Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
ในปัจจุบัน อาคารบ้านเรือนไม่ถูกทุบทิ้ง ก็ถูกทิ้งร้าง แต่การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจที่สุดของสถาปัตยกรรม อาจไม่ได้เริ่มจากการสร้างสิ่งใหม่ หากแต่เป็น การมองเห็นสิ่งเดิม ในมุมมองที่ต่างออกไป
อาคารเก่าหลังนี้ เคยเป็นเพียงฉากหลังบ้านทั่ว ๆ ไปของย่าน แต่เมื่อได้ลองสัมผัสเเละตีความใหม่ เรื่องราวของที่นี่คือ การค้นหาความหมายของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างอดีตและปัจจุบัน ผ่านสถาปัตยกรรมที่ค่อย ๆ เชื่อมโยงผู้คนและความทรงจำเข้าหากัน
แรกเริ่มเดิมที ศูนย์การทำงานเพื่อสังคมเเห่งแรกของฟอร์ด ถูกจัดตั้งขึ้นที่เมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2557 หลังจากนั้นจึง เริ่มขยายเครือข่ายไปทั่วโลก และเดินทางมาถึงประเทศไทย ในปี 2562 ในนาม ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน กรุงเทพมหานคร (Ford Community Center – FCC) ย่านนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การดำเนินงานเพื่อสังคมของฟอร์ดแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก และเป็นหนึ่งในเครือข่ายทั้ง 6 แห่งทั่วโลก
ตลอดเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ดร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหากำไร และสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมเป็นจำนวนมาก จึงตระหนักถึงปัญหา ที่ย่านป้อมปราบมีอัตราเด็กและเยาวชนลดลงอย่างต่อเนื่อง ต่างจากสัดส่วนของผู้สูงอายุที่มีจำนวนมาก และส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง หรือในครอบครัวขนาดเล็ก จึงได้มีการขยาย พื้นที่ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาและเปิดโอกาสให้กับชุมชนมากยิ่งขึ้น
คุณมาลินา ปาลัสธีรา และ คุณธิตินาท ธรรมชูเชาวรัตน์ สถาปนิกทีมออกแบบ ดีไซน์-กว่า (Design Qua) เปลี่ยนบ้านที่พักอาศัยเดิมให้กลายเป็นศูนย์ชุมชน โดยออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก ในการปรับเปลี่ยนอาคารเก่าให้ตอบโจทย์การใช้งานปัจจุบันของชุมชน โดยไม่ต้องรื้อถอนหรือก่อสร้างใหม่ (Adaptive Reuse) เพื่อต่อยอดโครงสร้างที่มีอยู่ และสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมยุคทศวรรษที่ 1960 ไว้
อาคารหลังนี้เริ่มปรับเปลี่ยนกันตั้งเเต่ประตูทางเข้า โดยจากเดิมที่เคยอยู่ติดริมถนน กลายสลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่เดียวกันกับอาคารเดิมทั้งสอง ด้วยอาคารคอนกรีตสีเทา สลับกับหลังคาสีน้ำเงินสะดุดตา
ลอดเข้ามาที่ ชั้น 1 ในจุดนี้เดิมเคยมีผนังปูนปิดทึบรอบด้าน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่สาธารณะ สถาปนิกจำเป็นต้องลดความเป็นส่วนตัวของบ้านลง และสร้างช่องเปิดให้มากขึ้น แต่ยังคงคำนึงถึงความรู้สึกที่อบอุ่นเสมือนอยู่บ้านไว้ให้กับผู้สูงอายุ
ด้านหน้าสุดของอาคาร ได้รับการตกแต่งด้วยบล็อกกระจก สไตล์มิดเซ็นจูรี่ (Mid-Century) ที่ก่อเป็นทรงโค้ง ทำหน้าที่คล้ายกับเวที (Stage) ไปในตัว และรองรับกิจกรรมสร้างสรรค์ อย่างการเรียนการสอน หรืองานบุญต่าง ๆ ของชุมชนได้อย่างยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างบล็อกกระจกยังเเทรกด้วยหน้าต่างที่อยู่ต่ำ ที่สอดรับกับการสอดส่องในท่านั่ง ส่งเสริมให้เด็ก ๆ และผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ผ่านการนั่งมากขึ้น เป็นบรรยากาศที่ใกล้ชิดและเป็นกันเอง
นอกจากนั้นเเล้ว ความโปร่งโล่งยังเกิดจากการรื้อฝ้าเพดานยิปซัมบอร์ด และเผยให้เห็นผิวคอนกรีตเดิมที่ปรากฏลวดลายไม้จากแบบหล่ออย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มมิติและสัมผัสแห่งสัจจะวัสดุที่แท้จริง
ขณะเดียวกัน พื้นที่ครัวเก่าบริเวณด้านหลัง ถูกเนรมิตให้เป็น ครัวชุมชนขนาดใหญ่ ที่มีสวนผักและพืชสมุนไพร เป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชน รองรับการประกอบอาหารได้มากกว่า 100 ที่ ช่วยยกระดับการกระจายอาหาร และการดำเนินงานในคาเฟ่ของอาคารเดิม
ขึ้นบันไดหน้าทางเข้าอาคารมาที่ ชั้น 2 จะพบกับ ห้องเวิร์คช็อป ที่มองเห็นทัศนวิสัยด้านหน้าอาคาร และแนวถนน จากกระจกที่เจาะใหม่ให้รับแสงธรรมชาติมากขึ้น และเสียงจากภายนอกที่เล็ดลอดเข้ามาเล็กน้อย กลับกลายเป็นเสน่ห์ ที่เชื่อมโยงภายในกับชีวิตของย่านได้อย่างแผ่วเบา
การออกแบบทำให้ยืดหยุ่นพร้อมรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย (Multi-purpose) ผ่านการจัดวางองค์ประกอบอย่างเรียบง่าย แต่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ อีกทั้งยังเลือกใช้เทคนิคการจัดแสงแบบสปอตไลต์ เพื่อเน้นบรรยากาศของการใช้งาน โดยในปัจจุบันใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าขึ้นชื่อในชุมชน ยกตัวอย่าง พัดสานสีสดใสทำมือ (Hand Craft Hand) ร้านนงลักษณ์ และกระจกแปรรูป (Processed Glass) จากร้านเจริญพรรณ
ถัดมาในส่วนพื้นที่ด้านหลัง หรือห้องที่อยู่ติดกันนี้ ถูกจัดวางให้เป็น ห้องสมุดชุมชน ในบรรยากาศอบอุ่นเอื้อต่อการเรียนรู้ ทันทีที่ก้าวเข้ามา แสงธรรมชาติที่สาดส่องผ่านหน้าต่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสบานใหญ่ ชวนให้เรารู้สึกสดชื่นสว่างไสว และเปิดมุมมองออกไปยังอาคาร Bangkok 1899
นอกจากนี้ ยังมีการนำเฟอร์นิเจอร์จากอาคารดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ เป็นนัยสำคัญของสถาปัตยกรรมเก่าในย่าน ที่ยังอยู่เคียงข้างไปกับอาคารที่สมัยใหม่อย่างกลมกลืน เช่นเดียวกันกับฝ้าเพดานที่ถูกรื้อออก เผยให้เห็นพื้นไม้แดงเก่าแก่ ที่ส่งเสียงเเผ่วเบาเมื่อมีการเคลื่อนไหว ราวกับเป็นสัญญาณที่อ่อนโยนว่ายังมีผู้อื่นใช้งานพื้นที่ร่วมกันอยู่ เป็นความอบอุ่น แม้ยามที่อยู่ลำพัง
ขณะเดียวกัน สถาปนิกยังได้ทิ้งท้าย ความเป็นไปได้ในอนาคตไว้ให้พวกเราได้ตื่นเต้น ด้วยพื้นที่กิจกรรมใหม่ที่กำลังปรับปรุง ให้สามารถเปิดออกไปปลูกต้นไม้ที่ระเบียงได้ ทั้งบำบัดและการเยียวยาจิตใจไปพร้อมกัน
ขึ้นมาถึง ชั้น 3 ซึ่งถือเป็นจุดที่เงียบสงบและอยู่บนสุดของอาคาร จึงเหมาะสำหรับกิจกรรมที่ต้องการใช้สมาธิและความเป็นส่วนตัว โดยแบ่งออกเป็นสามห้อง ได้แก่ สำนักงาน พื้นที่ฝึกอบรมของมูลนิธิสติ และห้องให้คำปรึกษา สำหรับเด็ก การออกแบบยังคงพึ่งพาแสงธรรมชาติเป็นหลัก ควบคู่กับการรักษาบรรยากาศอันอบอุ่นผ่อนคลายคล้ายกับอยู่บ้าน ช่วยให้ความรู้สึกปลอดภัยที่จะนำไปสู่การเปิดใจให้คำปรึกษา
ระเบียงและเชิงชายที่ยื่นยาวแบบบ้านสมัยเก่า ช่วยสร้างร่มเงาให้กับตัวอาคาร ทำให้ภายในห้องเย็นสบาย สามารถเลือกใช้พัดลมแทนเครื่องปรับอากาศได้ตามโอกาสอย่างเหมาะสม พร้อมกันนี้ ยังมีการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดการอยู่อาศัยที่เรียบง่ายและยั่งยืน
เมื่อสถาปัตยกรรมแล้วเสร็จ อาคารเก่าหลังนี้สร้างความประหลาดใจให้กับฟอร์ดและทีมสถาปนิกอย่างยิ่ง เพราะศูนย์ชุมชนแห่งนี้ กลายเป็นเสมือน สะพาน ที่เชื่อมผู้คนหลากหลายวัยเข้าหากัน อาคารแห่งนี้จึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องรื้อทิ้งหรือสร้างขึ้นใหม่ หากแต่ปรับตัวตอบรับบริบทของยุคสมัยอย่างงดงาม ทั้งยังคงรักษาไว้ซึ่งกายภาพของโครงสร้างเดิม ควบคู่ไปกับนามธรรมของความทรงจำและเรื่องราวในอดีต
สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรม แต่คือ ความยั่งยืนของสถานที่
และหัวใจของผู้คนที่ยังคงผูกพัน หล่อเลี้ยงความหมายของพื้นที่แห่งนี้ต่อไป …
Ford Community Center
Location: Nakhon Sawan Rd, Wat Sommanat, Bangkok. Thailand.
Architecture : Design Qua
Photography: Ford Philanthropy
นักผจญภัย จูงมือผู้อ่านผ่านตัวหนังสือไปสู่โลกแห่งการออกแบบ
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance