Thailand Pavilion World Expo 2025 บทสรุปภูมิพาน ครั้งหนึ่งในโอซาก้า

ในทุกครั้งที่โลกจับตามองงาน World Expo ถือเป็นโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ได้นำเสนอตัวตนผ่านพาวิลเลียน ที่ไม่เป็นเพียงเพื่อการจัดแสดงผลงานหรือนวัตกรรม แต่ยังเพื่อเป็นการเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์ของตนเองให้ผู้คนนานาชาติได้สัมผัสผ่านประสบการณ์ตรง สถาปัตยกรรมจึงกลายเป็นตัวแทนภาษาที่ทรงพลังที่สุด

ในปี 2025 ที่เมืองโอซากะ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยเลือกบอกเล่าเรื่องราวผ่านพาวิลเลียนที่ตั้งอยู่ภายใต้แนวคิด “ภูมิพิมาน ดินแดนแห่งภูมิคุ้มกัน” แนวคิดที่ไม่เพียงสะท้อนความมั่งคั่งของทรัพยากรธรรมชาติ หากยังขยายความหมายของคำว่า ภูมิ  ให้กลายเป็นทั้งภูมิประเทศ ภูมิปัญญา และภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมที่โอบอุ้มผู้คนให้มีสุขภาวะทั้งกายและใจ

พาวิลเลียนไทยในปีนี้ได้ถูกออกแบบให้เป็นสะพานเชื่อมโลกเข้าสู่บรรยากาศความเป็นไทยด้วยบรรยากาศที่สบายและเป็นมิตร อันเป็นสิ่งที่ผู้มาเยือนต่างคุ้นเคยและจดจำได้ในคำง่าย ๆ ว่าสบาย สบาย การตีความดังกล่าวไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่ผ่อนคลาย แต่ยังเป็นการเน้นย้ำวิถีชีวิตและมรดกทางวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของคนไทย ที่ได้รับการตีความผ่านการออกแบบโดย A49

โดยการออกแบบ ทีมผู้ออกแบบได้หยิบยกองค์ประกอบดั้งเดิมของไทยมาปรับใช้ใหม่ในรูปแบบที่ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายของหลังคาที่มีจอมแห การย่อมุมและลดหลั่นซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาช่างโบราณ ตลอดจนการใช้ลวดลายจักสานจากเฉลว ที่สื่อถึงความเชื่อและการปกป้องคุ้มครอง องค์ประกอบเหล่านี้เมื่อถักทอเข้ากับวัสดุและวิธีการก่อสร้างสมัยใหม่ จึงเกิดเป็นรูปทรงที่ทั้งคุ้นตาและสดใหม่ในเวลาเดียวกัน

ที่ตั้งของอาคารในโซน Connecting Lives มีลักษณะเป็นที่ดินผืนยาวกว่า 100 เมตร และหน้ากว้างค่อนข้างจำกัด ทำให้เกิดโจทย์ที่ท้าทายต่อการออกแบบ ทีมผู้ออกแบบจึงเลือกใช้ผนังสูงและรูปทรงครึ่งจั่วเรียงขนาบตลอดแนว เพื่อสร้างภาพสะท้อนให้ตัวอาคารดูสมบูรณ์และสง่างามเมื่อมองจากทางเข้าหลักของงาน การวางองค์ประกอบเช่นนี้ไม่เพียงแก้ข้อจำกัดเชิงพื้นที่ แต่ยังกลายเป็นจุดนำสายตาเชิญชวนผู้เข้าชมให้ก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ภายในที่ค่อย ๆ เผยเส้นทางการเยี่ยมชมเริ่มต้นจากลานทางเข้าที่จัดเต็มด้วยพืชพรรณสมุนไพรไทย ซึ่งทำหน้าที่ทั้งสร้างบรรยากาศและเล่าเรื่องราวภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ก่อนเข้าสู่พื้นที่นิทรรศการหลักที่แสดงศักยภาพของประเทศไทยในมิติต่าง ๆ จากนั้นต่อเนื่องไปยังโซนกิจกรรมเวิร์กช็อป พื้นที่จำหน่ายของที่ระลึกและอาหารไทย และปิดท้ายด้วยทางออกที่เชื่อมสู่สวนป่าขนาดใหญ่ใจกลางงาน Forest of Tranquility ที่กลายเป็นฉากหลังซึ่งย้ำภาพของความอุดมสมบูรณ์และการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ

อีกหนึ่งไฮไลท์ของ Thailand Pavilion คือการตีความหลังคาทรงไทย ซึ่งถูกปรับให้ตอบโจทย์การใช้งานขนาดใหญ่ ความลาดเอียงและระดับความสูงต่ำของหลังคาถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับการใช้พื้นที่ภายในในแต่ละโซน ช่วยควบคุมปริมาณผู้ชมและการไหลเวียนของอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็สะท้อนรายละเอียดศิลปกรรมผ่านการย่อมุมและการลดหลั่นที่ทำให้โครงสร้างขนาดใหญ่ดูละเมียดละไมและใกล้ชิดกับผู้เข้าชมมากขึ้น

พาวิลเลียนไทยแห่งนี้ยังตระหนักถึงความยั่งยืน ตั้งแต่วิธีการเลือกใช้วัสดุ การจัดการพลังงาน ไปจนถึงการวางระบบที่ช่วยให้การก่อสร้างและการใช้งานเกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เพียงแต่รักษามรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่เชื่อมโยงกับสังคมโลกอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

ในท้ายที่สุด Thailand Pavilion เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่างอดีตกับอนาคต ผ่านเส้นสายหลังคาที่คุ้นตาแต่แฝงด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ผ่านบรรยากาศ สบาย สบาย ที่เชื้อเชิญและเป็นมิตร และผ่านการยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีภูมิที่พร้อมจะเชื่อมโยงผู้คนทั้งโลกไว้ด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Architect: A49
Lead Architects:
Prabhakorn Vadanyakul
Dr.Narongwit Areemit
Tikumporn Theerapongpakdee
Dussadee Summart
Computational Designer:
Patana Rattananavathong
Pongsakorn Wattanawetcharat
Exhibition Design: Rightman Local architect: Tokuoka Sekkei
Main organizer and contractor: JV RMA110
Local contractor: TUFF’S Corporation, Acala
Local interior and exhibition contractor: Nippon Denso Landscape Architect: TK Studio Engineer: AE49 , ME49
Photo: DOF Sky|Ground, Nattakit Jeerapatmaitree

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading