บ้านไม้ริมคลองหนองจอก เมื่อสถาปัตยกรรมโอบกอดเราด้วยความเงียบสงบท่ามกลางป่าคอนกรีต
ออกแบบโดย ช่างเฮ็ดแบบ
เชื่อว่าใครหลายคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มาเนิ่นนาน คงมีช่วงเวลาที่หัวใจเรียกร้องหา “ความเงียบ” และอยากพาตัวเองหลีกหนีจากความวุ่นวายไปซ่อนตัวอยู่ในที่ที่เวลาเดินช้าลงบ้าง
ติดเพียงแต่เงื่อนไขของภาระหน้าที่และการงาน ที่ยังคงเป็นเชือกเส้นใหญ่ รั้งเราไว้ไม่ให้ไปไหนไกลจากเมืองหลวงได้ตามใจฝัน
ณ รอยต่อของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกอย่าง “หนองจอก” เรากลับพบคำตอบที่ตามหา พื้นที่ที่ธรรมชาติยังคงทำหน้าที่โอบกอดผู้คนอย่างซื่อตรง และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการวางรากฐานชีวิตในวัยเกษียณ หรือการมีบ้านตากอากาศสักหลังไว้ชุบชูจิตใจในวันหยุด กลายเป็นคำตอบในฐานะพื้นที่ชานเมือง (Suburban) ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น
และที่แห่งนี้ มีบ้านชั้นเดียวขนาด 260 ตารางเมตร หลังหนึ่ง ได้ซ่อนกายอยู่อย่างถ่อมตนท่ามกลางวงล้อมของสวนเกษตรและบึงบัว ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจที่หยิบจับ “ภูมิปัญญาพื้นถิ่น” มาเล่าใหม่ในบริบทปัจจุบันได้อย่างงดงาม ที่ได้รับการออกแบบโดย ช่างเฮ็ดแบบ
เราจึงขอหยิบยกบ้านหลังนี้เข้ามาในซีรีส์พิเศษ NEO LOCAL #บ้านนอกกรอบ “สถาปัตยกรรมท้องถิ่นร่วมสมัย ในวิธีคิดของคนยุคใหม่” เพื่อบอกเล่าพลังความคิดของสถาปนิกท้องถิ่น ที่ใช้องค์ความรู้ยุคใหม่มาผสานกับความเป็นพื้นถิ่นยุคเก่าได้อย่างลงตัว ให้ทุกคนได้รู้จักกัน
วางผังรับลม ชมวิวริมน้ำ
การผสานวิถีชีวิตปัจจุบัน สู่กลิ่นอายสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น
หัวใจหลักของการออกแบบบ้านหลังนี้คือการเคารพธรรมชาติ ตัวบ้านรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าถูกวางผังให้ “ขนานไปกับบ่อน้ำ” เพื่อเปิดรับมุมมองที่ดีที่สุดเข้าสู่ทุกพื้นที่ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก หรือพื้นที่รับประทานอาหารที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ เชื่อมต่อกับชานระเบียงและท่าน้ำ ให้ผู้อยู่อาศัยสัมผัสลมธรรมชาติเย็นสบายตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ สถาปนิกยังเลือกใช้เทคนิคการยกพื้นสูงกว่าดิน ตามแบบฉบับเรือนไทยเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ แฝงไว้ด้วยประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์ภูมิอากาศเขตร้อนชื้น การยกพื้นช่วยป้องกันความชื้นจากดินที่จะทำลายวัสดุ ป้องกันปัญหาปลวก และสัตว์เลื้อยคลานที่มักมากับสวนเกษตร อีกทั้งยังช่วยให้ลมสามารถพัดผ่านใต้ถุนบ้าน ช่วยระบายความร้อนไม่ให้สะสมอยู่ใต้พื้นอาคาร และที่สำคัญที่สุดคือการช่วยยกระดับสายตาของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ให้สามารถมองข้ามพุ่มไม้เตี้ยและเห็นวิวสวนเขียวขจีตัดกับผืนน้ำได้ชัดเจนและกว้างไกลยิ่งขึ้น
ทิศทางที่ถูกต้อง
เพื่อสภาวะอยู่สบายอย่างยั่งยืน
การจัดวางฟังก์ชัน (Zoning) ภายในบ้านหลังนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสุ่มวาง แต่ถูกคิดคำนวณมาอย่างละเอียดตามหลักทิศทางแดดและลม เพื่อให้บ้านหายใจได้ และอยู่สบายที่สุด
ทิศตะวันออก ถูกวางให้เป็นตำแหน่งของ ห้องนอน เพื่อเปิดรับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่มีวิตามินดีตามธรรมชาติ แสงแดดอุ่นๆ จะทำหน้าที่เป็นนาฬิกาปลุกให้ผู้อยู่อาศัยตื่นขึ้นมาพร้อมความสดใส ในขณะเดียวกัน เมื่อถึงช่วงบ่ายที่แดดร้อนจัด ทิศนี้จะกลายเป็นทิศที่ร่มเย็น ทำให้เมื่อถึงเวลานอน ผนังห้องจะไม่สะสมความร้อน ช่วยให้หลับสบายโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากเกินไป
ทิศตะวันตก สถาปนิกยกทิศที่ได้รับแดดบ่ายจัดๆ นี้ ให้เป็นพื้นที่ ครัวและส่วนซักล้าง เพื่อใช้ประโยชน์จากความร้อนของแสงแดดในการช่วยฆ่าเชื้อโรค ลดความอับชื้น และทำให้ผ้าแห้งไว โดยไฮไลท์สำคัญของการออกแบบในส่วนนี้คือการเลือกใช้ “ฝาไหล” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทยโบราณลักษณะคล้ายผนังไม้ซ้อนกันสองชั้นที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดช่องลมได้ มาช่วยในการระบายอากาศ ทำให้ลมพัดผ่านพาความร้อนและกลิ่นอาหารออกไปได้สะดวก แต่ยังคงความเป็นส่วนตัวจากภายนอก
ทิศใต้ พื้นที่พักผ่อนหลักของบ้านถูกจัดวางไว้ในทิศนี้ เพื่อรับ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่จะพัดพาความเย็นสบายมาสู่ตัวบ้านเกือบตลอดทั้งปี ประมาณ 8 เดือน การเปิดช่องเปิดขนาดใหญ่ในทิศนี้ ทำให้บ้านมีการหมุนเวียนของอากาศที่ดีเยี่ยม ลดการใช้พลังงาน และสร้างสภาวะน่าสบายให้กับสมาชิกในครอบครัวที่มาใช้เวลาร่วมกัน
ชานและท่าน้ำ
เชื่อมโยงวิถีริมน้ำที่เปลี่ยนผ่านภายในสู่ภายนอก
“ทางสัญจรหลักของบ้านหลังนี้อาจไม่ใช่ถนนหน้าบ้าน แต่คือพื้นที่ ชานและท่าน้ำ ต่างหาก”
ประโยคที่ชวนให้ฉุกคิดจากการพูดคุยกับสถาปนิกผู้ออกแบบ เผยให้เห็นหัวใจสำคัญของบ้านสวนหลังนี้ที่ไม่ได้ให้ค่ากับถนนคอนกรีต มากไปกว่าวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ
Transition Space ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้บ้านดูมีชีวิต คือการออกแบบพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างภายในและภายนอกให้ลื่นไหล โดยสถาปนิกให้ความสำคัญกับ “ชานระเบียงริมน้ำ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงส่วนประดับ แต่ถูกออกแบบให้ยื่นขยายออกมาจากห้องรับแขกโดยตรง ทำหน้าที่เป็น Semi-outdoor Living Area ขนาดใหญ่ รองรับทุกห้วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่การนั่งทอดอารมณ์ในยามบ่าย ไปจนถึงการสังสรรค์ใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืน
จากชานสู่ผืนน้ำ ความต่อเนื่องนี้ถูกส่งต่อไปยังท่าน้ำ ที่ค่อยๆ ลดระดับลงสู่บ่อน้ำเบื้องล่าง เป็นการดึงกิจกรรมทางน้ำให้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ฟื้นคืนจิตวิญญาณวิถีชีวิตริมคลองแบบไทย ให้กลับมาโลดแล่นและมีลมหายใจอีกครั้ง ในบริบทของการอยู่อาศัยสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
เสน่ห์ของวัสดุเก่า
และเรื่องเล่าในงานตกแต่งภายใน
ในเชิงโครงสร้างและสถาปัตยกรรม บ้านหลังนี้เลือกใช้โครงสร้างหลักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อความแข็งแรงคงทน ผสมผสานเข้ากับงานไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวล หลังคาทรงจั่วสูงมุงด้วยกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ ถูกออกแบบให้มีชายคายื่นยาวออกไปมากกว่าปกติเพื่อกันฝนสาดและบังแดด พร้อมทั้งปิดฝ้าเพดานด้วยไม้เนื้อแข็งตีเว้นร่อง เอียงตามองศาของจันทัน ซึ่งการออกแบบเช่นนี้จะช่วยให้มวลอากาศร้อนลอยตัวขึ้นสูงและระบายออกไปได้ดี ทำให้ภายในบ้านโปร่งโล่ง เย็นสบาย และไม่อึดอัดแม้ในวันที่อากาศร้อนจัด
ความน่าสนใจที่ทำให้บ้านหลังนี้มีชีวิตชีวา คือการนำ “ของเก่า” กลับมาเล่าเรื่องราวใหม่ ประตูไม้โบราณบานเฟี้ยมที่เต็มไปด้วยร่องรอยกาลเวลาถูกนำมาปัดฝุ่นและติดตั้งเป็นประตูทางเข้าหลัก สร้างความประทับใจแรกเห็น เฟอร์นิเจอร์ไม้ตัวเดิมของครอบครัวถูกนำมาจัดวางให้เข้าที่เข้าทางในมุมต่างๆ หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
อย่างโคมไฟที่ดัดแปลงมาจาก “ครกไม้โบราณ” รวมถึงการนำเครื่องมือการเกษตรเก่า เช่น คราด หรือ ไถ มาประดับตกแต่งผนัง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่ง แต่คือการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิม จิตวิญญาณชาวสวน เข้ากับการใช้งานสมัยใหม่ได้อย่างมีเสน่ห์และลงตัว
บ้านสวนริมคลองหนองจอก เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการออกแบบชีวิตที่เรียบง่ายแต่ยั่งยืน มุ่งเน้นความเข้าใจบริบทแวดล้อม (Context) เคารพธรรมชาติ และเข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อให้ได้บ้านที่อยู่เย็น ทางกาย และ อยู่สุขทางใจ ในแบบวิถีไทยร่วมสมัยอย่างแท้จริง
[ Project Credits ]
โครงการ: บ้านสวนชั้นเดียว
เจ้าของโครงการ: คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม
พื้นที่ใช้สอย: 260 ตารางเมตร
สถานที่: หนองจอก กรุงเทพมหานคร
ออกแบบ: ช่างเฮ็ดแบบ
ภาพ: ช่างเฮ็ดแบบ
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.