สถานทูตเนเธอร์แลนด์ อาคารเก่าที่ (เรา) อยากให้เก็บ
กับ 3 ไอเดีย Adaptive Reuse ที่มากกว่าการทุบทิ้ง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำกรุงเทพฯ ประกาศขายที่ดินย่านถนนวิทยุ บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นกว่า 20 ไร่ ซึ่งแน่นอน การเปลี่ยนมือเจ้าของที่ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอาคารหลังนี้

ที่ดินนี้สำคัญอย่างไร ?

สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำกรุงเทพฯ ที่ดินผืนนี้เก็บรักษาเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเนเธอร์แลนด์ไว้ยาวนานกว่า 400 ปี และคุณค่าทางจิตใจของชาวดัตช์ในประเทศไทย

ตั้งเเต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ดินผืนนี้ยังเป็นทุ่งนากว้าง และพระราชทานให้กับ ดร. อัลฟองส์ ปัวซ์ แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศส เพื่อเป็นการตอบแทนที่ถวายการรักษาพระองค์ด้วยความจงรักภักดี

ต่อมาในปี 1911 เมืองขยายตัวขึ้นมาก ที่ดินจึงเปลี่ยนมือไปเข้าสู่ กรมพระคลังข้างที่ ก่อนที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะเข้ามาซื้อต่อในปี 1949 และสถาปนาเป็นทำเนียบและ สถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรก ประจำประเทศไทย

จากบ้าน 2 ชั้น จึงได้เปลี่ยนมาเป็นสถานทูต โดยอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชสมัยที่ 6  ในรูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล หากนับกันที่เวลา ก็เก่าแก่กว่า 100 ปี จุดเด่นคือ หลังคาจั่วและหอคอย 3 ชั้น ที่มีหลังคาซ้อนขึ้นไปในส่วนหอคอย ทั้งหมดตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก และเสาประดับที่ยอดจั่วอย่างสวยงาม

ในปัจจุบัน พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เขียวขจีไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มีความสำคัญ ทั้ง ต้นสนประดิพัทธ์เก่าแก่ อันเป็นหนึ่งที่มาของชื่อ “ซอยต้นสน” และ ต้นจามจุรี นำเข้ามาปลูกเป็นต้นเเรกของประเทศไทย รวมถึงต้นไม้ใหญ่อื่น ๆ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกในท้องถิ่น และนกอพยพหาดูยากในเขตปทุมวัน

เราในฐานะสถาปนิกและนักออกแบบ จึงอยากชวนผู้อ่านมาลองจินตนาการกันเล่น ๆ ว่า “ถ้าเราได้เป็นเจ้าของคนใหม่ของที่ดินผืนนี้ จะปรับปรุงสถานที่ไปเป็นอะไรดี ?” และถ้ายังนึกไม่ออก วันนี้ Dsign Something มีกรณีศึกษา การใช้ หลัก Adaptive Reuse กับ อาคารสถานทูต มาต่อยอดถึง 3 ประเทศเลยค่ะ

ไอเดียที่หนึ่ง สถานทูตอิตาลี ประจำกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี (The Italian Embassy in Berlin)

สู่ ศูนย์วัฒนธรรมและการทูตสมัยใหม่ (Museum Barberini)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานทูตอิตาลี ประจำกรุงเบอร์ลินแห่งนี้ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ในเขต “No Man’s Land” ระหว่างกำแพงเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตก

ต่อมาหลังจากการรวมประเทศของเยอรมนี อิตาลีจึงตัดสินใจบูรณะอาคารหลังนี้อีกครั้ง นำทีมโดยสถาปนิกชาวโรมัน วิตตอริโอ เด เฟโอ (Vittorio de Feo) ผู้ชนะการประกวดแบบในปี 1995 ด้วยแนวคิด การบูรณะอาคารอย่างเคารพและซื่อตรงต่อต้นฉบับมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ความเสียหายจากสงครามจะไม่ถูกซ่อมแซมอย่างสมบูรณ์แบบ เพียงแต่ปกปิดไว้ และรักษาบูรณะโครงสร้างเดิมของสถานทูตสไตล์นีโอคลาสสิกอย่างประณีต เพื่อฟื้นคืนชีวิตของพื้นที่ทำงานสถานทูตขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมทั้งสอดแทรกองค์ประกอบร่วมสมัย เช่น การจัดวางผังแบบเปิด (Open Plan) และ ความเรียบง่าย (Minimalist) เพื่อสร้างฟังก์ชันใหม่ ในการจัดพื้นที่นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย

ไอเดียที่สอง สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร (US Embassy in London)                           สู่ ศูนย์ประชุมนานาชาติและโรงแรมหรู (The Chancery Rosewood)

สถาปนิกและทีมออกแบบจาก เดวิด ชิปเปอร์ฟิลด์ (David Chipperfield) เข้ามารับหน้าที่เปลี่ยน ป้อมปราการกลางเมือง ที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ผู้คนเข้าถึงได้ รวมถึงเก็บองค์ประกอบอาคารที่สำคัญ ๆ ไว้หลายชิ้น ตั้งเเต่หน้าต่างทรงเพชร นกอินทรีทองคำตัวเดิม จนถึงโครงสร้างคอนกรีตอันเป็นเอกลักษณ์

ในปัจจุบัน บริเวณชั้นล่างมีร้านอาหารและคาเฟ่มากมายที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้บริการได้ ในขณะที่ชั้นดาดฟ้าระเบียงกลางแจ้ง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อย่างห้องบอลรูม ยังสามารถรองรับการประชุมระดับนานาชาติ และงานกิจกรรมของเมืองได้เหมือนเคย

ไอเดียที่สาม คฤหาสน์ออร์ติซ บาซูอัลโด (Palacio Ortiz Basualdo)

สู่ สถานทูตฝรั่งเศส ประจำกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา (The Embassy of France)

แม้กรณีนี้จะเป็นการนำอาคารอื่นมาทำเป็นสถานทูต แต่เป็นหนึ่งการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่โด่งดังที่สุดในประเทศอาร์เจนตินาเลยทีเดียว

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 รัฐบาลทหารของอาร์เจนตินามีโครงการขยาย ถนนอเวนิดา 9 เดอ ฮูลิโอ (Avenida 9 de Julio) จึงจะทำการทุบอาคารที่ขวางทางออกไป และหนึ่งในนั้น ก็คือ คฤหาสน์ของครอบครัวออร์ติซ บาซูอัลโด

ด้วย เอกสิทธิ์ทางการทูต (Diplomatic Immunity) ครอบครัวออร์ติซจึงขายที่ดินให้กับ รัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อเปลี่ยนคฤหาสน์ให้กลายเป็นพื้นที่สถานทูต รัฐบาลท้องถิ่นจึงไม่มีสิทธิ์สั่งทุบ และรักษาอาคารนี้ไว้ให้ได้สำเร็จ

สถานทูตจึงกลายเป็น ตัวแทนของสถาปัตยกรรมยุคทองบัวโนสไอเรส พร้อมทั้งรักษาประวัติศาสตร์ร่วมกันของทั้งสองประเทศไว้ได้

สำหรับเราแล้ว อาคารเก่าเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นโบราณสถานที่ แต่คือข้อพิสูจน์ว่า การออกแบบที่ดี จะสามารถส่งต่อคุณค่าทางของพื้นที่ให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ การเปลี่ยนสถานทูตสู่โรงแรม หรือ คฤหาสน์หรูสู่สถานทูต เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของแรงบันดาลใจ ที่อยากให้เรื่องราว คุณค่า และเจตจำนงของสถานที่ได้คงอยู่ต่อไปในอนาคต

แล้วคุณล่ะ? มีไอเดียอยากให้สถานทูตประวัติศาสตร์หลังนี้กลายเป็นอะไรได้อีก ?

เรื่องราวบทใหม่ของที่นี่จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน … คงต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ

Reference :

Photo by Wolfgang Weber / CC BY 3.0 via Wikimedia Commons

Ministero degli Affari Esteri e della Cooperazione Internazionale. (2555). Berlin. สืบค้นจากเว็บไซต์ esteri.it.

Dezeen. (2568). The Chancery Rosewood by David Chipperfield Architects. สืบค้นจากเว็บไซต์ Dezeen.

Architects’ Journal. (2568). David Chipperfield transforms former US Embassy into hotel. สืบค้นจากเว็บไซต์ Architects’ Journal.

Berlin.de. (ไม่ระบุปีชัดเจน). Embassy of Italy. สืบค้นจากเว็บไซต์ Berlin.de.

Re-thinking The Future. (ไม่ระบุปีชัดเจน). Ortiz Basualdo Palacio by Jules Dormal: Luxury lost with time. สืบค้นจากเว็บไซต์ Rethinking The Future

Machado, A. (2553). Ingeniero Arquitecto Jules Dormal / Palacio Ortiz Basualdo (blog post). สืบค้นจาก Blogspot.

Caminando BsAs. (2559). Palacio Ortiz Basualdo (blog post). สืบค้นจาก WordPress.

Read the Cloud. (ไม่ระบุปีชัดเจน). Embassy Dutch. สืบค้นจากเว็บไซต์ Read the Cloud.

Cover Photo by Wolfgang Weber / CC BY 3.0 via Wikimedia Commons

Writer
Picture of Siriava Thongtour

Siriava Thongtour

นักผจญภัย จูงมือผู้อ่านผ่านตัวหนังสือไปสู่โลกแห่งการออกแบบ

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading