Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
เมื่อทั้งย่านกลายเป็นเสมือนสนามทรายให้คุณได้ทดลองออกแบบได้ไม่รู้จบ อีริค โอเว่น มอส (Eric Owen Moss) นักออกแบบชาวอเมริกันและหนึ่งในสถาปนิกโพสต์โมเดิร์นคนสำคัญแห่งยุค ผู้ท้าทายกระบวนการดีไซน์แบบเดิม ๆ ด้วยสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง (Experimental Architecture) วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับงานออกแบบที่ในมุมมองผู้สร้าง “ไม่จำเป็นต้องเสร็จสมบูรณ์” หากแต่ทำหน้าที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และสร้างบทสนทนากับผู้ใช้งาน ผลงานของมอสคืองานออกแบบที่ไม่มีวันสิ้นสุด แนวคิดที่เกิดจากการมองบริบทอย่างลึกซึ้งสะท้อนออกมาในสถาปัตยกรรมรูปลักษณ์ประหลาดตา รวมไปถึงนวัตกรรมอาคารที่ช่วยให้อาคารมีอายุการใช้งาน “ตลอดไป” ทั้งหมดนี้กลายเป็นแรงที่ช่วยเปลี่ยนพื้นที่อุตสาหกรรมรกร้างในเมืองคัลเวอร์ซิตี้ให้กลับมามีชีวิตใหม่ในฐานะย่านเทคโนโลยีและสื่อสร้างสรรค์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของลอสแอนเจลิส
นักวิจัยสถาปัตยกรรม
มอสเกิดในปี 1943 ที่ลอสแอนเจลิส เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (UC Berkeley) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard GSD) ต่อมาในปี 1973 เขาก่อตั้ง Eric Owen Moss Architects (EOMA) ซึ่งเติบโตจากทีมเล็ก ๆ สู่สตูดิโอที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ผู้บุกเบิกฟื้นฟูย่านเฮย์เดนแทร็กต์ (Hayden Tract) จากย่านอุตสาหกรรมทิ้งร้างสู้พื้นที่สร้างสรรค์อันโดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง
หัวใจของการออกแบบตาม EOMA คือการ “วิจัย” พื้นที่เพื่อตั้งคำถามและค้นหาคำตอบใหม่ ๆ โดยมอสปฏิเสธวิธีคิดแบบเดิม และมองสถาปัตยกรรมในฐานะเครื่องมือสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาคาร เมือง และผู้คน เบื้องหลังรูปลักษณ์อันแปลกตาคือการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจบริบทโดยรอบอย่างลึกซึ้ง พร้อมท้าทายความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของรูปทรง วัสดุ โครงสร้าง และเทคนิคก่อสร้าง เพื่อสร้างผลงานที่ขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า
ปัจจุบัน EOMA ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ออกแบบสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน ภูมิสถาปัตยกรรม ไปจนถึงวางผังเมือง พวกเขาได้รับรางวัลมากมายในระดับนานาชาติเกินกว่าร้อยรางวัล ผลงานได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่และจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังในนิวยอร์ค ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส และเวียนนาอีกด้วย มอสยังมีบทบาทในแวดวงการศึกษา โดยสอนในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Yale, Harvard, Columbia, Angewandte Vienna และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการที่ SCI-Arc อีกด้วย
เฮย์เดนแทร็กต์แห่งคัลเวอร์ซิตี้ ห้องทดลองสถาปัตยกรรมฟื้นฟูเมือง
หนึ่งในผลงานสำคัญที่สร้างชื่อให้กับ EOMA คือการพลิกฟื้น ย่านเฮย์เดนแทร็กต์ (Hayden Tract) ในเมืองคัลเวอร์ซิตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีจุดเริ่มต้นในปี 1986 ค่าเช้าที่พุ่งสูงขึ้นทำให้มอสต้องย้ายออฟฟิศจากซานตาโมนิก้าสู่ห้องว่างในโกดังของเฟรเดอริก และ ลอรี ซามิทอร์ สมิทธ (Federick and Laurie Samitaur Smith) ในเมืองคัลเวอร์ซิตี้ แนวทางการออกแบบแหวกแนวของมอสสอดคล้องกันพอดีกับวิสัยทัศน์ของครอบครัวสมิธที่อยากฟื้นพื้นที่อุตสาหกรรมอันรกร้างแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พวกเขาจึงจับมือทำงานร่วมกัน (ถึงแม้ว่าใจหนึ่งมอสตกลงร่วมงานด้วยเพราะอยากลดค่าเช่า) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ตลอดกว่าสามทศวรรษ พวกเขาได้ค่อย ๆ ปรับปรุงเมืองไปทีละอาคาร เปลี่ยนบรรดาโกดังร้างให้กลายเป็นพื้นที่ทำงานรูปร่างแปลกตา จนย่านเฮย์เดนแทร็กต์กลายเป็น “The New City” เมืองต้นแบบแห่งอนาคตตามที่พวกเขาวาดฝันไว้ ปัจจุบันพื้นที่กลายเป็นศูนย์รวมออฟฟิศสร้างสรรค์ชั้นนำตั้งแต่บริษัทสื่อโฆษณา แฟชั่น การแสดง เทคโนโลยี ไปจนถึงภัตตาคารระดับมิชลิน กระทั่ง Apple ยังเข้ามาจับจองทำให้เมืองคัลเวอร์ซิตี้กลายเป็นหนึ่งในย่านสำคัญทางเศรษฐกิจของรัฐแคลิเฟอร์เนียเลยทีเดียว
มอสยังมีทัศนคติที่ดีต่อคำวิจารณ์ เพราะด้วยสไตล์งานแบบหลังสมัยใหม่-คตินิยมเปลี่ยนแนว หรือ Postmodern-Deconstructivism ที่ตั้งคำถามกับรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมดั้งเดิม จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแฟนผลงานของเขา ครั้งหนึ่ง The Guardian เคยเขียนวิจารณ์ว่าอาคาร (W)rapper ดูเหมือนฐานทัพตัวร้ายค้าน้ำมันในโลกดิสโทเปีย ซึ่งแทนที่มอสจะออกมาแก้ตัวหรือโต้กลับเขากลับบอกว่าเป็น “คำชม” เพราะในมุมมองของมอส สถาปัตยกรรมคือเครื่องมือเปิดบทสนทนา กระตุ้นความคิด และจุดประกายคำถามใหม่ ๆ ต่างหาก
คืนชีวิตให้กับการอาคารเก่าด้วยแนวคิด Adaptive Reuse
หนึ่งในแนวทางการออกแบบที่โดดเด่นของ EOMA คือ Adaptive Reuse หรือการยืดอายุการใช้งานอาคาร ด้วยการปรับปรุงเสปซให้เหมาะสมกับฟังก์ชันใหม่ แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังสร้างเอกลักษณ์ให้กับชิ้นงานและย่านได้อีกด้วย ผลงานเด่นในย่านเฮย์เดนแทร็กต์ของ EOMA เช่น The Box (1994) หนึ่งในผลงานชิ้นแรกและเป็นที่รู้จักมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ของ EOMA เปลี่ยนโกดังเก่าให้กลายเป็นงานประติมากรรมสไตล์ Deconstructivism ด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่วางซ้อนขัดกันสร้างเอกลักษณ์ให้อาคาร
IRS (1994) ออฟฟิศในส่วนต่อขยายโกดังที่โดดเด่นด้วยการตีความโลโก้บริษัท IRS Records รูปผู้ชายใส่หมวกให้ดูลึกลับน่าค้นหา โดยนำแผ่นเหล็กสีดำมาบิดงอ ติดตั้งอยู่บนโครงหลังคากระจกทำให้สังเกตเห็นโลโก้ได้แบบคลุมเครือตามคอนเซปท์ “แบดบอย” ของบริษัทในยุคนั้น
Stealth (2001) อีกหนึ่งผลงานมากรางวัลของ EOMA เปลี่ยนพื้นที่ปนเปื้อนให้กลายเป็นอาคารสำนักงานยาวกว่า 90 เมตร รูปทรงอาคารยาวกว่าร้อยเมตรแปรเปลี่ยนจากสามเหลี่ยมเป็นสี่เหลี่ยมอีกฝั่ง ทำให้เสปซภายในซึ่งเปิดโล่งล้อไปกับรูปทรงสร้างความเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับใช้เป็นโรงละครที่ชั้นหนึ่งอีกด้วย
Cactus tower (2009-2010) ปรับปรุงอาคารเครื่องปั๊มโลหะเก่าให้กลายเป็นแลนด์มาร์คของย่าน รื้อผนังบางส่วนออกเหลือโครงสร้างเหล็กเดิมเอาไว้ พร้อมติดตั้งหลังคาเขียวและปลูกต้นกระบองเพชร 28 ต้นเป็นทั้งจุดรวมสายตาและสัญลักษณ์ของเมืองที่สามารถเติบโตได้ท่ามกลางภัยแล้ง
Waffle (2016) ภัตตาคารรวงผึ้งสีแดงสามชั้นทรงกล่องบิดเอียง ฟาสาดกระจกพาดด้วยเหล็กแผ่นขัดกันเป็นตาราง นอกจากจะสร้างเอกลักษณ์แล้วยังทำหน้าที่เป็นระแนงกันแดดไปพร้อมกัน ชั้นสองเป็นที่นั่งรับประทานอาหารรองรับแขกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ 22 ที่นั่ง โครงสร้างเสาในแต่ละชั้นตั้งเหลื่อมกันเล็กน้อยเพื่อสอดคล้องไปกับการบิดของรูปทรงอาคารสร้างความเคลื่อนไหวให้สเปซทั้งภายในและภายนอก
Pterodactyl กลุ่มอาคารเรขาคณิตบนอาคารจอดรถ
อาคารสำนักงานขนาดกว่า 1,550 ตารางเมตรแห่งนี้เป็นส่วนต่อขยายของอาคารจอดรถเดิมซึ่งวางแผนไว้ตั้งแต่ปี 1998 พื้นที่สำนักงานใหม่ของ Pterodactyl ถูกออกแบบให้ลอยตัวอยู่เหนือโครงสร้างเดิม โดยประกอบด้วยกล่องเรขาคณิตเก้าชิ้นวางซ้อนเหลื่อมกัน เกิดเป็นรูปทรงซับซ้อนคล้ายภาพวาดเชิงนามธรรมของสัตว์ดึกดำบรรพ์กำลังสยายปีก สเปซภายในเปิดโล่งเชื่อมต่อถึงกันเพื่อรองรับฟังก์ชันของสำนักงานได้อย่างยืดหยุ่น อาคารหลังนี้ถือเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของชุดอาคารห้าหลังในแผนพัฒนาพื้นที่ของ EOMA ได้แก่ Stealth, Umbrella, Slash, Backslash และ Pterodactyl เปลี่ยนอาคารเก่าให้กลายเป็นคอมเพล็กซ์สำนักงานร่วมสมัย
Samitaur Tower หอคอยวงแหวนชมศิลป์
หอข้อมูลรูปทรงแปลกตาอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของย่านเฮย์เดนแทร็กต์ ที่ตั้งใจออกแบบให้ตอบสนองทั้งการใช้งานภายในและสื่อสารกับเมืองผ่านฟาสาดอาคารไปพร้อมกัน พื้นที่ด้านในถูกจัดสรรไว้เป็นสำนักงานของบริษัทสื่อและออกแบบกราฟฟิก ขณะที่ผิวอาคารด้านนอกทำหน้าที่เป็นสื่อกลางนำเสนอข่าวสารและงานศิลปะหมุนเวียนให้ผู้คนที่ผ่านไปมา เพิ่มชีวิตชีวาให้กับหัวมุมถนนที่มีผู้สัญจรมากกว่า 30,000 คนต่อวัน
(W)rapper กลับในไว้นอก พาดคานล้อมอาคารต้านแผ่นดินไหว
(W)rapper อาคารสำนักงานแห่งใหม่โดย EOMA ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2023 และคว้ารางวัลด้านนวัตกรรมจากสาขาสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงสร้าง แนวคิดของอาคารแห่งนี้ถูกคิดไว้ตั้งแต่ปี 1998 ใช้เวลาพัฒนาหลายทศวรรษก่อนจะได้ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยคานเหล็กขนาดใหญ่โค้งพาดไขว้ไปมาบนฟาสาด เป็นที่มาของชื่ออาคาร “(W)rapper”
ตึกสำนักงานพื้นที่ 17,000 ตร.ม. สูงกว่า 71 เมตร ผังอาคารคล้ายรูปตัว T โค้งด้านหนึ่ง ความสูงแต่ละชั้นถูกออกแบบมาให้แตกต่างกัน ตั้งแต่ประมาณ 4 เมตร ไปจนถึง 7 เมตรที่มีชั้นลอยเพื่อตอบรับการใช้งานที่หลากหลาย คานเหล็กขนาดใหญ่ภายนอกเป็นมากกว่าเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักอาคารทั้งหลังทำให้ภายในปราศจากเสา ร่วมกับการแยกคอร์ไปอยู่ด้านนอกส่งผลให้สามารถใช้งานพื้นที่ภายในได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันในอนาคต
ตึกสำนักงานพื้นที่ 17,000 ตร.ม. สูงกว่า 71 เมตร ผังอาคารคล้ายรูปตัว T โค้งด้านหนึ่ง ความสูงแต่ละชั้นถูกออกแบบมาให้แตกต่างกัน ตั้งแต่ประมาณ 4 เมตร ไปจนถึง 7 เมตรที่มีชั้นลอยเพื่อตอบรับการใช้งานที่หลากหลาย คานเหล็กขนาดใหญ่ภายนอกเป็นมากกว่าเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักอาคารทั้งหลังทำให้ภายในปราศจากเสา ร่วมกับการแยกคอร์ไปอยู่ด้านนอกส่งผลให้สามารถใช้งานพื้นที่ภายในได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันในอนาคต
อีกหนึ่งหลักสำคัญของ EOMA คือออกแบบเพื่อความยั่งยืน โดยให้อาคารมีอายุใช้งานนานที่สุด (W)rapper จึงใช้ระบบ Base Isolated Foundation แยกฐานรากออกจากตัวอาคารเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว มอสระบุว่าอาคารหลังนี้สามารถทนแผ่นดินไหวได้มากกว่าอาคารทั่วไปถึงห้าเท่าเลยทีเดียว เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงเลือกใช้เหล็กแทนคอนกรีตเป็นโครงสร้างหลักของอาคาร จากนั้นจึงคุ้มโครงสร้างและองค์ประกอบภายนอกทั้งหมดด้วยวัสดุซีเมนต์กันไฟออกมาเป็นเส้นสายสีเทาตัดกับกระจกอันเป็นเอกลักษณ์
(W)rapper เป็นอาคารสูงแห่งแรกในชุดสามอาคารตามแผนฟื้นฟูเมือง “The New City” ของเมืองคัลเวอร์ซิตี้ ซึ่งอีกสองอาคารจะทยอยก่อสร้างในอนาคต ด้วนความยืดหยุ่นด้านการใช้งาน ความทนทานของโครงสร้าง และรูปลักษณ์เหนือกาลเวลาของ (W)rapper ทำให้ EOMA กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า (W)rapper คืออาคารหลังที่มีอายุการใช้งาน “ตลอดไป” เลยทีเดียว
EOMA ใช้เวลากว่าสามทศวรรษดำเนินตามแผนฟื้นฟูเมือง (Urban Revitalization) บุกเบิกเปลี่ยนแปลงย่านแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละอาคารผ่านการศึกษาบริบทอย่างลึกซึ้งและการทดลองออกแบบรูปลักษณ์อย่างพิถีพิถัน รูปทรงอาคารที่อาจดูแปลกตาจึงไม่ใช่เพียงความโดดเด่นทางสายตาเท่านั้น แต่คือผลสรุปที่ได้มาจากการวิจัยทางสถาปัตยกรรมสู่อาคารยั่งยืนที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม ทนทาน และสเปซภายในที่ยืดหยุ่นพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การวางแผนรอบคอบนี้เองที่ผลักดันให้ย่านเฮย์เดนแทร็กต์และเมืองคัลเวอร์ซิตี้เติบโตจนเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจแนวหน้าของแคลิฟอร์เนียในที่สุด
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance