Brand New Landscape หนังที่ว่าด้วยเรื่อง “ความย้อนแย้งของชีวิตสถาปนิก”
ทำงานหนัก สร้างสเปซที่ดีเพื่อโลก แต่ละเลยสเปซให้ครอบครัว

 “พ่อของเขาคือสถาปนิกชื่อดังของญี่ปุ่น สร้างโตเกียวมุมอบอุ่นที่หลายล้านคนต่างหลงรัก

แต่ทำไม…. ระยะความรักของเรา กลับไม่ง่ายเหมือนการออกแบบเมือง”

ลองจินตนาการถึงชายผู้เป็นสถาปนิกระดับ Master ที่ใครๆ ต่างนับหน้าถือตา เขารู้วิธีคำนวณองศาของแสงแดดที่ตกกระทบ เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกอบอุ่น เขารู้ว่าต้องเว้นระยะห่างของเสาและสเปซเท่าไหร่ เพื่อให้ผู้คนไม่อึดอัด เขาสามารถออกแบบพื้นที่สาธารณะที่โอบรับคนนับล้านให้ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างลงตัว

แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายคนเดียวกันนี้กลับไม่รู้เลยว่า… ต้องเว้นระยะห่างแค่ไหน ลูกๆ ถึงจะไม่อึดอัด และต้องใช้สเปซแบบไหน ครอบครัวถึงจะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แท้จริง

ภาพยนตร์เรื่อง Brand New Landscape ภาพยนตร์เดบิวต์ของผู้กำกับชาวญี่ปุ่นวัย 26 ปี ยุอิกะ ดันซึกะ ที่ไปไกลถึงเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่เน้นการวิพากษ์ “ความย้อนแย้ง” ของคนทำงานออกแบบได้อย่างน่าสนใจ และเป็นอินไซต์จริงๆ ของสถาปนิก ที่ต้องทำงานหนักเพื่อแลกมาซึ่งทุกอย่างในชีวิต

เล่าเรื่องย่อให้ฟังสั้นๆ “นี่คือเรื่องราวของฮาจิเมะ สถาปนิกและนักออกแบบภูมิทัศน์ชื่อดัง กับช่วงชีวิตหลังจากสูญเสียภรรยาไป เขาเลือกที่จะหนีความเจ็บปวดและความล้มเหลวในฐานะหัวหน้าครอบครัว เขาเก็บกระเป๋า บินไปเปิดออฟฟิศที่สิงคโปร์ ทิ้ง เร็น ลูกชาย และ เอมิ ลูกสาว ไว้เบื้องหลัง เลือกที่จะฝังกลบปัญหาความสัมพันธ์ไว้ใต้กองแบบแปลน และชดเชยมันด้วยการทำงานหนักเพื่อสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้”

“10 ปีผ่านไป ฮาจิเมะกลับมาคุมโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ในโตเกียว และโชคชะตาก็นำพาให้ เร็น ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพนักงานขับรถส่งดอกไม้ ต้องมาส่งของให้พ่อตัวเองที่ออฟฟิศ การเจอหน้ากันในรอบหลายปี ท่ามกลางเมืองที่เปลี่ยนไป นำมาสู่การตั้งคำถามถึงการที่สั่นคลอนหัวใจของสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่คนนี้”

ชวนมองประเด็น The Architect Paradox ความย้อนแย้งของชีวิตสถาปนิก 

สถาปนิกคืออาชีพที่เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่า ให้กลายเป็นความเป็นไปได้ แต่ภายใต้ความเก่งกาจนั้น กลับมีตลกร้ายที่น่าเจ็บปวดซ่อนอยู่ หนังเรื่องนี้โยน 3 คำถามสำคัญที่จะกระแทกใจคนทำงานหนักทุกคนให้หยุดคิด

#ประเด็นที่หนึ่ง สร้างตึกให้ชีวิตคนดีขึ้นได้ แต่ปล่อยให้ความสัมพันธ์พังทลาย ? 

ในไซต์ก่อสร้าง ฮาจิเมะ คือคนที่ควบคุมได้ทุกอย่าง โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของเขาเพอร์เฟกต์ทุกตารางนิ้ว แต่เขากลับเย็นชาต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง เขาเลือกที่จะโฟกัสแค่ “ความสวยงามของตึก” จนละเลย “ความรู้สึกของคน” ซึ่งจริงๆ แล้ว มันอาจจะเป็นแค่การหนีปัญหา มาซ่อนตัวอยู่ในโลกของการทำงาน โลกที่เขาสั่งการได้ทุกอย่าง ยกเว้นหัวใจของลูกตัวเอง 

#ประเด็นที่สอง ทุบตึกเก่าทิ้งเพื่อสร้างใหม่ได้ แต่ทำไมเรารีเซ็ตความสัมพันธ์ไม่ได้ ? 

หนังเปรียบเทียบการเติบโตของลูกๆ กับการสร้างเมืองใหม่ได้อย่างเจ็บปวด เอมิ กำลังจะแต่งงาน แต่ลึกๆ กลับกลัวการมีครอบครัว ส่วน เร็น ก็เลือกที่จะสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมผูกพันกับใคร

ในโลกของการทำงาน ถ้าตึกเก่าพัง เราก็แค่ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ ทับลงไปได้ทันที แต่ในชีวิตจริง บาดแผลในใจของลูกๆ มันลึกเกินกว่าจะเอาคอนกรีตมาเทกลบได้ ต่อให้พ่อจะประสบความสำเร็จระดับโลกแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อเวลา 10 ปีที่เสียไปคืนมา หรือเสกครอบครัวที่พังไปแล้วให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ในพริบตา

#ประเด็นที่สาม สเปซที่ล้ำสมัยที่สุด กลับเป็นพื้นที่ ที่เหงาที่สุด ? 

การใช้สเปซเล่าเรื่องแทนคำพูด ผู้กำกับเลือกที่จะไม่ซูมหน้าตัวละครใกล้ๆ เพื่อขยี้อารมณ์ แต่เลือกถ่ายมุมกว้างให้เราเห็นช่องว่างระหว่างตัวละครในฉากเดียวกัน ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงความเหินห่างที่ต่อกันไม่ติด

นี่คือภาพยนตร์ที่จะตั้งคำถามกับคนที่ทำงานหนัก เสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นสมดุลชีวิตที่พังทลาย หนังตั้งคำถามให้เราฉุกคิดว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก จะมีความหมายอะไร? หากในวันนั้น คนที่เรารักที่สุดไม่ได้มีพื้นที่ยืนอยู่ข้างๆ เรา

ภาพยนตร์เข้าฉาย 16 เมษายน 2026 นี้ ในโรงภาพยนตร์ สถาปนิก นักออกแบบ คนทำงานดีไซน์ ไม่ควรพลาดภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ

Picture of Supakorn Thepvichaisinlapakun

Supakorn Thepvichaisinlapakun

สถาปนิกที่เชื่อว่าพลังของการสื่อสาร สามารถขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้
Writer