The Floating Garden House
พื้นที่เก็บความทรงจำ ที่ยังคงเติบโตดั่งรากต้นไม้

สำหรับผู้สูงอายุ บ้านมักหมายถึง ตัวตน ความคุ้นเคย และความปลอดภัย การย้ายจากบ้านหลังเก่าคงเป็นอีกหนึ่งเรื่องยาก ๆ ในชีวิตของผู้ใหญ่หลายคนเลยทีเดียว เพราะบ้านนั้น อาจเป็นเสมือนหลักฐานของชีวิตที่ผ่านมา …

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10 % และอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของประชากรทั้งประเทศ ในฐานะสถาปนิกและนักออกแบบ สิ่งนี้สะท้อนให้เราตระหนักถึง โครงสร้างสังคม และบริการสาธารณะที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณให้มากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นจากสถานที่ที่ผู้สูงอายุใช้เวลามากที่สุด คือ ที่อยู่อาศัย

เมื่อวันหนึ่งที่เราแก่ชราลง บ้าน … จะยิ่งมีความหมาย

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของบ้านหลังนี้ ทำให้เรานึกถึงฉากหนึ่งในภาพยนตร์ไทยเรื่อง ความจำสั้น แต่รักฉันยาว ที่กำกับโดย ยงยุทธ ทองกองทุน ที่มีตัวละครผู้สูงอายุอย่าง ลุงจำรัส กับต้นชมพูมะเหมี่ยว ต้นไม้ต้นนี้เป็นเสมือนตัวแทนของความทรงจำและช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับคนรัก เมื่อถึงวันที่ลุงจำรัสต้องย้ายออกจากบ้าน ต้นไม้ที่เคยผูกพันจึงถูกทิ้งไว้

ต่อมา ตัวละคร เก่ง และ ฝ้าย จึงช่วยกันย้ายต้นชมพูมะเหมี่ยวนั้นมายังบ้านใหม่ของลุงจำรัส แม้จะต้องตัดรากบางส่วนและย้ายมันออกจากที่เดิม แต่ท้ายที่สุด ต้นไม้ต้นนี้ก็ยังสามารถตั้งตัวและกลับมาออกดอกอีกครั้ง ราวกับเป็นสัญญาณว่า ความทรงจำและความผูกพันไม่ได้หายสาบสูญไปพร้อมกับสถานที่เดิม

The Floating Garden House For The Senior บ้านสามชั้น สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้ระเบียงเป็นสวนลอย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านพระรามเก้า กรุงเทพฯ สร้างบนที่ดินขนาดกะทัดรัด 70 ตารางวา ออกแบบโดย คุณจุลสมโณ พงษ์เสฐียร และทีมสถาปนิกจาก FLAT12x 

โจทย์สำคัญตั้งต้นของบ้านหลังนี้ คือ ความรู้สึกของเจ้าของบ้าน ที่ยังผูกพันกับพื้นที่บ้านหลังเก่า คำถามคือ เราจะทำอย่างไร ไม่ให้การเริ่มต้นใหม่เป็นเรื่องยาก และบ้านที่เล็กลงนี้ จะกว้างขึ้นทางความรู้สึกได้สักแค่ไหน ?

สถาปนิกแก้ปัญหาพื้นที่ขนาดจำกัด ด้วยการแบ่งพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าให้กลายเป็นผังรูปตัวแอล (L) สูง 3 ชั้น และมีระเบียงสำหรับปลูกต้นไม้ โดยในแต่ละชั้นใช้ระบบ Open Plan อันมีหลักสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ เปิดโล่ง เชื่อมต่อกัน และมองเห็นซึ่งกันและกันได้ง่าย

ผ่านรั้วสีขาว เข้ามายังลานจอดรถ จะพบกับสวนน้ำตก ที่ถูกจัดวางไว้อยู่ในส่วนเว้าของตัวแอล และลานกลางแจ้งที่ตรงกับระเบียงชั้นสอง ที่ถูกเจาะช่องเปิดให้ต้นไม้ได้เติบโต เข้ามาใน ชั้นที่หนึ่ง จะพบกับห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องครัว ที่สามารถเดินทะลุถึงกันได้ (Flowing Space) ลดสิ่งกีดขวางอย่างผนังและประตู เพื่อให้เส้นทางการเดินนั้นกว้างขวาง รวมถึงเตรียมทางลาด (Slope) เผื่อแผ่ถึงในอนาคต ที่อาจต้องใช้วอคเกอร์ หรือวีลแชร์

เมื่อบ้านมีหลายชั้น การขึ้น-ลงบันไดบ่อย ๆ จะเป็นภาระต่อผู้สูงอายุ ก่อนเดินทางขึ้นชั้นต่อไป สถาปนิกจึงสร้าง “จุดพัก” สำหรับนั่งเล่นรับเเสงธรรมชาติ ในบริเวณติดบันได เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มจากบันไดที่ยาวต่อเนื่อง กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลาง สำหรับครอบครัวใช้งานร่วมกัน ไปโดยปริยาย

ชั้นสอง ประกอบด้วยห้องนอน 2 ห้อง ที่มาพร้อมพื้นที่สีเขียวของตัวเอง ให้ชีวิตประจำวันได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติได้อย่างที่เคยอยู่ในบ้านเก่า เริ่มต้นทางริมซ้าย ห้องนอนนี้สามารถเชื่อมต่อออกไปยังระเบียง ที่มีการเจาะช่องเปิดสำหรับต้นไม้ ที่เราได้เห็นกันตั้งเเต่ในชั้นหนึ่ง และห้องนอนที่สองทางด้านขวา ที่มาในรูปแบบของสวนกระถาง กับระเบียงฝั่งที่หันออกหน้าบ้าน จะเป็นสวนกระบะ ที่ต้นไม้สามารถสูงทะลุขึ้นไปถึงชั้นสามได้อีก 

หากเราเข้าไปอยู่ภายในห้องนอนห้องใดห้องหนึ่ง เเละมองออกมาทางระเบียง จะสามารถมองเห็นซึ่งกันเเละกันกับห้องนอนอีกห้องได้ แต่ยังคงความเป็นส่วนตัว ผ่านต้นไม้และแผ่นบังตาอะลูมิเนียมลายไม้

และชั้นสุดท้าย ชั้นสาม ที่ยังคงฟังก์ชันการใช้งานคล้ายเดิม คือ ห้องนอน และส่วนกระถางของชั้นสองที่สูงขึ้นมายังชั้นสาม จะสังเกตได้ว่า ทุกชั้นจะมีพื้นที่ที่เชื่อมต่อกันในเเนวตั้ง เช่น ต้นไม้ที่สูงทะลุขึ้นไปอีกชั้น  (Vertical Continuity) เทคนิคนี้ช่วยสร้างความรู้สึก ว่าบ้านของเรากำลังสูงขึ้น แต่ไม่ตัดขาดจากกันเป็นชั้น ๆ ไป

นอกจากนั้นเเล้ว ระเบียงที่จัดวางให้เหลื่อมกันเล็กน้อย ยังช่วยกันแดด-กันฝนให้ตัวบ้าน ลดความร้อนที่กระทบกับผนัง ห้องด้านในจึงเย็นขึ้น ด้วยวิธีธรรมชาติและยั่งยืน (Tropical Architecture)

ย้อนกลับมาที่งานตกแต่งภายใน สถาปนิกและเจ้าของบ้าน ร่วมมือกันรักษาบรรยากาศของชีวิตเดิม ผ่านเฟอร์นิเจอร์ และวัสดุหลายชิ้นที่ถูกนำไปซ่อมแซมกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ตั้งเเต่โต๊ะ เก้าอี้ ในห้องรับประทานอาหารชั้นหนึ่ง และเตียงนอน ไปจนถึงพื้นบ้านไม้เก่า ที่ยังเก็บความอบอุ่นเเละเรื่องราวของครอบครัวไว้อย่างเดิม

หากมองจากภายนอก บ้านหลังนี้มีองค์ประกอบหลักที่เรียบ คม และเป็นเรขาคณิต จากหลังคาแผ่นใหญ่ เสากลมสีขาว และระเบียง การนำผนังไม้เก่าจากบ้านเดิมเข้ามาตกแต่ง จึงลดความเเข็งของบ้านลง แต่โดดเด่น ด้วยไม้ที่ตัดกับสีขาวของโครงสร้าง เกิดเป็นสมดุลของบรรยากาศอันอบอุ่น

ในอีกแง่หนึ่ง เรามองว่า สวนบนระเบียงที่ยังเขียวสด บ่งบอกให้รู้ว่า บ้านหลังนี้ยังมีการดูแลอยู่อย่างสม่ำเสมอ ต้นไม้ที่เติบโตสวยงาม จึงกลายเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ของชีวิตที่ยังดำเนินอยู่ภายในบ้าน แม้จะมองจากภายนอกก็ตาม

บ้านหลังนี้ได้ถ่ายทอดสถาปัตยกรรมแห่งความทรงจำไว้อย่างงดงาม ผ่านเฟอร์นิเจอร์เดิมและต้นไม้ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้อยู่อาศัย ชี้ให้เห็นถึงคำตอบสำคัญของสังคมสูงวัยในปัจจุบัน ว่าแท้จริงแล้ว สถาปัตยกรรมไม่ได้มีหน้าที่เพียงรองรับการใช้งาน หรือแก้ปัญหาทางกายภาพของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในบริบทของสังคมไทย อาจรวมไปถึงปัญหาความโดดเดี่ยว การสูญเสียพื้นที่อันคุ้นเคย และการขาดความรู้สึกที่เป็นเจ้าของในชีวิตตนเองด้วย

สถาปัตยกรรมจึงควรทำหน้าที่มากกว่าบ้าน แต่ต้อง คงการใช้ชีวิตแบบเดิมไว้ให้ได้
รักษาความทรงจำและอัตลักษณ์ของตนเอง รวมถึงเชื่อมโยงกับธรรมชาติและผู้คนรอบตัวไว้ไม่ให้ถูกตัดขาด

เพราะบ้านที่ดี ไม่ใช่เพียงสถานที่ที่ อยู่ได้ หรือปลอดภัยที่สุดเท่านั้น

แต่คือการออกแบบที่ยังคงชีวิตของผู้อาศัย และรักษาให้ดำเนินต่อไป

4396 Residence

Location: Rama9, Bangkok. Thailand.

Architecture & Interior Design: FLAT12x

Photography: DOF Skyground

Writer
Picture of Siriava Thongtour

Siriava Thongtour

นักผจญภัย จูงมือผู้อ่านผ่านตัวหนังสือไปสู่โลกแห่งการออกแบบ

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading