและไม่ยอมจำนนต่อรูปแบบอำนาจจากส่วนกลาง นอกจากนี้ชนเผ่า Fremen ยังมีความเชื่อทางศาสนาที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ เช่น การบูชา Shai-Hulud (เวิร์มยักษ์แห่งทะเลทราย) ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการดำรงชีวิตที่มีพื้นฐานบนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างเคร่งครัด (อย่างเช่น สระน้ำ The Water of Life) ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมท้องถิ่น ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมและความเชื่อ
ดาว Giedi Prime ของตระกูล Harkonnen ที่มีสภาพแวดล้อมที่ปกคลุมด้วยมลพิษ แสงอาทิตย์สีดำ และบรรยากาศที่ชวนถูกกดขี่ แสดงถึงระบอบเผด็จการอย่างชัดเจน ด้วยการออกแบบลักษณะทางสถาปัตยกรรม ที่คล้ายกับหอสมุด Tianjin Binhai Library โดย MDRDV แต่ปรับ Mood & Tone ให้มีความมืดมน ซึ่งเป็นการซ้ำกันของเส้นสายที่โค้งไปมาเป็นคลื่นและมีไฟประดิษฐ์ซ่อนเป็นเส้น เสริมความรู้สึกอึดอัด มึนงง น่ากังวล และไร้ชีวิตชีวา
การใช้คอนกรีต โลหะ เหล็ก และสีเทา-ดำ เป็นวัสดุตกแต่งได้แรงบันดาลใจมาจากโรงงานบำบัดน้ำเสียที่ หรือคล้ายกับการอยู่ในห้องเซิฟเวอร์ขนาดยักษ์ในซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่สะท้อนความเป็นอุตสาหกรรมที่ไร้อารมณ์ โหดเหี้ยม บีบคั้น รวมถึงฉากในโถงพิธีของ Harkonnen ที่มีขนาดใหญ่โตและมีเพดานสูงประกอบกับการออกแบบพื้นที่ไม่มีหน้าต่างทำให้เกิดบรรยากาศอันน่าอึดอัด และเปรียบเสมือนการมองผู้คนเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ ที่ถูกโปรแกรมให้ทำตามโดยไร้ข้อโต้แย้ง หวาดกลัวต่ออำนาจเบื้องบน เหมือนกับการตกอยู่ฝันร้ายดิสโทเปียอันมืดมน กดดัน และไร้ซึ่งความอบอุ่น
สถาปัตยกรรมบนดาวนี้ที่เน้นเน้นความใหญ่โต ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อลดค่าความเป็นมนุษย์ และขยายอำนาจของผู้นำ ซึ่ง Manfredo Tafuri นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมหัวมาร์กซิสชาวอิตาเลียน เคยกล่าวว่าสถาปัตยกรรมในระบบอำนาจมักจะก่อให้เกิดความรู้สึกจำนนของผู้เยี่ยมชม ซึ่งฉากหลังบนดาวดวงนี้ ได้นำเสนออารมณ์ดังกล่าวออกมาอย่างชัดเจน
ดาว Kaitain คือศูนย์กลางของจักรวรรดิที่ปรากฏในภาคสอง สถาปัตยกรรมผสมผสานความสง่างามแบบคลาสสิกกับเทคโนโลยีอนาคต โดยถ่ายทำในสถานที่จริง คือสุสาน Tomba Brion ชานเมืองเวนิส ที่ออกแบบโดย Carlo Scarpa ที่มีองค์ประกอบทางเรขาคณิตอันซับซ้อน และเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วย พิธีกรรมทางอำนาจ หรือพิธีกรรมทางจิตวิญญาน อย่างเช่น การแต่งตั้ง Duke Leto ให้ดูแล Arrakis หรือสภาแห่ง Landsraad ที่มีแท่นพิธีด้วยเส้นสายและกลิ่นอายแบบ Brutalist โดยสเปซภายในมีลำดับทางเดินหรือลำดับการจัดวางผังอย่างชัดเจน แสงธรรมชาติที่กรองผ่านช่องผนัง ก่อให้เกิดแสงเงา เส้นสายอันหนักเน้น และวัสดุอย่างคอนกรีตที่ให้ความรู้สึกนิ่งขรึมและงดงาม รวมถึงช่องของผนังตกแต่ง ร่องพื้น จังหวะของกำแพงที่ก่อให้เกิดลำดับภาพแบบแนวลึกและการรับรู้มุมมองแบบแนวตั้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกถูกกลืนเข้าไปในระบบจักรวรรดิอันแข็งกร้าว ภายใต้การควบคุม อำนาจ ระบบระเบียบ และความเคารพ
สถาปัตยกรรมในเรื่อง Dune ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลังหรือสิ่งปลูกสร้างในโลกอนาคตเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอำนาจ ความครอบงำ และการวางโครงสร้างทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ อาคารต่างๆ ในภาพยนตร์ถูกออกแบบให้สะท้อนลำดับชั้นอำนาจอย่างชัดเจน ผ่านการจัดวางพื้นที่ รูปแบบทางเรขาคณิต วัสดุ และบรรยากาศที่กดดันผู้พบเห็น ทั้งตัวละครภายในเรื่องและผู้ชมภายนอก ต่างถูกทำให้รู้สึกยอมจำนนต่อโครงสร้างอำนาจอย่างไม่รู้ตัว
สถาปัตยกรรมเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงสิ่งก่อสร้างในโลกสมมุติ แต่คือการตั้งคำถามกลับมาสู่โลกจริงของเรา ว่าในปัจจุบัน เรายังมี สถาปัตยกรรมแบบเผด็จการอยู่หรือไม่? อาคารที่ใช้องค์ประกอบเชิงพิธีกรรม ลำดับขั้นพื้นที่ การควบคุมทิศทางการมอง และการรวมศูนย์อำนาจผ่านการวาง ผัง Landscape และสเปซ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกตัวเล็ก ถูกครอบงำ และยำเกรง เช่นเดียวกับอาคารรัฐสภา ค่ายทหาร หรืออาคารศูนย์กลางอำนาจในหลายประเทศทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันหรือไม่?
Reference
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance