สถาปัตยกรรม “กินอากาศ” พื้นที่เรียนรู้ที่ปล่อยให้ธรรมชาติแทรกซึมทุกจังหวะการหายใจ
Designed by Studio PhaSarn
“มา มาบอกฉัน เอาความทุกข์ ที่เธอเก็บไว้ มา มาแบ่งกัน ให้เธอรู้ ไว้ว่านี่คือเสียง ที่รู้สึกข้างใน อยากจะรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ ตรงนี้มีรักที่รอคอยเธอ เมื่อลมที่พัดอากาศ ให้เธอได้สูดเข้าไป…”
นี่คือท่อนหนึ่งจากเพลง “อากาศ” ของ พี่โป้ Yokee Playboy ศิลปินโปรดของผม ที่ผมมักจะเปิดฟังเสมอในยามที่ต้องการความอภิรมย์ทางใจ ในวันที่โลกภายนอกมันหนักหนาจนอยากจะสูดหายใจลึกๆ ให้เต็มปอด
ผมจินตนาการเล่นๆ ว่า หากงานสถาปัตยกรรมสักชิ้นมีชีวิตและสามารถเอื้อนเอ่ยท่วงทำนองออกมาได้ อาคารตรงหน้าที่ผมกำลังยืนมองอยู่นี้ คงกำลังฮัมเพลงนี้ออกมาอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมผู้มาเยือน
เพราะท่อนที่ว่า “เมื่อลมที่พัดอากาศ ให้เธอได้สูดเข้าไป” นั้น มันช่างตรงกับจิตวิญญาณของสถานที่แห่งนี้เหลือเกิน… “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสีคิ้ว” หรือ “สวนชีวิตชีวา” (Cheewit Cheewa Home of Nature) ท่ามกลางความสงบงามของอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา บนผืนดินที่แนบชิดกับสายน้ำลำตะคองและทุ่งนาอันกว้างใหญ่ กลุ่มอาคารสีส้มอิฐได้แทรกตัวขึ้นมาอย่างนอบน้อม ไม่ใช่การประกาศศักดาเพื่อข่มทับธรรมชาติ แต่ดูเสมือนเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกับเส้นขอบฟ้าเดิม
งานชิ้นนี้คือผลลัพธ์ของการตกผลึกทางความคิดระหว่าง ดร.มาวิน ด่านกุล ผู้มีความฝันอยากเปลี่ยนทุ่งนาให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติแบบ Project Approach ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ “จากเมล็ดพันธุ์สู่จานอาหาร” และเพื่อนสนิทสมัยมัธยมอย่าง ผศ.ธีรชัย ลี้สุรพลานนท์ อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สจล. และ คุณฐิติพงษ์ พูลทอง ผ่านการทำงานร่วมกันในนาม Studio PhaSarn ผู้รับหน้าที่เปลี่ยนพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ให้กลายเป็นสเปซที่โอบกอดผู้คน
จาก “อากาศกิน” สู่ปรัชญาใหม่ของ
“สถาปัตยกรรมกินอากาศ”
ในแวดวงสถาปัตยกรรมไทย เรามักได้ยินครูบาอาจารย์พร่ำสอนถึงคำว่า “อากาศกิน” ศัพท์ช่างชั้นครูที่ว่าด้วยเรื่องของการแก้เกมทางสายตา เมื่อยอดอาคารพุ่งสูงขึ้นไปบนฟ้า มักจะถูกความสว่างของอากาศรอบข้าง “กลืนกิน” จนดูเล็กเรียวเกินจริง ช่างไทยจึงต้องปั้นแต่งส่วนยอดให้ใหญ่โตกว่าปกติเพื่อสู้กับอากาศ
แต่สำหรับที่นี่ ผู้ออกแบบได้พลิกกระดานความคิดเสียใหม่ จนเกิดเป็นนิยามที่ผมขอยกย่องว่าเป็นวาทกรรมทางสถาปัตยกรรมที่คมคาย นั่นคือ “สถาปัตยกรรมกินอากาศ”
ทำไมเราต้องสู้กับอากาศ? ในเมื่อสีคิ้วมีต้นทุนทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุดคือสายลมที่พัดผ่านตลอดปี สถาปนิกจึงเลือกที่จะไม่ขังตัวเองอยู่ในกล่องกระจกติดแอร์ แต่จงใจเปิดเปลือยระนาบของอาคารออก เพื่อเชิญชวนให้ “อากาศ” ไหลบ่าเข้ามาครอบครองพื้นที่ภายใน อาคารหลังนี้จึงเปรียบเสมือนปอดขนาดใหญ่ที่กำลังสูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ลมธรรมชาติทำหน้าที่พัดพาความร้อนออกไปและนำความเย็นสบายเข้ามาแทนที่ เป็นความเย็นที่เครื่องปรับอากาศราคาแพงก็มอบให้ไม่ได้ เพราะมันเจือไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นน้ำ และกลิ่นของฤดูกาล
ท่วงทำนองของรูปทรง
และความอ่อนน้อมต่อบริบทธรรมชาติ
ในมุมมองของผม ความงามของสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุด คือความงามที่ไม่ตะโกน และที่สวนชีวิตชีวาแห่งนี้ก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างไร้ที่ติ
รูปทรงของอาคารถูกออกแบบให้ทอดตัวยาวขนานไปกับพื้นดิน ใช้หลังคาทรงจั่วชายคาต่ำที่ดูถ่อมตนและเป็นมิตร สถาปนิกใช้เทคนิคการซ้ำของรูปทรง (Formal Repetition) มาสร้างจังหวะจะโคน ราวกับท่อนสร้อยของบทเพลงที่ย้ำเตือนความรู้สึก แต่เพื่อไม่ให้ท่วงทำนองนี้ราบเรียบจนน่าเบื่อ จึงมีการลูกเล่นด้วยการสลับทิศทางความลาดเอียงของหลังคา ให้ดูลื่นไหลเหมือนเกลียวคลื่นหรือทิวเขาที่โอบล้อมพื้นที่อยู่
และเพื่อให้บทเพลงนี้มีจุดพีคที่น่าจดจำ จึงมีการสร้างจุดนำสายตาบริเวณทางเข้าด้วยโครงสร้างระนาบแนวตั้งที่สูงเด่นขึ้นมา ทำหน้าที่เป็น Landmark คอยกล่าวคำ “ยินดีต้อนรับ” แก่ผู้มาเยือน เป็นความสมดุลระหว่างแนวนอนและแนวตั้งที่จัดวางมาอย่างแยบยล
สัจจะแห่งวัสดุ
ความดิบที่ปรุงแต่งด้วยกาลเวลา
สิ่งที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษคือการเลือกใช้วัสดุที่สะท้อน “สัจจะ” ของท้องถิ่น ผู้ออกแบบไม่ได้พยายามนำวัสดุหรูหราจากแดนไกลมาประดับประดา แต่กลับเลือกหยิบจับสิ่งใกล้ตัวมาเล่าเรื่องใหม่
อิฐแดง: การก่ออิฐโชว์แนวที่ประณีต ผสมผสานระหว่างอิฐขนาดปกติและอิฐอูทอง ให้ผิวสัมผัสที่หยาบกร้านแต่จริงใจ สีส้มอมแดงของมันสะท้อนแสงแดดยามเย็นได้อย่างงดงามราวกับภาพวาด
บล็อกช่องลม: ทำหน้าที่เหมือนม่านกรองแสงตามธรรมชาติ เปลี่ยนแดดจ้าให้กลายเป็นแสงนวลตา และสร้างลวดลายของเงาที่เคลื่อนไหวไปตามเวลา
ไม้เก่า: นี่คือพระเอกที่ทำให้งานชิ้นนี้สมบูรณ์ ไม้เก่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวถูกนำกลับมาใช้ใหม่ นอกจากจะเป็นการเคารพต่อธรรมชาติในแง่ความยั่งยืนแล้ว ร่องรอยแตกรานบนเนื้อไม้ยังช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของโครงสร้าง ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านที่คุณยายรอคอยลูกหลานกลับมา
เมื่อสถาปัตยกรรมเป็นเพียง “ตัวประกอบ”
ให้ธรรมชาติเป็น “ตัวเอก”
ในโลกที่มนุษย์พยายามเอาชนะธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี เรามักสร้างสภาวะสมมติที่แยกเราออกจากโลกภายนอก แต่ที่สวนชีวิตชีวา สถาปัตยกรรมเลือกที่จะถอยฉากออกมา เพื่อเป็น “ตัวกลาง” เชื่อมบทสนทนาระหว่างคนกับธรรมชาติให้กลับมาชัดเจนอีกครั้ง
การเปิดสเปซให้โล่งกว้างแบบกึ่งภายในกึ่งภายนอก ทำให้ทุกย่างก้าวของการใช้งาน เราจะถูกธรรมชาติ “โลมเลีย” ผ่านผัสสะต่างๆ ทั้งสายลมที่ปะทะผิว เสียงใบไม้ไหวที่กระทบโสตประสาท และแสงแดดที่อาบไล้สายตา เป็นการปลูกฝังความอ่อนโยนให้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้คนโดยไม่ต้องพร่ำสอน
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับผม สวนชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่ห้องเรียนหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่มันคือบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นด้วยอิฐ ไม้ และสายลม เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ความสุขที่แท้จริงอาจไม่ได้มาจากการปิดกั้นตัวเองในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่คือการที่เรายอมเปิดใจและเปิดโอกาสให้ลมหายใจของธรรมชาติ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจเรา…
เหมือนกับเพลงพี่โป้ที่ว่า “ตรงนี้มีรักที่รอคอยเธอ เมื่อลมที่พัดอากาศ ให้เธอได้สูดเข้าไป…” นั่นเอง
[ Project Credits ]