Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
ในเดือนที่โลกสูญเสียหนึ่งใน Iconic แห่งวงการแฟชั่นไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ Giorgio Armani (เกิดเมื่อปี 1934 ที่เมือง Piacenza, ประเทศอิตาลี) การจากไปของเขาไม่ได้หมายถึงเพียงการสิ้นสุดชีวิตของนักออกแบบเครื่องแต่งกายผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค แต่คือการปิดฉากบทบาทสำคัญของบุคคลที่หลอมรวมระหว่างแฟชั่นและสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน
แนวคิดการออกแบบแฟชั่นของเขามีความเรียบง่ายและทรงพลัง เขาได้ถ่ายทอดอัตลักษณ์ดังกล่าวไปสู่สไตล์เฟอร์นิเจอร์และการออกแบบเชิงพื้นที่ในอาณาจักรของเขามามากกว่า 50 ปี ตั้งแต่ บูติก Retail Shop ของ Armani ทั่วโลก ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ โรงละคร โรงแรม และ Penthouse ส่วนตัว ทุกพื้นที่ล้วนถูกหล่อหลอมด้วยปรัชญาการออกแบบเดียวกันคือ การลดทอน ความสง่างามที่อยู่เหนือการเวลา รวมถึงการ Collaboration กับสถาปนิกชื่อดังในการสร้างประสบการเชิงพื้นที่ที่แตกต่าง
Giorgio Armani เริ่มต้นเส้นทางในวงการแฟชั่นหลังผ่านการทำงานที่ห้าง La Rinascente (ห้างสรรพสินค้าชื่อดังประจำเมืองมิลาน ที่ปัจจุบัน operate โดยเครือ Central) และร่วมงานกับอิตาเลียนแฟชั่นดีไซเนอร์อย่าง Nino Cerruti ถือเป็นครูและผู้ให้โอกาสแก่ Armani ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้และฝึกฝนฝีมือการออกแบบเสื้อผ้าผู้ชาย ก่อนจะก่อตั้งแบรนด์ของตนเองในปี 1975 แนวคิดทางแฟชั่นที่เขาได้นำเสนอคือ การลดทอน (Reduction) และการออกแบบสูทไร้โครง (Deconstructed Suit) ที่เป็นการ ทลายกฎเกณฑ์ของการตัดเย็บชุดสูทแบบดั้งเดิม (คอลเลกชั่นต้นแบบชุดการตัดเย็บของเขา
ปัจจุบันได้จัดแสดงที่พิภิทภัณฑ์ศิลปะชั้นนำทั่วโลก อย่างเช่น Met Museum NY) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการออกแบบแฟชั่นในยุค 1980s ที่ลดความแข็งกระด้างของเสื้อผ้าบุรุษ รวมถึงการสร้างภาพจำของความสง่างามแบบไร้กรอบ มีความเป็น Timeless และ Elegance จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ออกแบบสูทคัตติ้งสุดเนี้ยบที่สร้างชื่อให้แบรนด์ Giorgio Armani เป็นที่รู้จักทั่วโลก นักแสดงแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น Richard Gere, Judie Foster, Leonardo DiCaprio ล้วนได้ใส่ในงานกาล่าระดับโลกแล้วทั้งสิ้น รวมถึงปรากฏในฉากภาพยนต์ระดับ Hollywood มากกว่า 200 เรื่อง อย่างตั้งแต่เรื่อง Goodfellas ในยุค 90 ไปจนถึง The Dark Night.
ถึงแม้ว่าแบรนด์ในเครือของ Giorgio Armani จะเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับ Global Brand ไปแล้ว แต่เขายังได้ตรวจงานและ proof ผลงานด้วยตัวของเขาเองทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นผลงานออกแบบชิ้นเล็กๆ หรือคอลเลกชั่นรันเวย์ใหญ่ประจำปีที่ต้องรอการฟันธงจากเขา นับเป็นการทำงานในรูปแบบของห้องเสื้ออิตาเลียนคลาสสิคดั้งเดิมที่ใส่ใจทุกรายละเอียดเล็กๆก่อนส่งออกไปสู่สายตาลูกค้าให้ได้ซึ่งสไตล์ที่เขาต้องการ ตามคำกล่าวของเขาที่ว่า – To create something exceptional, your mindset must be relentlessly focused on the smallest detail – และสำหรับเขา แฟชั่นไม่ใช่เพียงการออกแบบเสื้อผ้าเพื่อการห่มคลุมร่างกาย แต่คือการออกแบบพื้นที่ให้ร่างกายได้หายใจ หรือ Architecture of body และนี่คือรากฐานที่เชื่อมโยงจากแฟชั่นเครื่องแต่งกายไปสู่งานสไตล์งานอินทีเรียและแนวทางสถาปัตยกรรมในอาณาจักรของ Armani ที่ทั้งหมดล้วนเชื่อมต่อกันจากสไตล์การทำงานของเขา
ความสง่างามที่ปราศจากกรอบการบังคับได้กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของแบรนด์ Giorgio Armani ซึ่งสะท้อนตรรกะแห่งสถาปัตยกรรมและงานออกแบบภายในสมัยใหม่อย่างชัดเจน ในมุมมองของเขา แฟชั่นคือสถาปัตยกรรมระดับไมโครที่โอบล้อมร่างกาย ขณะที่งานอินทีเรียและสถาปัตยกรรมก็คือแฟชั่นที่ขยายออกไปในมิติเชิงพื้นที่ เขาเชื่อว่าความงามที่แท้จริงไม่ได้มาจากการประดับตกแต่ง แต่เกิดจากการขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจนเหลือเพียงแก่นแท้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับจิตวิญญาณของ Modernism และ Minimalism ตามแนวทางแฟชั่นของเขา และได้ถ่ายทอดเป็นอัตลักษณ์เชิงการลดทอนรายละเอียดเพื่อค้นหาสาระสำคัญของสเปซที่แท้จริง
การออกแบบของสเปซของ Armani จึงเน้นการใช้วัสดุตกแต่งโทนสีเอิร์ธโทนที่ลดทอน (ที่ได้จากอัตลักษณ์ในการออกแบบสูทสูทคัตติ้งของเขา) มาสร้างบรรยากาศสงบ เรียบหรู พร้อมกับการเล่นแสงธรรมชาติและการเลือกใช้วัสดุอย่างคอนกรีตเปลือยหรือวัสดุจากธรรมชาติที่ให้ความมั่นคง แฝงด้วยรายละเอียดอันสง่างาม ทั้งในเส้นสายเฟอร์นิเจอร์ที่ที่คมแต่ไม่แข็งและมีความโก้หรู สเปซภายในที่สะท้อนกราฟิกเรขาคณิตแบบแฟชั่น ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในร้านค้าบูติก โรงแรม และคาเฟ่ของเขา
ความสง่างามที่ปราศจากกรอบการบังคับได้กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของแบรนด์ Giorgio Armani ซึ่งสะท้อนตรรกะแห่งสถาปัตยกรรมและงานออกแบบภายในสมัยใหม่อย่างชัดเจน ในมุมมองของเขา แฟชั่นคือสถาปัตยกรรมระดับไมโครที่โอบล้อมร่างกาย ขณะที่งานอินทีเรียและสถาปัตยกรรมก็คือแฟชั่นที่ขยายออกไปในมิติเชิงพื้นที่ เขาเชื่อว่าความงามที่แท้จริงไม่ได้มาจากการประดับตกแต่ง แต่เกิดจากการขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจนเหลือเพียงแก่นแท้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับจิตวิญญาณของ Modernism และ Minimalism ตามแนวทางแฟชั่นของเขา และได้ถ่ายทอดเป็นอัตลักษณ์เชิงการลดทอนรายละเอียดเพื่อค้นหาสาระสำคัญของสเปซที่แท้จริง
การออกแบบของสเปซของ Armani จึงเน้นการใช้วัสดุตกแต่งโทนสีเอิร์ธโทนที่ลดทอน (ที่ได้จากอัตลักษณ์ในการออกแบบสูทสูทคัตติ้งของเขา) มาสร้างบรรยากาศสงบ เรียบหรู พร้อมกับการเล่นแสงธรรมชาติและการเลือกใช้วัสดุอย่างคอนกรีตเปลือยหรือวัสดุจากธรรมชาติที่ให้ความมั่นคง แฝงด้วยรายละเอียดอันสง่างาม ทั้งในเส้นสายเฟอร์นิเจอร์ที่ที่คมแต่ไม่แข็งและมีความโก้หรู สเปซภายในที่สะท้อนกราฟิกเรขาคณิตแบบแฟชั่น ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในร้านค้าบูติก โรงแรม และคาเฟ่ของเขา
Armani/Silos: Concrete Memory
เมื่อปี 2015 Giorgio Armani ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ Armani/Silos ขึ้นที่ย่าน Porta Genova เมืองมิลาน (ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Head Office Giorgio Armani S.p.A. ของเขา ที่ออกแบบโดยสถาปนิกอิตาเลียนระดับตำนานอย่าง Michele de Lucchi) โดยเขาได้เลือก Tadao Ando สถาปนิกรางวัลPritzker ชาวญี่ปุ่นผู้เป็นบรมครูด้านคอนกรีตเปลือย แสง และเงา มาร่วมสร้างมิวเซียม ในคอนเซปวิหารแห่ง Armani การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองว่าแฟชั่นคือสถาปัตยกรรมในสเกลมนุษย์ และสถาปัตยกรรมก็เป็นร่างกายของแฟชั่น คำว่า Silos ถูกเลือกเพื่อสื่อถึงการเก็บรักษาความทรงจำของแฟชั่น และชิ้นงานศิลปะที่เขาสะสม ขณะที่คอนกรีตเปลือยของ Ando ไม่ได้สร้างความหยาบกระด้าง แต่กลับเผยความนิ่ง เงียบ และถ่อมตัว ทำให้เสื้อผ้าของ Armani โดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบทางจิตวิญญาณ
โถงสูงแบบ double-space ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของสเปซภายใน สร้างความรู้สึกสง่างาม โปร่ง และขยายมิติการรับรู้ของผู้ใช้ พื้นที่โล่งสูงยังช่วยให้ผู้เข้าชมเกิดความประทับใจแรก และค่อย ๆ เคลื่อนไปยังห้องจัดแสดงย่อยอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึก Minimal, Timeless การเดินภายในอาคารคล้ายการทำสมาธิผ่านสเปซที่เป็นเงาสลัว ที่ผู้ใช้ค่อย ๆ รับรู้รายละเอียดของแฟชั่น ผ่านการเคลื่อนไหว ช่วงแสงที่เปลี่ยน และการเผชิญหน้ากับเสื้อผ้าที่จัดวางอย่างมีจังหวะ แสงธรรมชาติที่ที่ลอดผ่านช่องแสงขนาดเล็ก
ก่อนให้เกิดรูปทรงเรขาคณิตที่คมชัด และพื้นที่ว่างที่เปิดให้ผู้ชมได้หายใจ ล้วนเป็นการตีความปรัชญา Armani ในภาษาสถาปัตยกรรมได้อย่างลึกซึ้ง ความเป็น Minimalism และมิติทางจิตวิญญาณของ Ando สะท้อนความpurity ของแบรนด์ Armani ได้อย่างลงตัว และเมื่อก้าวเข้าสู่ Armani/Silos ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงปรัชญา Elegance in Simplicity ที่ถ่ายทอดผ่านการลดทอน โดย Tadao Ando ได้ใช้กำแพงคอนกรีตเรียบ แสงสลัว และความเงียบ เพื่อสื่อสารความเป็นจิตวิญญาณเชิงพื้นที่ ในขณะที่ Giorgio Armani ได้ใช้คอลเลกชั่นเสื้อผ้าจัดแสดงที่เปรียบเสมือนชิ้นงานศิลปะ ด้วยโทนสีและเส้นสายตามสไตล์ของเขา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงมิใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงเสื้อผ้า หากแต่เปรียบเสมือนเป็นวิหารในความทนงจำที่แฟชั่นและสถาปัตยกรรมถูกเชื่อมโยงเข้าหากันภายใต้ปรัชญาเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ
Teatro Armani
Teatro Armani คือโรงละครที่เขาสร้างขึ้นเพื่อจัดแฟชั่นโชว์และอีเวนต์ของแบรนด์ Armani (และเป็นสภานที่จัดพิธีเคารพศพของเขาเอง) ตั้งอยู่ที่ Via Bergognone ในเมืองมิลาน ออกแบบโดย Tadao Ando คนเดิม เป็นการปรับปรุงภายในอาคารโรงงานอุตสาหกรรมเก่า Nestlé ที่มีเนื้อที่ประมาณ 3400 ตารางเมตร ให้เป็นสเปซทางสถาปัตยกรรมที่ถ่ายทอดกิจกรรมทางแฟชั่น ที่ Armani ได้มองว่าการเดินแบบบนรัยเวย์คือพิธีกรรมทางแฟชั่นอย่างหนึ่ง ที่ผู้ชมต้องเข้าสู่สถาปัตยกรรมซึ่งควบคุมสุนทรียะทั้งแสง เสียง และจังหวะการเคลื่อนไหว แนวคิดนี้สะท้อนความเชื่อที่ว่าสถาปัตยกรรมคือเวทีที่เป็นฉากหลังของแฟชั่น Teatro Armani จึงไม่ใช่เพียงโรงละคร แต่เป็นพื้นที่ที่ควบคุมอารมณ์และการรับรู้ของผู้ชมผ่านองค์ประกอบเชิงสถาปัตยกรรม หรือการสร้าง บรรยากาศแบบ Dramatic Perception ตั้งแต่การเดินเข้าสู่โถงมืดที่ตกแต่งด้วยคอนกรีตเปลือย ที่เล่นกับแสงธรรมชาติและเงาที่เป็นจังหวะ เส้นนำสายตาที่ทอดยาวทำให้รู้สึกตัดขาดจากโลกภายนอก
การถูกชี้นำจุดรวมสายตาด้วย spotlight ที่ส่องเฉพาะรันเวย์ ไปจนถึงการใช้สเปซเปลือยเป็นฉากหลังที่ทำให้เสื้อผ้าโดดเด่นอย่างที่สุด Giorgio Armani เชื่อว่า แฟชั่นโชว์ไม่ใช่เพียงการเดินของนางแบบ แต่คือ Spatial Performance หรือพิธีกรรมแห่งการนำเสนอ ที่ผู้ชมถูกควบคุมให้ดำดิ่งไปกับบรรยากาศและสุนทรียะที่สถาปัตยกรรมของโรงละครได้กำหนดไว้และบรรยากาศที่แสดงออกมา ทั้งความมืด สัดส่วนที่แม่นยำ และจังหวะของแสงช่วยสร้างอารมณ์คล้ายการเข้าสู่พิธีกรรม ที่ความเรียบง่ายกลับทรงพลัง
Armani Hotels, Cafés, and the Architecture of Lifestyle
Giorgio Armani ไม่เคยหยุดเพียงการออกแบบเสื้อผ้า แต่ต่อยอดไปสู่โลกของ Lifestyle ผ่านโครงการโรงแรมและคาเฟ่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างครบวงจร ตัวอย่างเช่น Armani Hotel Milano ที่เขาร่วมมือกับ Studio Fuksas สตูดิโอออกแบบภายในและสถาปัตยกรรมสัญชาติอิตาลี และทีมงานออกแบบภายใน และ สไตล์สิสจาก Armani/Casa Interior Design Studio ของเขาเอง ที่ถ่ายทอดปรัชญา Elegance in Simplicity ผ่านวัสดุที่สงบ เงียบ ละมุนตา และโทนสีซิกเนเจอร์ของแบรนด์
โรงแรมแห่งนี้จึงมิใช่เพียงที่พัก แต่คือการใช้ชีวิตในจักรวาล Armani ที่ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ล็อบบี้ ที่มีสัญลักษณ์ Signature ของแบรนด์โถงทางเดิน ห้องพัก ร้านอาหารบริเวณ Rooftop ที่บรรดาเล่าเซเลปเมืองมิลานต่างแวะไปแฮงค์เอาท์ ทีมสไตล์ลิสได้ดูรายละเอียดเล็กที่สุดอย่างเช่นรอยต่อ รอยเดินตะเข็มของอารม์แชร์ให้มีความเนี๊ยบ เส้นสายของเฟอร์นิเจอร์ที่มีความ Timeless ทั้งหมดถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว เสมือนผู้เข้าพักได้สวมใส่ Uniform ของ Armani ทั้งในระดับร่างกายและพื้นที่ สอดคล้องกับแนวคิดเดียวกันที่ต่อยอดสู่ Armani Hotel Dubai รวมถึง Emporio Armani Café ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อแฟชั่นเข้ากับประสบการณ์ทางอาหารและคาเฟ่อันแตกต่าง และความเป็นไลฟ์สไตล์แบบ Armani ในชีวิตประจำวัน
Villa Pantelleria
วิลล่าส่วนตัวของ Giorgio Armani บนเกาะ Pantelleria ทางตอนใต้ของอิตาลี ถูกออกแบบและปรับปรุงจากวิลลาดั้งเดิมโดย สถาปนิก Gabriella Giuntoli ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาปนิกคู่ใจของเขาชาวมิลาน ในลักษณะของบ้านพักตากอากาศแฝงตัวอย่างถ่อมตนไปกับภูมิทัศน์ภูเขาไฟและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้แสวงหาความหรูหราโอ่อ่า หากมุ่งค้นหาความสงบ เรียบง่าย และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล โดยการใช้วัสดุท้องถิ่น อย่างเช่น หินลาวาสีเข้ม, ไม้ Teak ธรรมชาติ, ผนังฉาบปูนสีขาวด้าน (whitewashed walls) และพื้นผิวแบบด้านทั้งหมด สร้างความสงบ เรียบ และสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ
การตกแต่งภายในเน้น Minimal Mediterranean Style ที่ลดทอนรายละเอียด ใช้โทนสีขาว เทา น้ำตาล ดำ เน้นการเปิดสเปซโล่ง ลดการใช้ของตกแต่งที่ไม่จำเป็น ทำให้รู้สึกสงบและมีสมาธิ เฟอร์นิเจอร์ใช้ไม้สีน้ำตาลเข้มหรือหวาย ตัดกับผ้าเนื้อดิบ โทนกลาง ๆ อย่างเช่น ผ้าลินินและผ้าคอตต้อน ทั้งหมดได้ตอกย้ำอัตลักษณ์การออกแบบที่ไม่ขัดแย้งกับบริบท ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยของเขาเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของอัตลักษณ์เดียวกันการผสานความสง่างามอันเรียบง่าย ความเป็นธรรมชาติ และความ Elegance โดย Giorgio Armani ยังได้ใช้เวลาในวิลลา Pantelleria ทุกฤดูร้อน และแม้แต่ สองปีล่าสุดก่อนเขาจะจากไป
หลังจากการจากไปของ Giorgio Armani สิ่งที่เขาทิ้งไว้ไม่ใช่เพียงแฟชั่นบนรันเวย์ แต่คือแบบแผนความคิดที่เชื่อมโยงเสื้อผ้าเข้ากับสถาปัตยกรรม สุนทรียศาสตร์ และไลฟสไตล์ แนวคิดนี้สอดคล้องกับจิตวิญญาณของ Bauhaus และ Wagner ที่มองว่างานศิลป์ทุกแขนงควรถูกร้อยเรียงเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ poetic vision เดียวกัน อิทธิพลของงานของเขาที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดเปรียบเสมือนจุดหลายๆจุดที่มีความเชื่อมโยงกัน (Connect the Dots) ในจักรวาลของเขาที่สร้างการบรูณาการแบบองค์รวม ตาม quote สุด iconic ที่หลอมรวมทั้งจักรวาลของ Armani เข้าด้วยกัน ที่ว่าความงามไม่จำเป็นต้องประดับด้วยการตกแต่งที่มากเกินไป หากสามารถนิ่ง สงบ และทรงพลังได้ หรือ Acknowledge the Elegance of Simplicity นั่นเอง
Reference
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance