สถาปัตยกรรมถูกใช้เป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่อง ตั้งคำถาม และสะท้อนอำนาจ ความเชื่อ และวิธีคิดของผู้คนในแต่ละยุค วันนี้ Dsign Something ขอชวนทุกคนสำรวจมุมมองเหล่านั้น ผ่าน 8 บทวิเคราะห์สถาปัตยกรรมแห่งปี 2025 ที่หยิบทั้งโลกสมมติ งานร่วมสมัย และแนวคิดเชิงวิพากษ์มาอ่านอย่างลึกขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่าสถาปัตยกรรมกำลังพูดอะไรกับเราในวันนี้
ตั้งแต่โลกสมมติในภาพยนตร์ Dune ที่ใช้สเกลและมวลอาคารสร้างความยำเกรง งานของ Yo Shimada ที่เปลี่ยนข้อจำกัดพื้นที่ให้กลายเป็นความเป็นไปได้ใหม่ ไปจนถึงแนวคิด Humanise ของ Thomas Heatherwick และการชุบชีวิตอาคารเก่าผ่าน Adaptive Reuse บทวิเคราะห์เหล่านี้สะท้อนภาพรวมของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน
สถาปัตยกรรมใน Dune สะท้อนอำนาจและอุดมการณ์อย่างไร? การออกแบบอาคารและภูมิทัศน์ที่หนักแน่น ทึบตัน และเหนือสเกลมนุษย์ ช่วยสร้างความรู้สึกยำเกรงและควบคุมผู้คนได้จริงหรือ? แนวคิด Authoritarian Architecture ปรากฏชัดเจนเพียงใดในการสื่อสารอำนาจและศรัทธาในโลกสมมติของ Dune?
วันนี้ Dsign Something จะมาพูดคุยเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมในภาพยนต์เรื่อง Dune (Dune Architecture) หรือการออกแบบอำนาจของสถาปัตยกรรมแบบเผด็จการที่ปรากฏในฉากหลังของภาพยนต์ที่น่าสนใจมาให้ฟังกัน
อ่านบทความเต็ม ๆ ได้ที่ https://wp.me/p3CzVv-ub0
Yo Shimada ผู้เปลี่ยน “ข้อจำกัดพื้นที่” ให้เป็นมิติใหม่ในการใช้ชีวิต
ในวงการสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่น ชื่อของ โย ชิมาดะ (Yo Shimada) และสตูดิโอ Tato Architects คือสัญลักษณ์ของการตั้งคำถามต่อขนบเดิมๆ และการแสวงหานิยามใหม่ของคำว่า “บ้าน” ที่มีความหมายมากขึ้น
TOSTEM Thailand จัดทริปพิเศษให้กับสถาปนิกไทยผู้ได้รับรางวัล TADA2025 ร่วมกับสื่อ Dsign Something เดินทางมาที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อฟังบรรยายสุด Exclusive ของ โย ชิมาดะ ในงาน TOSTEM Asia Design Award 2025 ในหัวข้อ “Designing the In-Between” เซสชันที่เป็นการสรุปแก่นปรัชญางานออกแบบ ที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต
โย ชิมาดะ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากการสร้างสิ่งที่หรูหราหรือซับซ้อน แต่เกิดจากการสังเกตชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้งและตีความ “ข้อจำกัด” ให้กลายเป็น “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างภายใน-ภายนอก, ระหว่างห้อง, ระหว่างฟังก์ชัน หรือแม้กระทั่งระหว่างวัฒนธรรม
อ่านบทความเต็ม ๆ ได้ที่ https://wp.me/p3CzVv-usX
ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Humanise: A Maker’s Guide to Building Our World ของสำนักพิมพ์เพนกวินบุ๊คส์ ผลงานเขียนจาก โทมัส เฮเธอร์วิก (Thomas Heatherwick) สถาปนิกยุคใหม่ขวัญใจใครหลายคน ผู้เป็นที่รู้จักในระดับโลกด้วยผลงานออกแบบที่ดูแล้ว “ไม่น่าเบื่อ” มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยรูปลักษณ์ล้ำสมัย
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงอีกหนึ่ง “ภัยพิบัติ” ที่โลกกำลังเผชิญอยู่นั่นคือสภาพแวดล้อมที่ “น่าเบื่อ” ไร้ชีวิตชีวาซึ่งเป็นผลพวงจากระบบทุนนิยมและค่านิยมของสถาปนิกยุคใหม่ เฮเธอร์วิกให้เห็นถึงมุมมองด้านความงามที่ขัดแย้งกันระหว่างสถาปนิกและผู้ใช้งาน จากนั้นตั้งประเด็นปัญหาการรละเลย “ความเป็นมนุษย์” ในงานออกแบบซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคม หรือแม้กระทั่งบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งในระดับประเทศ
อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว หนังสือ Humanise: A Maker’s Guide to Building Our World จึงเป็นอีกหนึ่งงานเขียนที่ช่วยจุดประกายการความคิดการออกแบบ เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเฮเธอร์วิกเคยค้นพบผลงานของ อันตอนี เกาดี ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เขามาจนถึงทุกวันนี้
หากมองในเชิงสถาปัตยกรรม คือการนำอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดรูปแบบการใช้งานใหม่ โดยไม่ทำลายคุณค่าของอาคารเดิม วิธีการดังกล่าวเปรียบเสมือนการชุบชีวิตอาคารเก่าให้สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ในปัจจุบันมีสถาปนิกบิ๊กเนมหลายต่อหลายคนที่เชี่ยวชาญเรื่อง Adaptive reuse และใช้วิธีการดังกล่าวปรับปรุงอาคารอนุรักษ์ให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานออกสอดคล้องกับบริบทของเมืองที่เปลี่ยนไปโดยคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมและ ประวัติศาสตร์ วิธีนี้ช่วยให้สิ่งปลูกสร้างที่อาจถูกทุบทิ้งสามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้งตามความต้องการของยุคปัจจุบัน โดยไม่ลบเลือนคุณค่าดั้งเดิมของอาคาร
ในโลกของสถาปัตยกรรมที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว มีชายผู้หนึ่งที่ยังคงยืนหยัดในความเชื่อของตนเองอย่างมั่นคง เขาสร้างบทกวีจากคอนกรีต วาดภาพด้วยแสงและเงา และบรรเลงเพลงแห่งความสงบในพื้นที่ว่างเปล่า ชื่อของเขาคือ ทาดาโอะ อันโด (Tadao Ando)
เบื้องหลังผลงานที่ดูสงบนิ่งราวกับภาพฝัน ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการต่อสู้ที่ดุเดือดอย่างไม่น่าเชื่อ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของสถาปนิก แต่มันคือเรื่องราวของนักสู้, นักเดินทาง, ผู้รอดชีวิต และศิลปิน ที่ใช้ทั้งชีวิตของเขา เขียนลงบนพื้นผิวของคอนกรีต
และนี่คือ 8 เรื่องราวที่จะพาคุณดำดิ่งไปสู่จิตวิญญาณของชายผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา เพื่อไขความลับว่า อะไรคือส่วนผสมที่ทำให้งานของเขายิ่งใหญ่ เป็นแรงบันดาลใจแห่งยุคสมัยได้ขนาดนี้
ในเดือนที่โลกสูญเสียหนึ่งใน Iconic แห่งวงการแฟชั่นไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ Giorgio Armani (เกิดเมื่อปี 1934 ที่เมือง Piacenza, ประเทศอิตาลี) การจากไปของเขาไม่ได้หมายถึงเพียงการสิ้นสุดชีวิตของนักออกแบบเครื่องแต่งกายผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค แต่คือการปิดฉากบทบาทสำคัญของบุคคลที่หลอมรวมระหว่างแฟชั่นและสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน
แนวคิดการออกแบบแฟชั่นของเขามีความเรียบง่ายและทรงพลัง เขาได้ถ่ายทอดอัตลักษณ์ดังกล่าวไปสู่สไตล์เฟอร์นิเจอร์และการออกแบบเชิงพื้นที่ในอาณาจักรของเขามามากกว่า 50 ปี ตั้งแต่ บูติก Retail Shop ของ Armani ทั่วโลก ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ โรงละคร โรงแรม และ Penthouse ส่วนตัว ทุกพื้นที่ล้วนถูกหล่อหลอมด้วยปรัชญาการออกแบบเดียวกันคือ การลดทอน ความสง่างามที่อยู่เหนือการเวลา รวมถึงการ Collaboration กับสถาปนิกชื่อดังในการสร้างประสบการเชิงพื้นที่ที่แตกต่าง
อ่านบทความเต็ม ๆ ได้ที่ https://wp.me/p3CzVv-ugw
ทุกเมืองมีจังหวะของตัวเอง เสียงเครื่องยนต์ที่สลับกับความเงียบของตรอกแคบ ๆ แสงไฟนีออนที่สะท้อนบนพื้นถนนเปียกฝน ร่มคันเล็ก ๆ ที่เป็นที่พักพิงจากแดดร้อนหรือฝนโปรย รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่หล่อหลอมเมืองให้มีเอกลักษณ์ แต่บ่อยครั้งที่เรามองข้ามความสำคัญของมันไป
ในสตูดิโอออกแบบ ของหลักสูตรปริญญาโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำรวจอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ ผ่านแนวคิด “Patterns” ของ HAS design and research ที่นำองค์ประกอบพื้นฐานของเมืองมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Bangkok Meditation Hub ศูนย์กลางสมาธิใจกลางพระบรมมหาราชวังที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรม เมือง และสภาวะจิตใจของผู้คน
Dsign Something ขอพาสำรวจแนวคิดและกระบวนการออกแบบที่นำองค์ประกอบเมืองมาแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ที่มีความหมาย ทั้งในเชิงกายภาพและเชิงนามธรรม พร้อมตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเคยมองข้าม อาจเป็นหัวใจที่แท้จริงของเมืองหรือไม่
คุยกับ Tom Dixon ดีไซน์เนอร์หัวขบถดังระดับโลก กับบทเรียน “รู้มากไปก็อาจพลาด รู้พอดีจึงสร้างสรรค์” ที่อยากส่งต่อความรู้ให้กับดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่
ในโลกของงานออกแบบ ที่มีเส้นบางๆ ระหว่าง “การรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร” กับ “การรู้มากเกินไปจนไม่กล้าลองสิ่งใหม่” นี่คือปรัชญาการสร้างสมดุลการทำงานของ Tom Dixon ดีไซเนอร์ระดับโลก ใช้ในการทำงานและการดำเนินชีวิต และฝากผลงานอันโดดเด่นไว้ในประวัติศาสตร์การออกแบบยุคใหม่
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าผลงาน คือเบื้องหลังแนวคิดของดีไซเนอร์ผู้ไม่เคยหยุดทดลอง วันนี้ Dsign Something ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับ Tom Dixon ที่ MOTIF Art of Living แบบตัวต่อตัว เราเลยอยากเจาะลึกถึงเบื้องหลังวิถีคิด การสร้างสรรค์ผลงาน และความท้าทายในอาชีพดีไซน์เนอร์ของเขา เพื่อถอดบทเรียนสร้างแรงบันดาลใจให้ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน