Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
บ้านหน้าแคบ มักถูกมองว่าเป็นโจทย์ยากของการออกแบบ ทั้งในมิติของพื้นที่ใช้สอยและความรู้สึกของการอยู่อาศัย แต่ในความจริงพื้นที่แคบกลับเป็นบทสนทนาที่น่าสนใจระหว่างสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ เพราะทุกตารางเมตรต้องทำงานอย่างมีความหมาย และมุมมองถูกกำหนดอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดความรู้สึกกว้าง ที่ไม่ได้มาจากขนาด แต่จากการรับรู้ บ้านแบบนี้จึงไม่ใช่แค่พื้นที่พักอาศัย แต่เป็นการเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับพื้นที่อย่างลึกซึ้งอย่าง Baan Lert ที่ออกแบบโดย Sata Na และร่วม ออกแบบภูมิทัศน์โดย Mustmellow
จุดเริ่มต้นของ Baan Lert เกิดจากโจทย์ที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความตั้งใจของคุณเปิ้ล เจ้าของบ้าน ด้วยความต้องการบ้านสองชั้นที่ให้บรรยากาศสบาย เบา โปร่ง และมีสระว่ายน้ำที่สามารถมองเห็นได้จากหลายมุมของบ้าน และอยากให้มีฟังก์ชันครบถ้วนสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว บนที่ดินในย่านนนทบุรี เป็นพื้นที่หน้าแคบและต่ำกว่าระดับถนนเกือบหนึ่งเมตร พื้นที่เดิมเป็นที่โล่ง ไม่มีต้นไม้ มีเพียงร่องน้ำเก่า ๆ ไหลผ่าน
“เรารู้สึกว่า ถ้าเราสามารถตีความมันได้ถูก บ้านนี้จะกลายเป็นตัวอย่างที่ดีของการออกแบบบ้านบนที่ดินแคบแต่มีความลึกและศักยภาพซ่อนอยู่” คุณแฮค สถาปนิกผู้ออกแบบเล่า
เนื่องจากที่ดินมีหน้าแคบเพียงประมาณ 10 เมตร วิธีการออกแบบจึงเริ่มต้นจากการขยายความรู้สึกของพื้นที่ แทนที่จะต่อสู้กับข้อจำกัด ทีมสถาปนิกเลือกจะเล่นกับมิติของความลึก ให้บ้านดูโปร่งและมีการไหลเวียนของแสง ลม และสายตา ด้วยพื้นที่เดิมที่ต่ำกว่าถนน ทีมจึงเลือกถมและยกบ้านขึ้นราว 1 เมตรเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคต แต่ยังรักษาสเกลของบ้านไม่ให้ดูโดดเด่นเกินไปจากบริบทโดยรอบ การยกพื้นยังช่วยให้การเข้าบ้านดูมีลำดับที่ลงตัว จากถนนสู่ลานจอดรถ แล้วค่อย ๆ ไหลเข้าสู่พื้นที่ลิฟวิงรูมโดยไม่รู้สึกสะดุด
ทีมผู้ออกแบบเลือกวางอาคารหลักให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างสวนหน้าและสวนหลังบ้าน แล้วใช้รูปทรงตัว U ล้อมสระว่ายน้ำไว้ด้านใน คุณแฮคอธิบาย เพราะสระว่ายน้ำกลายเป็นจุดศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกพื้นที่ ทั้งการมองเห็นจากห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือแม้แต่ห้องครัวของคุณแม่ ทุกห้องมีสายตาที่ไหลมาบรรจบกันตรงนั้น ทิศทางของแสงและลมถูกนำมาพิจารณาอย่างละเอียด ด้านหลังบ้านหันไปทางตะวันตกจึงมีการออกแบบชายคายื่นและฟาซาดเพื่อบังแดด ในขณะที่ด้านตะวันออกเปิดรับแสงเช้าและมุมมองที่โล่งไปยังถนนด้านหน้า
หนึ่งในรายละเอียดที่น่าสนใจของบ้านหลังนี้ คือเส้นทางทั้งสาม ของการเข้าถึงบ้านซึ่งสะท้อนถึงการใช้ชีวิตจริงของสมาชิกแต่ละคน
ทางแรก เป็นเส้นทางหลักจากโรงจอดรถ เข้าสู่ห้องนั่งเล่น
ทางที่สอง เป็นเส้นทาง Service จากห้องครัวและพื้นที่หลังบ้าน
และทางที่สาม เป็นเส้นทางพิเศษทางที่นำสายตาเข้าสู่สระว่ายน้ำก่อนจะเชื่อมไปยังพื้นที่ภายในบ้าน
“เราตั้งใจให้ทุกเส้นทางมีช่วงเวลา ของการมองเห็นธรรมชาติ หรือพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ เสมอ คุณแฮคเล่าให้เราฟัง มันทำให้ทุกการกลับบ้านกลายเป็นประสบการณ์เล็ก ๆ ที่อบอุ่น หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของบ้านนี้คือบันไดวนกลางบ้าน ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมชั้น แต่ยังเป็นชิ้นงานศิลป ที่สร้างจังหวะให้กับสเปซ คุณเปิ้ล เจ้าของบ้านไม่ต้องการบันไดแบบที่มีการหักมุมหรือถูกบีบด้วยผนังสองข้าง ทีมสถาปนิกจึงออกแบบบันไดวนโปร่งกลางบ้าน ที่ทั้งเชื่อมโยงชั้นล่างและชั้นบนให้ต่อเนื่อง และกลายเป็นประติมากรรมภายในที่มองเห็นได้จากหลายมุม
จากการพูดคุยถึงโจทย์ในการออกแบบ คุณเปิ้ลมีโจทย์เฉพาะตัวอีกอย่าง คืออยากให้บ้านมีสองสีหลักประกอบอยู่ด้วยคือสีเขียวและสีชมพู ซึ่งในตอนแรกทีมออกแบบเองยังรู้สึกท้าทายว่าจะทำให้สองสีนี้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนได้อย่างไร
แต่เมื่อเริ่มทดลอง คุณแฮคพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองสีนั้นคล้ายธรรมชาติ สีเขียวของต้นไม้และสีชมพูของดอกไม้ จึงนำแนวคิดนี้มาใช้ในหลายพื้นที่ เช่น ผนังชมพูตัดกับพื้นหินสีเขียว หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนอุ่นที่ช่วยเชื่อมทั้งสองสีให้สมดุล บ้านจึงมีบรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงความสดใสในแบบที่ไม่ซ้ำใคร
พื้นที่ในบ้านถูกวางเรียงอย่างเป็นระบบระหว่างโซนอยู่อาศัย และ โซน Service ซึ่งเชื่อมต่อกันอย่างลงตัว ห้องครัวด้านหลังบ้านสามารถทำอาหารได้จริงและระบายอากาศดี ส่วนพื้นที่ซักล้าง ห้องเครื่อง และห้องแม่บ้านถูกวางไว้ด้านข้างอย่างลงตัวโดยไม่กระทบภาพรวมของบ้าน
ในขณะเดียวกัน พื้นที่ห้องพระก็ถูกออกแบบให้ไม่ใช่ในห้องปิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Circulation ภายในบ้าน เพราะเจ้าของบ้านรู้สึกว่าอยากเห็นพระทุกวัน ไม่ใช่เก็บไว้ในห้องเฉพาะ ฟาซาดของบ้านเป็นอีกหนึ่งจุดที่สะท้อนวิธีคิดของ Sata Na ได้อย่างชัดเจน คุณแฮคเลือกใช้ปูนบัวสำเร็จรูปมาจัดเรียงเป็นแพตเทิร์นเฉพาะ สร้างผิวสัมผัสที่ทั้งทึบแต่ไม่หนักแน่นจนเกินไป
“เราต้องการให้บ้านดูเบาในขณะที่ยังมีความมั่นคง เราเลยเลือกวัสดุที่ง่ายต่อการติดตั้ง ดูเรียบแต่มีมิติจากแสงเงา” คุณแฮคอธิบาย พร้อมเสริมว่าผนังด้านหน้าใช้เทคนิค Gradient Façade’ ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนมิติจากผิวเรียบไปสู่ผิวที่มีมุมองศาแตกต่าง ช่วยให้บ้านดูเคลื่อนไหวแม้จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ
เพราะผู้อยู่อาศัยหลักของบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ทีมผู้ออกแบบจึงให้ความสำคัญกับความคงทนและง่ายต่อการดูแลรักษาทั้งในแง่วัสดุ สี และระบบต่าง ๆ ทุกอย่างถูกเลือกให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องบำรุงบ่อย แม้บ้านหลังนี้จะถูกออกแบบให้เรียบและดูง่าย แต่แฝงไว้ด้วยระบบการใช้งานที่ซับซ้อนและละเอียด ตั้งแต่ระบบระบายน้ำ แสงธรรมชาติ การหมุนเวียนอากาศ ไปจนถึงการเตรียมโครงสร้างเพื่อรองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอนาคต
ซึ่งทำให้ Baan Lertจึงไม่ใช่เพียงการสร้างบ้านหลังใหม่ แต่คือการออกแบบพื้นที่ของความผูกพันระหว่างครอบครัว เป็นสถาปัตยกรรมที่ค่อย ๆ ถ่ายทอดความเข้าใจระหว่างคนและสถานที่ ผ่านการจัดวางพื้นที่ แสง เงา และวัสดุที่ซื่อสัตย์ต่อบริบท
การออกแบบภูมิทัศน์ของบ้านหลังนี้เริ่มต้นจากโจทย์ที่ชัดเจนของเจ้าของบ้าน คุณเปิ้ล ที่ต้องการให้บ้านมีความเรียบง่าย ดูแลง่าย และเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ที่ให้ความรู้สึกละมุน เช่นไม้ใบละเอียดอย่างต้นหลิว เพื่อให้บรรยากาศโดยรวมของสวนดูอ่อนโยนและเป็นมิตร ซึ่งทิศทางนี้สอดคล้องกับงานสถาปัตยกรรมที่เรียบนิ่งแต่แฝงความอ่อนโยนอยู่ในตัว
จากโจทย์ของเจ้าของบ้าน ทีมผู้ออกแบบภูมิทัศน์ จาก Mustmellow จึงเริ่มต้นด้วยการศึกษาความตั้งใจของสถาปนิกอย่างละเอียด พวกเขาพยายามสืบกลับไปยังแนวคิดตั้งต้นของแบบบ้าน เพื่อเข้าใจว่าแต่ละองค์ประกอบของงานสถาปัตยกรรมต้องการสื่อสารอะไร เมื่อเห็นแปลนบ้านครั้งแรก สิ่งที่ทีมออกแบบพบคือความตั้งใจของสถาปนิกที่อยากเบลอความลึกของพื้นที่ให้กลายเป็นลำดับของการเดินที่ต่อเนื่องและน่าสนใจ การเคลื่อนไหวจึงกลายเป็นพระเอกหลักของบ้านหลังนี้
เส้นทางเดิน Corridor ที่ทอดยาวตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงส่วนด้านหลัง กลายเป็นหัวใจสำคัญของงานภูมิทัศน์ จุดนี้เองที่ทีมออกแบบเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ พวกเขาเสนอให้เปลี่ยนผนังกระจกบานฟิกซ์เดิมให้เปิดออกได้ เพื่อให้เส้นทางเดินจากภายในบ้านต่อเนื่องไปสู่สวนจริงด้านหลัง ไม่จบลงเพียงที่ผนังกระจก แต่กลายเป็นการเดินที่ทะลุออกไปสู่ธรรมชาติอย่างสมบูรณ์
พื้นที่หลังบ้านซึ่งเดิมเป็นระดับต่ำ ทีมออกแบบเลือกใช้วิธีออกแบบเป็นเนินลาดแทนการทำบันไดตรงลง เพื่อให้เกิดความไหลลื่นทางสายตาและช่วยเรื่องระบบระบายน้ำไปในตัว แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความงาม แต่ยังเป็นการจัดการพื้นที่อย่างมีเหตุผล เนินที่ปรับให้อยู่ฝั่งชิดรั้วทำให้ท่อระบายน้ำทำงานได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องยกสูงขึ้นมาอยู่บนดิน ซึ่งช่วยลดปัญหาน้ำขังในฤดูฝน
จากการแก้ปัญหาทางเทคนิคนี้เองนำไปสู่การสร้างสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างบ้านกับสวนด้านหลัง สะพานไม่ได้ถูกออกแบบเป็นเส้นตรง แต่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้คนเดินลอดได้อย่างสะดวก และยังกลมกลืนไปกับเส้นโค้งของงานสถาปัตยกรรมและอินทีเรีย ทำให้เส้นสายทั้งหมดของตัวบ้านและสวนพูดกลายเป็นภาษาเดียวกันอย่างกลมกลืน
ในส่วนของลานสวนชั้นสอง เจ้าของบ้านต้องการให้พื้นที่นี้เปิดโล่ง ไม่มีราวกันตก เพื่อคงความโปร่งเบา ขณะที่สถาปนิกต้องการให้กล่องสี่เหลี่ยมของอาคารดูชัดเจนในทุกมุมมอง ทีมผู้ออกแบบภูมิทัศน์จึงเลือกใช้เส้นโค้งเข้ามาใช้ เส้นตรงของสถาปัตยกรรม ด้วยการร่นระยะเส้นโค้งเข้ามาเล็กน้อย ทำให้กล่องสี่เหลี่ยมยังคงเป็นเฟรมหลักของการมองเห็น ขณะเดียวกันก็เติมความอ่อนโยนด้วยพรรณไม้ที่ห้อยและไหลไปตามแนวโค้ง
สิ่งสำคัญที่สุดของการออกแบบครั้งนี้ คือการรักษาสมดุลระหว่างพระเอกและ พระรอง ในทุกมุมมองของบ้าน เมื่อยืนอยู่ในแต่ละซีน ทีมผู้ออกแบบต้องพิจารณาเสมอว่าอะไรควรเป็นจุดเด่น และอะไรควรเป็นฉากหลังที่เกื้อหนุน เช่น เมื่อมองจากหน้าบ้าน สถาปัตยกรรมคือพระเอก ส่วนพรรณไม้และพื้นผิวรอบข้างทำหน้าที่เสริมให้ความนิ่งของอาคารดูเด่นขึ้น แต่เมื่อเดินไปถึงสวนด้านหลัง บทบาทของพระเอกเปลี่ยนจากอาคารเป็นสวนแทน และเมื่อหันกลับมา อาคารก็กลับมาเป็นจุดนำสายตาอีกครั้ง
ซึ่งนำมาสู่ผลลัพธ์ของภูมิทัศน์ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของสถาปัตยกรรม แต่เป็นพื้นที่มีชีวิตที่โอบรับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน เชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนความเข้าใจลึกซึ้งของนักออกแบบที่มองเห็นทั้งความงามและเหตุผลในทุกเส้นสายของธรรมชาติ
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance