Jaturamook ณ วัดธาตุทอง ศาลาอเนกประสงค์
ในฐานะอนุสรณ์แห่งแสง ที่ถักทอความทรงจำและศรัทธาให้เป็นหนึ่ง

ศาลาอเนกประสงค์ในฐานะอนุสรณ์แห่งแสง ที่ถักทอความทรงจำและศรัทธาให้เป็นหนึ่งเดียว

ในพื้นที่เล็กเพียง 10 x 10 เมตร บริเวณสามแยกภายในวัดธาตุทองจุดที่ทุกคนต้องผ่านเมื่อมาร่วมงานศาสนพิธี ตั้งอยู่ศาลาหลังใหม่ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงอาคารประกอบพิธีกรรม หากแต่คือ อนุสรณ์สถานของผู้คน ความทรงจำ และสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ที่ถูกถักทอเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น

ศาลา Jaturamook ผลงานออกแบบของ Mspace เกิดขึ้นบนพื้นที่เดิมของกุฏิเจ้าอาวาสองค์ก่อน ผู้เป็นที่เคารพรัก และถูกรังสรรค์ขึ้นจากความตั้งใจของศิษย์ที่ผูกพันกับวัดมาตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ขออุทิศงานนี้แด่คุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่เพียงในฐานะอาคาร แต่เป็น สิ่งแทนใจ ที่คงอยู่ยาวนานกว่าชีวิตมนุษย์

ความพิเศษเริ่มตั้งแต่ที่ตั้ง ศาลาตั้งอยู่บนทางสามแยก จุดเชื่อมระหว่างกุฏิศพ พื้นที่สังฆาวาส และส่วนประกอบพิธีสำคัญ การอยู่ในจุดตัดของทุกจังหวะชีวิตภายในวัด ทำให้อาคารนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีบุคลิกที่ชัดเจน เป็นมากกว่าพื้นที่ใช้งาน แต่ต้องเป็นเหมือน อนุสาวรีย์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่หมายความต่อผู้คนจำนวนมาก

ในขณะเดียวกัน พื้นที่โดยรอบยังรายล้อมด้วยอาคารสำคัญ ทั้งกุฏิเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน และศาลา 84 พรรษาที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ การออกแบบ Jaturamook จึงต้องสนทนากับทุกองค์ประกอบรอบข้างให้ได้อย่างสง่างามแต่ไม่ข่มพื้นที่อื่น

แม้ขนาดอาคารจะเล็ก แต่ฟังก์ชันถูกจัดวางอย่างมีนัยยะ
ชั้นล่าง รองรับงานบุญและพิธีกรรม
ชั้นบน เป็นพื้นที่ภาวนา ศึกษาพระธรรม และนั่งสมาธิ พื้นที่ที่จงใจให้เงียบและแยกตัวจากความวุ่นวาย

หัวใจสำคัญคือแสงที่เชื่อมชั้นทั้งสองผ่านช่องเปิดขนาดใหญ่บริเวณพื้นชั้นบน ทำให้แสงจากยอดเรือนส่องลงสู่ชั้นล่าง ร้อยเรียงสามระดับความหมาย เบื้องบนคือพระพุทธ ชั้นสองคือพระธรรม เบื้องล่างคือฆราวาส เป็นสายเดียวกัน

Jaturamook ใช้ยอดทรงจตุรมุขที่ถูกตีความใหม่แทน องค์พระประธาน ทั้งเรือนยอดจึงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางของศรัทธาโดยไม่จำเป็นต้องมีพระประดิษฐานอยู่จริง

ผนังเรือนยอดประดับ องค์พระขนาดเล็กจำนวน 84 องค์
จำนวนนี้อ้างอิงจาก 84,000 พระธรรมขันธ์ อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ละช่องสลับกับช่องแสง ที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติพุ่งผ่านเข้ามาอย่างอ่อนโยน ราวกับลำแสงจากเบื้องบน

แสงที่เกิดขึ้นไม่แหลมจัด เพราะถูกปรุงผ่านวัสดุลวดลายคล้ายผืนผ้า ให้บรรยากาศนุ่มฟุ้งคล้าย Stained Glass แบบไทยร่วมสมัย แต่ยังคงความโปร่งใสตามธรรมชาติของพุทธธรรม

หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดคือ หลังคาทองแดงทั้งผืน ทองแดงถูกเลือกเพราะมีแสงอบอุ่นคล้าย แสงทองอยุธยา เข้ม ลึก และมีประกายแบบโบราณ ซึ่งแตกต่างจากโทนทองร่วมสมัย

วัสดุถูกตีขึ้นรูปเป็นข้าวหลามตัด ตามแบบหลังคาไทยโบราณ และยังสะท้อนฝีมือช่างแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ความพิเศษคือ หลังคาทองแดงแทบไม่ปรากฏในวัดไทยยุคนี้ นอกจากที่โลหะปราสาทวัดราชนัดดา

เมื่อเวลาผ่านไป หลังคาจะค่อย ๆ ซีด เปลี่ยนเป็นสนิมเขียวหรือเทา การเปลี่ยนแปลงที่ผู้ออกแบบยอมรับโดยตั้งใจ ให้ศาลาเติบโตไปพร้อมกาลเวลา ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่ง

ต้นแบบขององค์พระทุกองค์ถูกยืมมาจากพระพุทธรูปเก่าแก่ของวัดธาตุทองที่สืบเนื่องจากยุคอยุธยา และสร้างขึ้นใหม่ด้วยเทคนิค Electrolyte ที่ใช้กระแสไฟฟ้าให้โลหะเกาะตัวทีละชั้นจนเป็นรูปพระการผสานภูมิปัญญาเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่อย่างงดงาม

ด้านหน้าคือพระพุทธรูปตามความเชื่อ
ด้านหลังเป็นงาน Abstract นูนต่ำ
ทำให้คนที่เดินอยู่เบื้องล่างรู้สึกว่าพระกำลังมองลงมาด้วยความอ่อนโยนไม่ใช่อำนาจ แต่เป็นการคุ้มครอง

ร่างกายขององค์พระยังสัมพันธ์กับสัดส่วนของอาคารอย่างพอดี

ระดับไหล่ = ชั้นสอง
ระดับท่านั่ง = ชั้นหนึ่ง
ระดับเศียร = เรือนยอด

เสมือนว่า หากวางองค์พระทรงเครื่องอยุธยาไว้ภายในจริง ๆ ศาลาหลังนี้จะกลายเป็นเปลือก ที่พอดีกับพระองค์นั้นราวกับถูกสร้างเพื่อกันและกันมาแต่ต้น

ฐานอาคารดึงเส้นโค้งจากฐานเรือสำเภาอยุธยา ซึ่งเคยใช้กับสาธารณอาคารในอดีต ทำให้ศาลามีความอ่อนน้อมและลอยตัวขึ้นอย่างงามงอน ไม่แข็งกระด้างท่ามกลางบริบทของวัด

ผนังอาคารเลือกใช้ ผนังปูนตำ เทคนิคฉาบปูนขาวผสมทรายแบบดั้งเดิม ที่ต้องใช้ความชำนาญระดับช่างโบราณ ผิวที่ได้จึงไม่เนี๊ยบ แต่เต็มไปด้วยรอยมือและความดิบงามของกาลเวลา เป็นพื้นหลังที่ทำให้หลังคาทองแดงเด่นขึ้น โดยไม่แปลกแยกจากอาคารเดิมของวัด

อีกทั้งผนังปูนตำที่หาช่างทำได้ยาก ถูกเลือกเพราะให้ผิวสัมผัสที่เชื่อมโยงกับอดีต ทั้งสีสันและความไม่เนี๊ยบอย่างตั้งใจ ทำให้หลังคาทองแดงโดดเด่นโดยไม่แปลกแยก

#EditorNOTE
“ผนังปูนตำ” คือเทคนิคการฉาบผนังด้วย ปูนขาวผสมทราย แบบดั้งเดิม โดยใช้วิธี ตำ (ทุบ/กด/เกลี่ย) ให้เนื้อปูนแน่นขึ้น ไม่ใช่การฉาบแบบคอนกรีตสมัยใหม่

ลักษณะสำคัญคือ
-พื้นผิวหยาบ เป็นธรรมชาติ ไม่เรียบเนียนเหมือนปูนฉาบทั่วไป
-ผิวมีรอยสัมผัสมือช่าง ทำให้เห็นความไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีเสน่ห์แบบงานโบราณ
-ทนทานต่อกาลเวลาและความชื้น แต่บางครั้งอาจแตกร้าวง่ายกว่าเทคโนโลยีคอนกรีตสมัยใหม่
-นิยมใช้กับงานสถาปัตยกรรมโบราณ เช่น วัด หรือบ้านไม้เก่า เพื่อให้เข้ากับวัสดุอื่น ๆ แบบดั้งเดิม

ซึ่ง Jaturamook ไม่ได้เป็นเพียงศาลาสำหรับประกอบพิธี แต่เป็น พื้นที่ที่รวบรวมชั้นความหมายของผู้คน วัดสถาปัตยกรรม และความทรงจำเข้าไว้ในผืนเดียวกัน เป็นอาคารที่มองเห็นความเก่าในบริบทของสิ่งใหม
ด่านสุดท้ายที่ผู้คนเดินผ่านในวาระสำคัญของชีวิต ราวกับเป็นภาษาของศรัทธาที่เล่าออกมาผ่านแสง โลหะ และความทรงจำ

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading