Arbor Urban สุนทรียะแห่งการอยู่อาศัย ใจกลางเมือง
ที่ทุกบานหน้าต่างสะท้อนสู้ธรรมชาติภายใต้ความสงบ

ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ การเดินทางคือหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิต เมืองที่เต็มไปด้วยจังหวะเร่งรีบของรถไฟฟ้า เส้นถนนที่ไม่เคยหลับใหล และตึกสูงที่เปลี่ยนภาพเมืองในทุกวินาที ผู้คนต่างแสวงหาที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งการเชื่อมต่อกับเมือง และการหลีกหนีจากความวุ่นวายเพื่อกลับมาสู่ความสงบภายในบ้าน

บนทำเลเอกมัย–ลาดพร้าว หนึ่งในพื้นที่ที่น่าจับตามอง เส้นทางใหม่ที่ผสานย่านธุรกิจเข้ากับย่านพักอาศัย รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน ขณะเดียวกันก็ยังคงเก็บรักษาบรรยากาศของชุมชนเก่าไว้ได้ เมื่อระบบขนส่งสาธารณะเข้ามาเติมเต็ม ทำเลแห่งนี้จึงก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายใหม่สำหรับบ้านแนวราบใจกลางเมือง ที่ตอบทั้งความสะดวกและความเป็นส่วนตัวไปพร้อมกัน

โครงการ ARBOR URBAN EKKAMAI–LADPRAO ที่เลือกจะปักหมุดโครงการแรกที่นี่ เพื่อสร้างบ้านที่ไม่เพียงสะดวกต่อการเดินทาง แต่ยังให้ธรรมชาติเป็นหัวใจของการอยู่อาศัย ท่ามกลางเมืองที่วุ่นวาย การออกแบบบ้านจึงใส่ใจทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่การวางคอร์ตกลาง การจัดแสงธรรมชาติ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยอย่างช่องเปิดที่กลายเป็นตัวกลางเชื่อมโยงชีวิตภายในกับโลกภายนอก

ประตูและหน้าต่างไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกั้นหรือเชื่อมระหว่างพื้นที่ แต่ยังเป็นเส้นสายที่กรอบมุมมองให้เห็นต้นไม้และแสงแดดอย่างงดงาม  ขณะเดียวกันก็สร้างความสงบจากเสียงและความร้อนของเมืองใหญ่ การเลือกใช้ระบบประตู–หน้าต่างของ TOSTEM จึงสอดรับกับแนวคิดนี้ได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านความโปร่งโล่ง มุมมองที่ต่อเนื่อง และคุณภาพการอยู่อาศัยที่ไม่ถูกกลบด้วยจังหวะอึกทึกของเมือง

แนวคิดการออกแบบบ้านที่เข้าใจผู้อยู่อาศัย ดั่งการออกแบบบ้านทุกหลังให้เหมือนบ้านของตัวเอง

ARBOR Development เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนสนิทสามคนที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอสังหาฯ กันมาตลอด จนตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจร่วมกัน และโครงการแรกที่เกิดขึ้นคือ ARBOR URBAN EKKAMAI–LADPRAO โครงการที่สะท้อนความตั้งใจและความฝันของทีมผู้ก่อตั้งอย่างเต็มเปี่ยม คุณบิ๊ก–สารเชษฐ์เล่าว่า บริษัทเลือกโฟกัสในตลาดบ้านแนวราบ โดยมีแนวคิดหลัก 3 ข้อที่วางเป็นรากฐานสำคัญ ได้แก่การสร้างบ้านทุกหลังให้เหมือนสร้างบ้านตัวเองเลือกทำเลที่ดีที่สุด ติดรถไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมตร และการนำธรรมชาติมาเป็นหัวใจของการออกแบบ

เพื่อรังสรรค์บ้านที่ผู้พักอาศัยสามารถเติมเต็มพลังชีวิต พร้อมใช้ชีวิตในวันถัดไปอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นแนวคิดหลักของโครงการจึงเป็นการสร้างบ้านที่ผสานความสะดวกสบายในการเดินทาง ความสงบ และความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทีมผู้ออกแบบจึงออกแบบบ้านทุกหลังด้วยแนวคิดที่มีการนำธรรมชาติเข้ามามีส่วนร่วมในทุกฟังก์ชันของการอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสพื้นที่สีเขียวและบรรยากาศร่มรื่นทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในบ้านอย่างลงตัว

หน้าต่างบานใหญ่ที่เชื่อมต่อคอร์ตกลางบ้าน และธรรมชาติ ท่ามกลางบริบทเมือง

โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ดิน 54 ตารางวา ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของทีมออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้บ้านมีฟังก์ชันครบถ้วนและมีคุณภาพสูง ภายในบ้านชั้นหนึ่งถูกออกแบบให้มีที่จอดรถถึง 3 คัน พร้อมประตูหน้ากว้าง 8 เมตรที่สามารถเปิดได้กว้างและสลับได้ 

เมื่อเข้าสู่พื้นที่ภายในจะพบเข้ากับ Public Space ที่เชื่อมต่อระหว่าง Living Area, Pantry และ Dining Area โดยมีคอร์ตกลางที่เป็นสวนทะลุขึ้นไปถึงชั้นลอย โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ Open Space ความสูงฝ้าเพดาน 5.7 เมตรสองจุดที่ช่วยให้บ้านโปร่ง โล่ง และสบายตา การเลือกใช้กระจกขนาดใหญ่ในหลายส่วน ทำให้แสงธรรมชาติและลมไหลเวียนได้ดี ขณะเดียวกันยังมีการออกแบบกันสาดและระแนงไม้เพื่อป้องกันความร้อนและแสงแดดโดยตรง

ซึ่งคอร์ตกลางของบ้านเป็นหัวใจสำคัญที่สามารถมองเห็นได้จากทุกมุม ตั้งแต่ Living และ Dining ในชั้นล่าง ไปจนถึง Family Room และ Multi-Function Room บนชั้นสอง ขึ้นมาถึงชั้นสามจะพบห้องนอน 2 ห้องและ Living Room ขนาดใหญ่ รวมถึง Deck และ Pocket Garden ที่ต่อเนื่องขึ้นไปยังชั้นสี่ ซึ่งคือ Master Penthouse พื้นที่กว่า 100 ตารางเมตรที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว พร้อม Walk-in Closet และห้องน้ำส่วนตัวขนาดใหญ่

บ้านทำเลกลางเมือง ที่ปิดเสียงความวุ่นวายได้ทุกบานหน้าต่าง

หนึ่งในความตั้งใจของทีมผู้ออกแบบ และโครงการแห่งนี้ คือการคัดเลือกวัสดุที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่พื้นชั้นหนึ่งที่ใช้กระเบื้องขนาดใหญ่ไปจนถึงพื้น Engineering Wood บนชั้นสองถึงสี่ สุขภัณฑ์เลือกแบรนด์คุณภาพสูง บันไดเป็นไม้จริง ลิฟต์ใช้ของเเบรนด์ญี่ปุ่น ฃพร้อมระบบ Home Automation ที่ควบคุมได้จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดไฟ แอร์ หรือประตูหน้า

ในส่วนของประตูและหน้าต่าง ทีมผู้ออกแบบก็ได้มีการเลือกใช้ TOSTEM WE Series ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งด้านฟังก์ชันและดีไซน์ บานกระจก Oversize ที่มีความสูงและกว้างถึง 3–4 เมตร ที่จะช่วยให้บ้านดูโปร่ง แสงธรรมชาติส่องถึง แต่ยังคงป้องกันความร้อนและเสียงจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

คุณเอิรธ์เล่าว่า “เนื่องด้วยตัวบ้านตั้งอยู่บนทำเลที่ติดรถไฟฟ้าและถนนใหญ่ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ TOSTEM ทำให้บ้านเงียบสงบทันทีเมื่อปิดหน้าต่าง ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญของบ้านที่ดี” นอกจากนี้ เฟรมบางของ WE Series ยังช่วยเปิดมุมมองสู่พื้นที่สีเขียวได้ชัดเจน และสี Autumn Brown ของกรอบก็ตัดกับโทนบ้านได้อย่างลงตัว

คุณบิ๊กเสริมว่า การเลือกใช้วัสดุทุกอย่างยังต้องดูแลง่ายและยั่งยืน เช่น การเลือกอลูมิเนียมลายไม้แทนไม้จริงสำหรับ Facade เพื่อความสวยงามที่คงทนโดยไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย ทำให้โครงการสะท้อนทั้งความหรูหราและความยั่งยืนในเวลาเดียวกัน

บ้านกลางเมืองที่โอบกอดชีวิตผ่านแสง ลม และมุมมองที่เปิดกว้างสู่ธรรมชาติภายนอก

ทำเลคืออีกหนึ่งหัวใจที่ ARBOR URBAN EKKAMAI–LADPRAO ให้ความสำคัญ โดยมีนโยบายชัดเจนว่าทุกโครงการต้องอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมตร เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง ที่ดินแปลงลาดพร้าวที่เลือกใช้จึงมีศักยภาพสูง อยู่ห่างจากรถไฟฟ้ามหาทุนเพียง 50 เมตร รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาล เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุนในอนาคต

ด้วยทำเลและดีไซน์ที่ผสมผสานวิถีชีวิต ความสะดวกสบาย และธรรมชาติ ทำให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการเป็นคนเมืองรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง ต้องการบ้านที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพเหนือมาตรฐาน ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการทำงานแบบโฮมออฟฟิศได้ในที่เดียว

ARBOR URBAN EKKAMAI–LADPRAO จึงไม่ใช่เพียงบ้านแนวราบใจกลางเมือง แต่คือผลลัพธ์ของปรัชญาการออกแบบที่ยึดผู้คนและธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง ทีมผู้ก่อตั้งตั้งใจสร้างบ้านทุกหลังเหมือนสร้างบ้านให้ตัวเอง เลือกวัสดุที่ดีที่สุด ออกแบบพื้นที่ให้โปร่ง โล่ง เต็มไปด้วยสีเขียว และตั้งอยู่ในทำเลที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ความหมายของชื่อ ARBOR ต้นไม้และร่มเงา จึงสะท้อนชัดเจนในทุกดีเทลของโครงการ และกลายเป็นจุดยืนของแบรนด์ที่พร้อมจะเติบโตต่อไปในอนาคต

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer