Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
บ้านอายุสามทศวรรษหลังหนึ่งในเขตชานเมืองกรุงเทพฯ เคยตั้งอยู่ในย่านเงียบสงบที่รายล้อมด้วยถนนเส้นเล็กและต้นไม้ใหญ่ แต่เมื่อถนนสาธารณะสายใหม่ผ่ากลางหมู่บ้าน ชีวิตรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากพื้นที่พักอาศัยเงียบสงบ กลายเป็นย่านสัญจรพลุกพล่าน เสียงรถ และสายตาจากผู้คนที่ผ่านไปมา ทำให้บ้านที่เคยเป็นที่พักใจของครอบครัวต้องเผชิญโจทย์ใหม่ที่ว่า
จะทำอย่างไรให้กลับมาเป็นพื้นที่ส่วนตัวน่าอยู่ ในเมืองที่กำลังเร่งจังหวะของตัวเองขึ้นทุกวัน?
นี่คือจุดตั้งต้นของการรีโนเวตครั้งใหญ่ ที่ได้รับการออกแบบโดย DARE – Design Arena + Research ทีมสถาปนิกผู้ออกแบบ และครอบครัวตั้งใจจะทำให้บ้านหลังเดิมมีชีวิตร่วมสมัยขึ้น แต่ยังคงรักษาวิญญาณของบ้าน อายุและร่องรอยที่เล่าเรื่องของชีวิตไว้ให้มากที่สุด การออกแบบจึงเริ่มต้นจาก การฟังบ้าน ฟังว่ามีอะไรคือคุณค่าที่ควรเก็บ มีอะไรควรถูกเปลี่ยนเพื่อตอบรับสภาพแวดล้อมใหม่ และมีอะไรสามารถนำกลับมาตีความเพื่อสร้างบ้านที่คนในครอบครัวได้กลับมาใช้เวลาใกล้ชิดกันอีกครั้ง
องค์ประกอบเดิมของบ้าน หลังคา บันไดไม้ พื้นปาร์เกต์ ผนังโค้ง ถูกยกให้เป็นตัวแทนของช่วงเวลาและความทรงจำ โดยทีมสถาปนิก เลือกที่จะไม่พยายามทำให้ของเก่าและของใหม่กลมกลืนกัน แต่กลับ เน้นให้แตกต่าง เพื่อทำให้คุณค่าของของเดิมยิ่งชัดเจนขึ้น
การใช้โทนสีอ่อนกับผนังใหม่ช่วยขับให้บันไดไม้สีเข้มและองค์ประกอบดั้งเดิมดูโดดเด่นเสมือนประติมากรรมในพื้นที่อยู่อาศัย ทุกอย่างยืนอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ไม่ปิดบัง ไม่ปรุงแต่งจนกลบอัตลักษณ์ของบ้านเดิม แต่วางบทบาทใหม่ให้สิ่งเก่าได้เฉิดฉายมากขึ้น
ผังบ้านเดิมถูกแบ่งห้องไว้ค่อนข้างทึบ ซึ่งเป็นลักษณะของบ้านในยุคที่ผู้อยู่อาศัยต้องการความเป็นสัดส่วนมากกว่า วันนี้บ้านจำเป็นต้องรองรับวิถีชีวิตครอบครัวที่ต้องการพื้นที่เปิดโล่ง เชื่อมต่อกันได้ และให้ผู้คนเห็นหน้ากันมากขึ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการย้ายห้องนอนชั้นสองฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ที่เคยร้อนจัดลงมาชั้นล่าง พร้อมรื้อพื้นบริเวณนั้นเพื่อสร้าง Double Volume เผยบันไดไม้เดิมให้กลายเป็นตัวละครเด่นในบ้าน ผ่านการเปิดพื้นที่แนวตั้งนี้ไม่เพียงทำให้บ้านโปร่งขึ้น แต่ยังสร้างการเชื่อมสายตาและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นอกจากนี้ ช่องเปิดขนาดใหญ่ถูกออกแบบใหม่เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติ พร้อมเป็นกรอบมุมมองไปสู่สวนรอบบ้าน ในขณะที่ผนังทึบฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ถูกออกแบบเป็น Double Skin เพื่อกันความร้อนและเพิ่มความเป็นส่วนตัวจากการพัฒนาอาคารรอบข้างในอนาคต
การปรับฟาซาดคือการให้ใบหน้าใหม่ กับบ้านเก่า ทีมผู้ออกแบบเลือกใช้ Textile Façade หรือฟาซาดผ้าใบ ซึ่งเป็นวัสดุโปร่งแสง น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ทนแดดทนฝน และราคาย่อมเยา ทำหน้าที่กรองแสงในตอนกลางวัน และสร้างความเป็นส่วนตัวจากสายตาจากถนนที่พลุกพล่าน
พอตกกลางคืน ผ้าใบกลับทำงานในอีกแบบหนึ่ง มันเรืองแสงนุ่ม ๆ จากแสงภายในบ้าน กลายเป็นลำแสงอบอุ่นที่ให้คาแรกเตอร์เฉพาะตัว ภาษาความโค้งของฟาซาดและรั้วยังคงสอดคล้องกับรูปทรงโค้งที่พบในหมู่บ้านเดิม ช่วยลดความแข็งของอาคารและเชื่อมโยงบ้านใหม่เข้ากับบริบทโดยรอบอย่างเป็นมิตร อีกทั้งรั้วบ้านถูกออกแบบด้วยผนังทึบสลับกับระแนงอลูมิเนียมสีขาว เป็นการจัดจังหวะที่บาลานซ์ทั้งความเป็นส่วนตัวและการเปิดรับชุมชนเพื่อนบ้าน
การอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ออกแบบมองเป็นจุดสำคัญ ผู้ออกแบบจึงเก็บสวนเดิมฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือไว้ ทั้งเพราะความผูกพันและบทบาทของมันในการบังแดดอ่อน ๆ ยามเช้า สวนใหม่ถูกเพิ่มรอบบ้าน รวมถึงสวนหย่อมตามแนวรั้วด้านหน้าเพื่อแบ่งปันพื้นที่สีเขียวกับผู้คนที่ผ่านไปมา รอยต่อระหว่างบ้านและถนนจึงไม่ได้เป็นเส้นแข็งทื่อ แต่ถูกเติมด้วยธรรมชาติที่ชวนให้ช้าลง หยุดมอง และอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
หลังคาระดับล่างส่วนหนึ่งถูกถอดออกเพื่อทำให้บริเวณทางเข้าดูกว้าง โปร่ง และเป็นมิตรขึ้น แต่คานของหลังคาที่รื้อออกไม่ถูกทิ้ง กลับถูกนำไปปรับเป็นกระบะปลูกต้นไม้ กลายเป็นสวนแนวตั้งที่เพิ่มมุมสีเขียวให้บ้านและเป็นการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่อย่างลงตัว
ซึ่งนำมาสู่ผลลัพธ์สุดท้ายคือบ้านที่กลับมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างของที่เคยเป็น และ สิ่งที่ต้องเป็น
พื้นที่ภายในเปิดกว้างขึ้นจนความสัมพันธ์ของสมาชิกในบ้านเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
วัสดุเก่าและวัสดุใหม่ยืนข้างกันด้วยความเคารพ
ฟาซาดใหม่ช่วยให้บ้านรับมือเมืองที่เร่งจังหวะขึ้น
และธรรมชาติรอบบ้านช่วยชะลอความวุ่นวายลงทีละนิด
ทำให้บ้านหลังนี้จึงไม่ใช่แค่การรีโนเวตอาคารเก่า แต่เป็นการทำให้บ้านกลับมามีบทสนทนากับธรรมชาติ เมือง และผู้คนในครอบครัวอีกครั้ง อย่างอ่อนโยนและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
Project Name: Reborn House
Architecture Firm: DARE – Design Arena + Research
Gross Built Area: 145 ตร.ม.
Photographer credits: Rungkit Charoenwat
Lead Architects: Kunnapat Wongthavornman
Design Team:
Natrada Chatritdhichaikul
Suchawadee Tansuwan
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance