ZOON House เคารพธรรมชาติ
ผ่านปรัชญา Wabi-Sabi ริมลำธารดอยสะเก็ด

“สายน้ำไหล… ไม่เคยคิดเปลี่ยนทางหิน สร้างบ้านบนผืนดิน… ไม่จำเป็นต้องฝืนธรรมชาติ เพียงถ่อมตน

โอนอ่อน และเรียนรู้ ความเรียบง่ายก็จะกลายเป็น… สุนทรียภาพที่ยั่งยืน” 

ปรัชญาที่แสนเรียบง่ายนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่นามธรรม แต่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการสร้างบ้านบนผืนดินที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริง อย่างในที่ดินริมติดลำธาร ในอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ผืนนี้ของ ZOON House ผลงานการออกแบบจาก INLY STUDIO ที่มาพร้อมกับความท้าทายของภูมิประเทศที่เป็นเนินสโลป และกระแสน้ำหลากที่ค่อนข้างแรงในช่วงฤดูฝน

ด้วยเงื่อนไขทางธรรมชาติที่ซับซ้อนเช่นนี้ ทำให้การออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “เราจะเอาชนะธรรมชาติได้อย่างไร ?” แต่เปลี่ยนเป็นการค้นหาคำตอบว่า “เราจะอยู่ร่วมกับบริบทเหล่านี้อย่างถ่อมตัว และงดงามที่สุดในรูปแบบไหน ?”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของงานออกแบบที่เลือกใช้ความเรียบง่าย ความตรงไปตรงมา และสุนทรียภาพของความไม่สมบูรณ์แบบ มาเป็นแกนกลางในการรังสรรค์สเปซพักอาศัย

วันนี้ เราจึงอยากพาทุกท่านมาสัมผัสบ้านหลังนี้ในซีรีส์พิเศษ NEO LOCAL #บ้านนอกกรอบ “สถาปัตยกรรมท้องถิ่นร่วมสมัย ในวิธีคิดของคนยุคใหม่” เพื่อร่วมกันถอดรหัสกระบวนการทำงาน ที่พลิกเอาข้อจำกัดของพื้นที่ ให้กลายมาเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์กันครับ

Humble Architecture ถ่อมตัวและโอนอ่อนตามผืนดิน

เมื่อโจทย์แรกของการเผชิญหน้ากับบริบท คือผืนดินในอำเภอดอยสะเก็ดที่มีลักษณะเป็นเนินสโลปเทลาดเอียงลงสู่ลำธาร ประกอบกับธรรมชาติของพื้นที่ที่มีกระแสน้ำหลากค่อนข้างแรงในช่วงฤดูฝน วิธีการแก้ปัญหาที่มักพบเห็นได้ทั่วไปคือการปรับระดับหน้าดินให้ราบเรียบ เพื่อให้ง่ายต่อการก่อสร้าง

แต่สำหรับ ZOON House สถาปนิกจาก INLY Studio เลือกหนทางที่ต่างออกไป พวกเขาเลือกที่จะไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่ทำลายชั้นดินเดิม และไม่เข้าไปขัดขวางทิศทางการไหลของน้ำหลาก การออกแบบจึงเริ่มต้นด้วยความเคารพต่อ Contour ของพื้นที่ โดยใช้วิธีกำหนดระดับอ้างอิงของอาคารจากจุดที่สูงที่สุดบนที่ดินเดิมเป็นแกนหลัก แล้วปล่อยให้โครงสร้างของตัวบ้านค่อยๆ ทอดตัวและแตะลงบนผืนดินอย่างแผ่วเบาที่สุด เพื่อรักษาระบบนิเวศดั้งเดิมเอาไว้

จากความพยายามที่จะรักษาระดับดินเดิม นำมาสู่การแก้ปัญหาที่กลายมาเป็นเสน่ห์สำคัญของบ้าน นั่นคือ Sequence การเข้าถึงสเปซ สถาปนิกออกแบบการเดินเข้าสู่อาคาร ให้กลายเป็นการเดินทางที่ผู้ใช้งานต้องค่อยๆ ก้าวเดินไล่ระดับลดหลั่นลงมาผ่านงานฮาร์ดสเคป ที่ออกแบบสัดส่วนของขั้นบันไดและชานพักให้กว้างและราบเรียบกว่าปกติ

นอกจากนี้ การเลือกใช้กรวดหินโรยตามทางเดินและพื้นที่โดยรอบ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เชื่อมโยงความรู้สึกทางสายตาให้กลมกลืนไปกับโขดหินในลำธารเท่านั้น แต่ในทางสถาปัตยกรรม เสียง “กรอบแกรบ” ยามฝีเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นกรวด ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนสวิตช์ที่คอยดึงสติของผู้มาเยือน สัมผัสที่ไม่เรียบเนียนบังคับให้เราต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังขึ้น

มันคือกลไกทางความรู้สึกที่สถาปนิกจงใจออกแบบมาเพื่อชะลอจังหวะทั้งฝีเท้าและลมหายใจที่เร่งรีบ ให้ค่อยๆ ผ่อนคลายและช้าลง เป็นการชำระล้างความวุ่นวายจากโลกภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง ก่อนที่ร่างกายและจิตใจจะก้าวล่วงเข้าสู่พื้นที่แห่งความสงบภายในตัวบ้านอย่างแท้จริง

Wabi-Sabi สัจจะวัสดุและความงามในความไม่สมบูรณ์

บางครั้ง ข้อจำกัดก็เป็นตัวกำหนดทิศทางความงามในรูปแบบที่คาดไม่ถึง… ด้วยโลเคชันที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ การขนส่งวัสดุก่อสร้างที่ซับซ้อนขึ้นมาบนหน้างานจึงมีต้นทุนที่สูงลิ่ว สถาปนิกจึงพลิกแพลงโจทย์นี้ โดยหันกลับมามองสิ่งที่เรียบง่ายและหาได้ใกล้ตัว ด้วยการหยิบใช้วัสดุพื้นฐานที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และสอดรับกับทักษะของช่างฝีมือทั่วไปในพื้นที่ มาเป็นพระเอกหลักของงาน

แทนที่จะฉาบทับหรือตกแต่งให้เนี้ยบกริบ สถาปนิกเลือกที่จะเปลือยตัวตนของสถาปัตยกรรมผ่านแนวคิด “สัจจะวัสดุ” ปล่อยให้วัสดุได้ทำหน้าที่และแสดงออกถึงเนื้อแท้ของมัน เกิดเป็นการจับคู่ที่ลงตัวระหว่าง บล็อกคอนกรีตสีเทาที่ดูดิบกระด้างและหนักแน่น ตัดสลับกับผิวสัมผัสของไม้อัดสักที่มอบมวลความอบอุ่นละมุนตา โดยมีโครงสร้างเหล็กเส้นสายโปร่งเบาเข้ามาช่วยลดทอนความทึบตันของตัวอาคาร

ความน่าสนใจคือ งานออกแบบชิ้นนี้ไม่ได้พยายามส่งเสียงเรียกร้องความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และไม่ได้พยายามใช้คิ้วบัวมาปกปิดร่องรอยการทำงานของช่าง แต่กลับโอบกอดปรัชญา Wabi-Sabi ที่มองเห็นความงามตามธรรมชาติในความไม่สมบูรณ์

ทุกรอยต่อที่อาจไม่เนียนตา ทุกความหยาบของพื้นผิวบล็อกคอนกรีต หรือแม้แต่สีสันของไม้ที่อาจไม่สม่ำเสมอกัน ล้วนทำหน้าที่สร้างมิติทางแสงและเงา ประกอบร่างกันเป็นสเปซที่ให้บรรยากาศผ่อนคลาย เป็นกันเอง ไม่ประดิษฐ์ประดอยจนเกินงาม… กลายเป็นความธรรมดาที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยได้ทิ้งตัวลงพักผ่อนอย่างแท้จริง

“ลอน INLY” ผืนหลังคา 30 เมตรที่ท้าทายขีดจำกัดธรรมชาติ

สิ่งที่เป็นภาพจำสำคัญของ ZOON House คือเส้นสายแนวราบของผืนหลังคาที่พาดยาวขนานไปกับตัวอาคารและลำธาร สถาปนิกจงใจกดสัดส่วนของหลังคาให้ต่ำและทอดตัวยาว เพื่อสร้างมวลความรู้สึกที่นิ่ง สงบ และถ่อมตัว ไม่ตั้งตระหง่านหรือตะโกนข่มบริบทแวดล้อมและเพื่อนบ้านข้างเคียง

แต่ในโลกของงานออกแบบที่มองหาสุนทรียภาพใหม่ๆ เสมอ ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่ต้องการความเฉพาะตัว มักไม่ได้มาในรูปแบบสำเร็จรูป เมื่อดีไซเนอร์ต้องการสเปซที่ดูเรียบ คลีน และเป็นเส้นสายเดียวกัน ข้อจำกัดของรูปลอนเมทัลชีทมาตรฐานในตลาดจึงไม่อาจตอบสนองภาพในหัวได้ทั้งหมด นำมาสู่ความต้องการที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ

โจทย์นี้ต้องการทั้งความคิดสร้างสรรค์และวัสดุที่ไว้ใจได้ โปรเจกต์นี้จึงเลือกใช้แผ่นเหล็กเคลือบสีคุณภาพสูงจากแบรนด์ BlueScope มาเป็นวัสดุตั้งต้น เสมือนผืนผ้าใบที่แข็งแรงและยืดหยุ่นพอที่จะรองรับการขึ้นรูปทรงใหม่ๆ ผสานเข้ากับการเปิดกว้างของพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตอย่าง Jumbo Shutters ที่เข้ามาปลดล็อกขีดจำกัดด้วยการทำ Customization จนเกิดเป็นการร่วมกันพัฒนาโปรไฟล์ลอนหลังคาขึ้นมาใหม่ในชื่อ “ลอน INLY” เพื่อตอบสนองสัดส่วนเส้นสายและแสงเงาตามความต้องการของสถาปนิกโดยเฉพาะ

ทีมงานต้องเผชิญกับความท้าทายขั้นสุดของงาน นั่นคือการสร้างผืนหลังคายาวต่อเนื่องถึง 30 เมตรให้ดู Seamless ไร้รอยต่อ แน่นอนว่าการขนส่งแผ่นเหล็กที่มีความยาวขนาดนี้ให้คงรูปสวยงามโดยไม่เกิดความเสียหาย ย่อมไม่อาจใช้วิธีการโลจิสติกส์แบบปกติได้

การทำงานร่วมกันอย่างลึกซึ้งของ INLY Studio และ Jumbo Shutters นำไปสู่ Solution การแก้ปัญหาที่ฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยการยกเครื่องจักรมา “รีดแผ่นกันถึงหน้างาน” ซึ่งความเชี่ยวชาญขั้นสูงและการวางแผนที่รัดกุมนี้ ไม่เพียงแต่จะทลายข้อจำกัดเรื่องการขนส่ง แต่ยังสามารถสร้างผืนหลังคายาว 30 เมตรให้ติดตั้งจนจบกระบวนการได้ ภายในเวลาเพียง 1 วัน

Nature Open Space ทลายเส้นแบ่งขอบเขต ดึงธรรมชาติร่วมชายคา

บนพื้นที่ใช้สอย 200 ตารางเมตร สถาปนิกไม่ได้มองการกั้นห้องเป็นเพียงการแบ่งสัดส่วน แต่เป็นการจัดวางสเปซ 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 1 พื้นที่นั่งเล่น ไว้อย่างหลวมๆ  เพื่อสร้างความลื่นไหลของพื้นที่

อาคารถูกออกแบบให้โปร่งโล่งด้วยการใช้ประตูกระจกบานเฟี้ยมและบานเลื่อนขนาดใหญ่รอบทิศทาง ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือน “กรอบรูปมีชีวิต” ที่เปลี่ยนภาพไปตามฤดูกาล ทันทีที่ผลักบานประตูเปิดออกกว้างจนสุด เส้นแบ่งระหว่าง “ภายใน” และ “ภายนอก” จะถูกทลายลง สายลม คลื่นเสียงของลำธาร และกลิ่นอายของต้นไม้ จะถูกเชื้อเชิญเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสเปซการอยู่อาศัยในทันที ช่วยให้ทุกฟังก์ชันภายในบ้านสามารถทอดสายตาออกไปเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้อย่างเต็มตา โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น

และเมื่อพูดถึงการจัดการกับสภาพอากาศ การเสริมรายละเอียดอย่าง “ม่านบังแดดไม้ไผ่” ตลอดแนวระเบียงทางเดิน ถือเป็นกิมมิกที่แยบยลและสะท้อนความเข้าใจในบริบทได้อย่างลึกซึ้ง มันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่กรองแสงแดดจ้าในยามบ่ายเท่านั้น แต่ในมิติของสุนทรียศาสตร์ ม่านไม้ไผ่เปรียบเสมือนฟิลเตอร์ที่คอยสร้างปรากฏการณ์ทางแสงและเงา มื่อแสงแดดสาดส่องผ่านซี่ไม้ เงาที่ทาบทับลงบนพื้นผิวบล็อกคอนกรีตดิบๆ จะยืดหดและเปลี่ยนทิศทางไปตามช่วงเวลาของวัน สร้างความเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวา พร้อมทั้งเติมกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่เบลนด์เข้ากับความโมเดิร์นได้อย่างอบอุ่นและละมุนตา

ท้ายที่สุดแล้ว ZOON House เปรียบเสมือนสถาปัตยกรรมที่รู้จัก “ลดทอน” ตัวตนและอีโก้ของก้อนอาคารลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ต้นไม้ใหญ่ สายลม และลำธารดอยสะเก็ด… เพราะความสุขที่แท้จริง บางครั้งก็คือการได้นั่งมองความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จากมุมที่นิ่งสงบที่สุดของบ้านนั่นเอง

Project Name: ZOON house

Location: Chiang Mai, Thailand

Building Type: Private Residence

Area: 200 sq.m.

Architect / Landscape / Interior: INLY Studio

Structure Engineer: Pilawan Piriyapokhai

Construction: Patinya Kaewphomma

Picture of Supakorn Thepvichaisinlapakun

Supakorn Thepvichaisinlapakun

สถาปนิกที่เชื่อว่าพลังของการสื่อสาร สามารถขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading