Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Sataa Resort Nan ถอดสเปซ “ต๊ะต่อนยอน” รีสอร์ทร่วมสมัยในจังหวะ น่าน เนิบ เนิบ
Designed by Studio MITI
“จะรีบไปไหน ยิ่งเร็ว ยิ่งแรง ยิ่งดู ยิ่งร้อนรน จะแข่งไปไหน ยังมีดอกไม้ให้เราได้ชื่นชม ปล่อยมันไป เนิบ เนิบ… อยู่ นิ่ง นิ่ง นาน นาน… ค่อย ค่อย คุย กับภูเขา คิดไม่ออก ก็คิดเข้า เดี๋ยวก็เข้าใจ”
หากเวลาเป็นสิ่งมีรูปทรง ที่ “น่าน” เวลาคงไม่ได้เป็นเส้นตรงที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างรีบเร่ง แต่คงมีรูปทรงที่ยืดหยุ่น โค้งมน และเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าคล้ายสายหมอกที่ไหลเอื่อยตามหุบเขา
ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและเทคโนโลยีความเร็วสูง จนคำว่า “รอ” กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมและน่าหงุดหงิด แต่กลับกัน… เมืองน่านกลับเป็นเมืองที่ยืนยันจะรักษาจังหวะชีพจรของตัวเอง จังหวะที่คนทั่วไปเรียกว่า “น่านเนิบๆ” หรือความรู้สึก “ต๊ะต่อนยอน” คำคำนี้ไม่ได้แปลว่าเกียจคร้าน แต่คือปรัชญาการใช้ชีวิตที่ ละเมียดกับทุกชั่วขณะ คือการอนุญาตให้ตัวเองได้สัมผัสรสชาติของอากาศ กลิ่นของดิน และเสียงของใบไม้ไหว
นี่คือหมุดหมายทางจิตวิญญาณของโครงการ Sataa Resort Nan (สฐา รีสอร์ต น่าน) โครงการแรกในซีรีส์พิเศษ NEO LOCAL #บ้านนอกกรอบ “สถาปัตยกรรมท้องถิ่นร่วมสมัย ในวิธีคิดของคนยุคใหม่” เพื่อบอกเล่าพลังความคิดของสถาปนิกท้องถิ่น ที่ใช้องค์ความรู้ยุคใหม่มาผสานกับความเป็นพื้นถิ่นยุคเก่าได้อย่างลงตัว
โดยโครงการนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อ “ฟัง” เสียงกระซิบของธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนา ผ่านการรังสรรค์ของ Studio MITI ที่เปลี่ยนที่ดินนาเก่าหน้าวัดแช่พลาง ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความศรัทธาในวิถีแห่งความช้า ที่ซึ่งสถาปัตยกรรมยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อให้ธรรมชาติได้เดินนำหน้า
เข้าใจเมืองน่าน เข้าใจความเนิบ
เปลี่ยนจังหวะความเนิบของวิถีเมือง ให้กลายเป็นภาษาสถาปัตยกรรม
เรื่องราวของศรัทธา เริ่มต้นขึ้นในปี 2021 เมื่อเจ้าของโครงการผู้ทำธุรกิจส่วนตัว ได้รับแรงบันดาลใจจากการไปพักผ่อนที่เชียงแสน และนำความประทับใจในความสงบงามนั้นกลับมาสู่ที่ดินผืนงามในอำเภอเมืองน่าน ที่ดินซึ่งมีประวัติศาสตร์ทับซ้อนอยู่บนผืนนาเก่า รายล้อมด้วยดงป่าสักสูงตระหง่านและตั้งอยู่ตรงข้าม วัดแช่พลาง ศาสนสถานเก่าแก่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชุมชน
สำหรับ Studio MITI แล้ว โจทย์ครั้งนี้ท้าทายยิ่งกว่าการสร้างอาคารให้สวยงาม แต่มันคือการทำความเข้าใจ “ราก” ของน่านให้ลึกซึ้ง สถาปนิกมองเห็นย้อนแย้งที่งดงามว่า น่านเป็นเมืองที่ร้อนทางกายภาพเพราะตำแหน่งที่ตั้งใกล้ดวงอาทิตย์ แต่กลับ “เย็น” ทางความรู้สึกด้วยร่มเงาของวัดวาอารามและความเชื่อ จังหวะของเมืองที่นี่เหมือนมีเวลามากกว่าที่อื่น 24 ชั่วโมงของน่านดูยาวนานและมีความหมายกว่ากรุงเทพฯ เสมอ
ทีมออกแบบจึงตีความ Slow Behavior หรือพฤติกรรมแห่งความช้า ออกมาเป็นภาษาสถาปัตยกรรม โดยตั้งใจให้ทุก Element ของรีสอร์ต ทำหน้าที่เป็นตัวเบรกความเร็วของผู้มาเยือน ให้ลดระดับลงทันทีที่ก้าวเข้ามา เพื่อจูนคลื่นสมองให้ตรงกับคลื่นความถี่ของธรรมชาติรอบตัว
สถาปัตยกรรมสีขรึมในดงสัก
ความ “เย็น เนิบ ช้า” ที่ทรงพลัง
เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมล้านนาและบ้านเมืองน่าน คือความ “เย็น เนิบ ช้า” และภาพจำของบ้านไม้สีเข้มที่แทรกตัวอยู่ในแมกไม้ ซึ่งสีเข้มเหล่านั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของรสนิยม แต่คือภูมิปัญญาการรักษาเนื้อไม้และการพรางตัว ในอดีต “เรือนสีดำ” หรือเรือนไม้สีเข้มมักเป็นที่พำนักของเจ้านายฝ่ายเหนือ หรือคหบดีที่ลงรักปิดทองเพื่อรักษาเนื้อไม้ให้คงทน
แต่ที่ Sataa Resort สถาปนิกเลือกที่จะตีความความขรึมขลังนี้ใหม่ ผ่านเทคนิคการรักษาเนื้อไม้ด้วยน้ำมันเคลือบ (Vanish) ให้ไม้สักค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้มตามกาลเวลา เพื่อให้ตัวอาคาร Blend & Dissolve หายวูบเข้าไปในบริบทของป่าสักและทุ่งนาเขียวขจี
การเลือกใช้สีเข้มและวัสดุไม้สักที่มีอยู่ในพื้นที่ คือการแสดงความ Humble ต่อธรรมชาติ เป็นความพยายามทางสถาปัตยกรรมที่จะรบกวนสายตาให้น้อยที่สุด ปล่อยให้สีเขียวของใบไม้และสีทองของรวงข้าวเป็นพระเอก หน้าที่ของสถาปนิกที่นี่จึงเปรียบเสมือนนักเล่าเรื่องที่ถ่อมตน ผู้ผูกเรื่องราวของน่านเข้ากับบริบทปัจจุบันอย่างแนบเนียน จนดูเหมือนอาคารเหล่านี้งอกเงยขึ้นมาจากดินพร้อมๆ กับต้นสักเดิม
Sequence of Slow
จังหวะการมองเห็นผ่านสายตา คนเมือง, คนนอกเมือง และชาวนา
การจัดวางผังของ Sataa Resort Nan ถูกคิดผ่านการร้อยเรียง Sequence of Perception หรือลำดับการรับรู้ถึง 3 ระดับ เพื่อสะท้อนภาพจำและประสบการณ์ของคน 3 กลุ่ม คือ คนเมือง, คนนอกเมือง และชาวนา ผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน โดยตั้งใจให้สเปซมีการไล่ระดับเพื่อสร้างการมองเห็นที่แตกต่างกัน
สเปซภายในถูกออกแบบให้มีความ “สลัว” (Dimness) ตามแบบฉบับบ้านเรือนไทยภาคเหนือ ชายคาที่ยื่นยาวและกดต่ำลงมา ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกันฝนแต่ทำหน้าที่กดสายตาให้ต่ำลงสู่พื้นดินและผืนน้ำ และกรองแสงแดดอันร้อนแรงยามบ่าย ให้เหลือเพียงแสงนวลตาที่น่าพักผ่อน สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ เป็นส่วนตัว และขับเน้นให้เห็นความงามของเงาที่พาดผ่านพื้นผิววัสดุ
สะพานแห่งการเปลี่ยนผ่านมิติ
เครื่องมือทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยชะลอเวลาจากโลกภายนอก
ไฮไลท์สำคัญของการเข้าถึงพื้นที่ คือ “สะพาน” (The Bridge) สะพานไม้ที่ทอดยาวคือเครื่องมือทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยชะลอเวลาการก้าวเดินผ่านช่วงระยะนี้จะช่วยตัดขาดเราจากโลกภายนอกที่รีบร้อน ค่อยๆ ปรับโหมดร่างกายและจิตใจให้เข้าสู่สภาวะผ่อนคลาย ก่อนจะก้าวเข้าไปสัมผัสสเปซภายในรีสอร์ต
สะพานนี้ทำหน้าที่แบ่งแยกโลกภายนอกที่วุ่นวาย เต็มไปด้วยฝุ่นควันและเสียงเครื่องยนต์ ออกจากโลกภายในที่สงบนิ่ง เป็นจังหวะ Pause ที่บังคับให้ผู้มาเยือนต้องเดินเท้า ชะลอฝีก้าว และทิ้งระยะห่างจากความวุ่นวาย ทุกก้าวย่างบนสะพานคือการปรับจูนความรู้สึก ให้เราค่อยๆ ละทิ้งความเร่งรีบ วางภาระทางใจไว้ข้างหลัง ก่อนจะเดินเข้าสู่พื้นที่พักผ่อนส่วนตัว สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า “จะรีบไปไหน ยิ่งเร็ว ยิ่งแรง ยิ่งร้อนรน… ยังมีดอกไม้และสายลมให้เราได้ชื่นชมระหว่างทาง”
ยิ่งงานใหญ่ ตัวตนยิ่งต้องเล็ก
ปรัชญาแห่งการรังสรรค์งานพื้นถิ่น
บทสรุปของการออกแบบโครงการนี้ เปรียบเสมือนการตกผลึกทางความคิดร่วมกันของทีมสถาปนิก Studio MITI ที่ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญผ่านกระบวนการทำงานจริง เมืองน่านทำหน้าที่เป็นครูผู้มอบโจทย์ยากแต่ทว่าเรียบง่าย ให้ทีมงานได้ตระหนักถึงแก่นแท้ของการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมบนผืนดินที่มีจิตวิญญาณเฉพาะตัว
ทีมผู้ออกแบบค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่งว่า เมื่อสถาปัตยกรรมมีขนาดใหญ่ขึ้น กว้างขวางขึ้น สิ่งที่สวนทางกันคือ “อัตตา” (Ego) ของผู้ออกแบบที่จำเป็นต้องหดเล็กลง การทำงานครั้งนี้จึงเป็นการวางบทบาทของสถาปนิกให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่ถ่อมตน ละวางความต้องการที่จะใส่ลายเซ็นทางดีไซน์ที่ฉูดฉาด แล้วหันกลับมาทำหน้าที่ “ฟัง” อย่างตั้งใจ ฟังเสียงกระซิบของพื้นที่ ฟังความต้องการของเจ้าของโครงการ และที่สำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของกาลเวลา
กระบวนการออกแบบจึงดำเนินไปอย่างละเมียดละไม เน้นการรอคอยให้ต้นไม้ได้เติบโตตามวงรอบธรรมชาติ และปล่อยให้บริบทโดยรอบค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร จนเกิดเป็นความงามในรูปแบบที่ “พอดี” เป็นความงามที่นิ่งสงบ ไม่เรียกร้องความสนใจ แต่กลับสร้างพลังศรัทธาในความธรรมดาให้เกิดขึ้นในใจผู้พบเห็น
ถ้าหากถามว่า… สถาปัตยกรรมแห่งนี้ จะสร้างประสบการณ์อะไรให้แก่ผู้เข้าพัก Sataa Resort Nan ตั้งใจที่จะสร้างหมุดหมายทางความรู้สึก เป็นพื้นที่ที่คอยเตือนสติให้เราตระหนักว่า ท่ามกลางโลกที่หมุนด้วยความเร็วสูง การอนุญาตให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตแบบ “ต๊ะต่อนยอน” หรือการมีเวลาเฝ้ามองแสงแดดเปลี่ยนองศาอย่างช้าๆ นั้น คือความหรูหราที่สุดของการมีชีวิตอยู่ และสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุด คือเพื่อนร่วมทางที่เงียบเชียบที่คอยโอบอุ้มให้เรากลับมาค้นพบจังหวะการหายใจของตัวเองได้อีกครั้ง
[ Project Credits ]
Project Name: Sataa Resort Nan
Location: Nan, Thailand
Completion Year: 2025
Owner: Sataa Resort Nan (Satha Hospitality Co.,Ltd)
Design Consultant: Sanit Project
Architect: Studio MITI
Lead Architects: Mr.Padirmkiat Sukkan
Design Team: Mr.Thanakorn Wattanachote, Mr.Nattawat SriTamma
Interior Architect: Studio MITI (Miss Narinrat Chaichat, Miss Khanittha Kaenchak)
Landscape Design: Choopchoojai Landscape
Decorate and Props: Artslonga
Structural Engineer: Mr.Chaiwat Keawkam
Electrical Engineer: Ariya Group (Mr.Wutthikrai Srisukho)
Sanitary Engineer: Siriluk Konkeaw
Main Contractor: Chiangmai Rimdoi
Photographer: SPACESHIFT (Mr.Pirak Anurakyawachon)
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance