บ้าน S49 เมื่อสองวัฒนธรรมทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น ผ่านการผสานวิถีไทย-ญี่ปุ่น อย่างมีความหมาย

สถาปัตยกรรมบางงานไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าจะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เริ่มจากคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้น ผู้คนจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร พื้นที่ในความหมายนี้จึงไม่ใช่เรื่องของรูปแบบ หากเป็นโครงสร้างที่รองรับความสัมพันธ์ เวลา และการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ภายใต้การออกแบบของ Mspace บ้านหลังนี้หยิบข้อดีของบ้านไทยในเรื่องความโปร่ง การไหลของพื้นที่ และการเปลี่ยนระดับ มาผสานกับแนวคิดบ้านญี่ปุ่นที่เน้นความเป็นส่วนตัว การกรองแสง และลำดับชั้นของพื้นที่ จนเกิดเป็นบ้านที่สงบ เปิดรับธรรมชาติ และใช้งานได้จริงในบริบทเมืองไทย

แนวคิดหลักของบ้าน S49 คือการสร้างโลกส่วนตัวอยู่ภายใน ผ่านผังแบบคอร์ทเฮาส์และพื้นที่ที่ยืดหยุ่นตามช่วงชีวิต บ้านหลังนี้จึงไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นโครงสร้างที่รองรับความสัมพันธ์ของครอบครัวข้ามวัฒนธรรม และค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับเวลา

สถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เริ่มต้นจากที่ดินแปลงหนึ่ง แต่เริ่มจากความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างสถาปนิกและครอบครัวเจ้าของบ้าน ความต่อเนื่องกว่า 20 ปี ตั้งแต่การทำงานเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการออกแบบบ้านของคนสองรุ่น ทำให้บ้านหลังนี้ไม่ใช่งานออกแบบที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวที่ค่อย ๆ เติบโตและเชื่อมโยงพื้นที่เข้าด้วยกันภายในซอยสุขุมวิท บ้าน S49 ถูกวางบทบาทไว้ตั้งแต่ต้นให้พูดคุยกับบ้านหลังเดิม และในอนาคตจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบ้านหลายหลังที่เชื่อมเป็นระบบเดียวกัน ทั้งในเชิงการใช้งานและภาษาทางสถาปัตยกรรม

บริบทสำคัญของบ้านหลังนี้คือครอบครัวที่มีรากวัฒนธรรมไทย–ญี่ปุ่น เจ้าของบ้านใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ทีมผู้ออกแบบจาก Mspace จึงไม่ได้เลือกออกแบบบ้านสไตล์ญี่ปุ่นในเชิงภาพจำ แต่เลือกแปลไลฟ์สไตล์ออกมาเป็นพื้นที่ บ้านถูกพัฒนาในลักษณะคอร์ทเฮาส์ที่สร้างโลกส่วนตัวอยู่ภายใน ลดการพึ่งพาภายนอก และเปิดพื้นที่ให้สมาชิกในครอบครัวมองเห็นและเชื่อมโยงกันเอง รูปแบบตัวยูช่วยดึงแสง ลม และจังหวะของชีวิตประจำวันให้ไหลเวียนอยู่ภายในบ้านอย่างต่อเนื่อง

การจัดผังของบ้านสะท้อนการแบ่งจังหวะชีวิตอย่างชัดเจน พื้นที่ด้านหน้าทำหน้าที่เป็นเรือนรับรองและห้องทาทามิสำหรับญาติที่มาเยี่ยมเยือน ขณะที่พื้นที่อยู่อาศัยหลักถูกวางไว้ด้านหลัง ประกอบด้วยห้องนอนของครอบครัวและห้องแบบดูเพล็กซ์ ส่วนพื้นที่ตรงกลางทำหน้าที่เป็นทั้ง Family Space และพื้นที่รับแขก เชื่อมทุกฟังก์ชันเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ พื้นที่ด้านบนเปิดเป็นลานรับแดดเช้า ใช้งานเรียบง่าย และเปิดมุมมองกลับไปยังบ้านหลังเดิมและสวนที่ถูกออกแบบให้เชื่อมพื้นที่สีเขียวของทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสองเข้าด้วยกัน

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือการวางครัว เป็นศูนย์กลางของบ้าน สอดคล้องกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ให้แม่บ้านเป็นแกนของชีวิตประจำวัน ครัวและพื้นที่รับประทานอาหารถูกออกแบบให้กระชับ ไม่โอ่อ่า แต่มีประสิทธิภาพ สามารถมองเห็นเด็ก ๆ หรือสมาชิกในบ้านได้ เชื่อมต่อพื้นที่ด้านหน้า ด้านหลัง และโซนเซอร์วิสได้อย่างสะดวกสบาย

การเลือกใช้วัสดุภายในบ้าน S49 ยังคงสานต่อแนวคิดจากบ้านหลังเดิม แต่เลือกใช้ภาษาที่นุ่มนวลขึ้น คอนกรีตเปลือยยังคงถูกใช้ในฐานะวัสดุที่ยอมให้เวลาเข้ามามีบทบาท แต่ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่สวน เพื่อเชื่อมโยงบ้านทุกหลังในอนาคตให้มีภาษาเดียวกัน ไม้ถูกเปลี่ยนจากไม้สักมาเป็นไม้โอ๊คและไม้สนแบบญี่ปุ่น โทนสีอ่อนลงและให้ความรู้สึกอบอุ่น พื้นผิวสีขาวถูกแทนที่ด้วยผิวสัมผัสที่ดูแลง่ายแบบบ้านญี่ปุ่น ไม้โปร่งถูกใช้ในพื้นที่รับรองและห้องทาทามิ ขณะที่ไม้ทึบถูกใช้ในพื้นที่ที่ต้องสัมผัส เพื่อสร้างความโคซี่และเป็นกันเองในชีวิตประจำวัน

การจัดการพื้นที่ภายในบ้านอาศัยการผสมผสานวิธีคิดของไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน พื้นที่ Living ถูกออกแบบเป็นลำดับของ 4 เลเยอร์ ไล่จากภายในออกสู่ภายนอก ผ่านทางเดิน ระเบียงในลักษณะตั่งที่ถูกขยายสเกลให้เหมาะกับการใช้งานแบบไทย ก่อนจะลดระดับลงสู่สวนที่เปิดโล่ง หน้าต่างสามารถเปิดเชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ใช้สกรีน การกรองแสง และการเปลี่ยนระดับ เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวเป็นชั้น ๆ โดยเลือกใช้ดีเทลที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนแบบงานช่างญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่ยังคงตรรกะของพื้นที่ไว้

แสงธรรมชาติถูกดึงเข้ามาสู่พื้นที่ภายในผ่านช่องแสงแนวนอนที่ทอดตัวยาว ช่วยลดสเกลของผนังและสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในชีวิตประจำวัน แม้บางด้านของบ้านจำเป็นต้องปิดทึบจากบริบทโดยรอบ สถาปนิกยังพยายามเปิดช่องแสงและมุมมองเท่าที่จำเป็น พื้นที่บางส่วนของบ้านถูกออกแบบให้พร้อมเปลี่ยนบทบาท เช่น ห้องแมวที่เชื่อมกับ Living Room ซึ่งวันนี้กลายเป็น Playroom และพร้อมจะกลับมาเป็นพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงอีกครั้งเมื่อจังหวะชีวิตเปลี่ยนไป

ท้ายที่สุด บ้าน S49 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสมบูรณ์แบบ หากแต่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต พร้อมเปิดพื้นที่ให้เวลา ความสัมพันธ์ และความทรงจำค่อย ๆ เข้ามาซ้อนทับ สถาปัตยกรรมจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่วันก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เติบโตไปพร้อมครอบครัว พร้อมรับทุกจังหวะของชีวิตที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading