"Lifetime Honorary Professor" เมื่อคนสร้างตึก ต้องมาสร้างคน

“อาจารย์พิเศษที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเด็กสถาปัตย์ยุคต่อไป”

Dsign Something ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ พูดคุยกับ HAS design and research (คุณป้อ-กุลธิดา ทรงกิตติภักดี และ คุณ Jenchieh Hung) ถึงบทบาทใหม่ที่ Kunming University of Science and Technology หนึ่งในมหาวิทยาลัยสถาปัตยกรรมโดดเด่นของเอเชีย ในฐานะ Lifetime Honorary Professor ตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ตลอดชีพ ที่เป็นเกียรติยศสูงสุดในฐานะอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย เปรียบเสมือน “สะพาน” เชื่อมต่องานดีไซน์ระดับสากล เข้ากับรากฐานการศึกษาของนักเรียนสถาปัตย์ประเทศไทย

เรามีโอกาสถามคำถามดีๆ หลายเรื่องกับทีม HAS design and research ตั้งแต่การเจาะลึกถึงเบื้องหลังห้องเรียนระดับโลกที่เข้มข้น การนำประสบการณ์จากไซต์งานจริงกลับไปสอนในมหาวิทยาลัย และมุมมองที่พวกเขามีต่อ “เด็กสถาปัตย์ยุคใหม่” ว่าท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี อะไรคือ “ทักษะเอาตัวรอด” ที่มหาวิทยาลัยอาจไม่ได้สอน แต่ชีวิตจริงเรียกร้องจากคุณที่สุด?

ร่วมค้นหาคำตอบและหัวใจของการเป็นสถาปนิกยุคใหม่ ที่ AI จะไม่มีวันแทนที่ได้ ไปพร้อมกันในบทสัมภาษณ์นี้

Dsign Something: ก่อนอื่นอยากให้ขยายความคำว่า “Lifetime Honorary Professor” ให้เราฟังหน่อยครับว่าตำแหน่งนี้คืออะไร และ HAS design and research ในบริบทโลกการศึกษามีบทบาทอะไรที่ทำอยู่บ้าง?

HAS (Jenchieh Hung): สำหรับผม ตำแหน่ง Lifetime Honorary Professor ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยศหรือรางวัลประดับบารมีทางวิชาการ แต่มันทำหน้าที่เหมือน “สะพาน” ที่สำคัญมากครับ ปกติแล้วเรามักจะเห็นโลกวิชาการ (Academic) กับโลกวิชาชีพ (Practical) แยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ตำแหน่งนี้คือเครื่องยืนยันว่าเราสามารถเชื่อมสองโลกนี้เข้าด้วยกันได้

มันคือจุดสมดุลที่บอกว่า ประสบการณ์ทั้งหมดของเรา ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิกที่ลงมือสร้างจริง เป็นคิวเรเตอร์นิทรรศการ เป็นนักเขียน หรือนักวิจัย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้จบลงที่หน้างานก่อสร้าง แต่มันถูกส่งต่อไปเป็นองค์ความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย

HAS (กุลธิดา ทรงกิตติภักดี): ส่วนคำว่า HAS design and research เป็นเพราะงานของเรา ให้ความสำคัญกับคำว่า Research มากๆ เพราะในยุคปัจจุบัน สื่อและลูกค้าเปลี่ยนไป การออกแบบโดยใช้แค่ “สัญชาตญาณ” หรือความรู้สึกว่าสวย มันไม่เพียงพออีกต่อไป การทำวิจัยคือกระบวนการเปลี่ยนความรู้สึกที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็น “Visual Knowledge” หรือความรู้ที่จับต้องและพิสูจน์ได้ ซึ่งตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณตลอดชีพนี้ ก็เป็นเหมือนเครื่องการันตีว่า กระบวนการคิดแบบ Research-based ของเรานั้นได้รับการยอมรับในระดับสากล

Dsign Something: จุดเริ่มต้นของการก้าวเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษ เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร จากคนทำงานที่ยุ่งมากๆ ทำไมถึงแบ่งเวลามาสอน?

 

HAS (กุลธิดา ทรงกิตติภักดี): จริงๆ เราเริ่มจากการเป็น Design Critic in Architecture วิจารณ์งานให้นักศึกษามามากกว่า 10 ปี แต่จุดเริ่มต้นที่เป็นทางการจริงๆ คือช่วงที่ได้ไปสอนที่ Xi’an Jiaotong Liverpool University ซึ่งเป็นหลักสูตรอินเตอร์ ที่ควบคุมมาตรฐานโดย Royal Institute of British Architects ราชวิทยาลัยสถาปนิกแห่งสหราชอาณาจักร (RIBA) ตอนนั้นเราต้องสอนเด็กที่ประเทศจีนในบริบทสากล ซึ่งนั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรารู้สึกว่า “การสอนมันสนุก”

 

Dsign Something: แล้วความสนุกที่ได้จากการสอน แตกต่างกับตอนทำงานจริงอย่างไรบ้างครับ?

 

HAS (กุลธิดา ทรงกิตติภักดี): ความสนุกของการสอนมันต่างจากการทำงานนะคะ เวลาทำงานเราคุยกับลูกค้าที่มีประสบการณ์ชีวิตประมาณหนึ่ง คุยกันด้วยภาษาธุรกิจได้ แต่พอมาเป็นอาจารย์ สิ่งแรกที่เราต้อง Reskill ตัวเองคือ “ความอดทน” ค่ะ เราต้องคิดตลอดเวลาว่าจะย่อยเรื่องยากๆ เชิงโครงสร้างหรือคอนเซปต์ที่ซับซ้อน ให้เด็กที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าใจได้อย่างไร โดยไม่ให้เขารู้สึกท้อแท้ไปก่อน มันคือความท้าทายที่เราต้องฝึกฝนตัวเองให้ถ่ายทอดสิ่งที่เราทำให้ดู “ง่าย” สำหรับพวกเขา เพื่อให้เขากล้าที่จะเรียนรู้ต่อไป

Dsign Something: จากประสบการณ์การสอนในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ Tongji University มีโมเดลการเรียนรู้แบบไหนที่น่าสนใจและน่านำมาปรับใช้ในไทยบ้าง?

 

HAS (Jenchieh Hung): ต้องเกริ่นก่อนว่า Tongji University เป็นมหาวิทยาลัยระดับ Top ของโลก และมีความเป็นสากลสูงมาก สิ่งที่ผมประทับใจและอยากเห็นในไทยคือระบบ “Master Class” ครับ

 

ระบบนี้เขาจะคัดกรองเด็กที่มีเกรดดี มีความขยัน และที่สำคัญคือ “มี Passion ที่จะเป็นสถาปนิกจริงๆ” ให้มีสิทธิ์เลือกเรียนสตูดิโอประกบกับอาจารย์ที่เป็น Professional Architect หรือสถาปนิกที่มีชื่อเสียง ระบบนี้มัน Win-Win ทั้งคู่ครับ ตัวอาจารย์เองไม่ต้องเสียเวลากับเด็กที่ไม่ได้อยากเรียน ส่วนเด็กที่มีไฟก็ได้เรียนรู้จากของจริง

 

อย่างตอนที่ผมสอน ผมให้โจทย์นักศึกษาทำโปรเจกต์บนไซต์จริงที่ชลบุรี ประเทศไทย พวกเขาต้องรีเสิร์ชข้ามประเทศ ดู Google Map ศึกษาบริบทที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งนี่คือการฝึกให้เขาพร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง 

เพราะปรัชญาของที่นี่คือ “Learning doesn’t stop at graduation”

การเรียนรู้ไม่ได้จบแค่รับปริญญา แต่คุณต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตจากคนทำงานจริง

Dsign Something: ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็วและมี AI เข้ามา อะไรคือ “หัวใจ” ของสถาปัตยกรรมไทยที่นักศึกษาควร Reskill เพื่อให้รอดในยุคนี้?

HAS (Jenchieh Hung): ผมมองว่าทักษะการใช้ซอฟต์แวร์ หรือสกิลทางเทคนิค เป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้และ AI ก็เริ่มทำแทนเราได้แล้ว แต่สิ่งที่เป็น “หัวใจ” ที่ AI ไม่มีวันมี และนักศึกษาต้องรีบสร้างทันทีตั้งแต่วันนี้ คือ 3 สิ่งนี้ครับ Empathy, Perception และ Passion

ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คุณต้องมีความรู้สึกรู้สาต่อผู้อื่น ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อม

การรับรู้ (Perception)  ท่ามกลางข้อมูลมหาศาล คุณต้องเลือกที่จะรับรู้สิ่งที่เหมาะสม มี Mindset อย่างไรต่อเรื่องราวต่างๆ?

ความหลงใหล (Passion) อันนี้สำคัญที่สุดครับ แต่ถ้าคุณมีครบทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะเป็นสถาปนิกที่สร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้ได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นทำได้ครับ

เพราะสถาปัตยกรรมคือ “สงครามจริง” คุณต้องรบกับงบประมาณ รบกับสภาพอากาศ รบกับปัญหาหน้างาน ถ้าคุณไม่มี Passion เป็นเชื้อเพลิง คุณจะเป็นได้แค่ “หุ่นยนต์” ที่ผลิตแบบตามคำสั่ง

Dsign Something: ในตลอด 15  ปีที่ผ่านมาในฐานะ Professor อะไรเป็นสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกในใจได้ดีที่สุด?

 

HAS (กุลธิดา ทรงกิตติภักดี): ของป้อสิ่งที่เติมเต็มที่สุดคือ “การได้เห็นประกายความคิดของเด็กๆ เปลี่ยนไป” ค่ะ ต้องยอมรับว่าตอนแรกที่เข้าไปสอน เด็กบางคนอาจจะยังมองภาพไม่ออก หรือรู้สึกว่าเรื่องนี้ยากจัง แต่พอเราพยายามย่อยเรื่องยากให้ง่าย ใส่ความเข้าใจและความอดทนลงไป 

 

จนถึงจุดหนึ่งที่เขา “คลิก” แล้วเขาสามารถสร้างงานที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะทำได้ วินาทีนั้นแหละค่ะคือรางวัลของคนเป็นอาจารย์

 

HAS (Jenchieh Hung): การได้สอนให้เด็กเห็น “ความจริง” (The Real World) ครับ

 

ในมหาวิทยาลัย งานออกแบบมักจบลงที่กระดาษหรือโมเดล แต่ในความเป็นจริง สถาปัตยกรรมคือส่วนหนึ่งของเมือง เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องสัมผัส ต้องใช้งาน ต้องอยู่ร่วมกับมัน การได้นำประสบการณ์จากสนามจริงเข้าไปแชร์ให้นักศึกษาฟัง เพื่อให้เขาเห็นภาพว่าเขาจะต้องเจอกับอะไร นั่นคือความภูมิใจของเรา

และอีกมุมหนึ่ง ผมมองว่าสถาปัตยกรรมเป็นเหมือน “หน้าต่าง” บานหนึ่งที่ใช้มองโลกในมุมมองที่ต่างกัน 

 

ถึงแม้เด็กที่ผมสอนจบไปแล้วอาจจะไม่ได้เป็นสถาปนิกทุกคน แต่ “วิธีคิด” แบบสถาปนิกการตั้งคำถาม การแก้ปัญหา การคิดเชิงระบบ มันจะติดตัวเขาไปใช้ในวิชาชีพอื่นๆ ได้ การได้เห็นเขาเติบโตและมีกระบวนการคิดที่แข็งแรง นั่นคือสิ่งที่เติมเต็มความเป็นครูของผมที่สุดครับ

Dsign Something: สุดท้าย อยากฝากอะไรถึง “สถาปนิกรุ่นใหม่” ที่อยากพางานดีไซน์ไทยไปสู่ระดับโลก?

 

HAS (Jenchieh Hung): ผมอยากฝากคำสั้นๆ ว่า “One person is not enough” ครับ คนเก่งเพียงคนเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกหรือพาวงการไปข้างหน้าได้ไกลนัก เราต้องการระบบนิเวศของคนทำงานที่มี Empathy และ Passion มารวมตัวกัน

 

ถ้าคุณมี Passion เพื่อนของคุณมี Passion และเราสร้าง Circle ของสถาปนิกที่มุ่งมั่นจะสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคม พลังของกลุ่มคนเหล่านี้แหละครับที่จะผลักดันงานดีไซน์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกได้ อย่ามองแค่ความสำเร็จส่วนตัว แต่ให้มองว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนวงการนี้ไปพร้อมๆ กันได้อย่างไรครับ

HAS (กุลธิดา ทรงกิตติภักดี): สำหรับป้อ อยากฝากเรื่อง “ความอดทน” และ “ความมุ่งมั่น” ค่ะ เด็กไทยหรือสถาปนิกไทยเรามีฝีมือ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความละเอียดละออที่ไม่แพ้ใครในโลก แต่สิ่งที่อยากให้เสริมคือ Critical Thinking หรือ Research ที่สนับสนุนในงานออกแบบ

 

อยากให้น้องๆ มั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่มันดีแล้ว แต่ต้องหมั่นเติมความรู้ หาเหตุผลมารองรับงานออกแบบของเราให้หนักแน่นขึ้น อย่ากลัวที่จะเอาตัวเองออกไปเจอโลกกว้าง ถ้าเราฝึกฝนตัวเองให้พร้อม มี Passion ที่ชัดเจน และเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ป้อเชื่อว่าสถาปนิกไทยไปได้ไกลในระดับโลกแน่นอน

เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนว่า สิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกความพยายามเป็นจริงได้ คือการ “อดทน อดทน อดทน” ตั้งใจทำมันต่อไป…

อ่านบทความเวอร์ชันภาษาอังกฤษ: คลิกที่นี่

Picture of Supakorn Thepvichaisinlapakun

Supakorn Thepvichaisinlapakun

สถาปนิกที่เชื่อว่าพลังของการสื่อสาร สามารถขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading