Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
บางครั้ง บ้าน อาจไม่ได้เริ่มต้นการออกแบบจากคำถามว่าอยากได้รูปทรงแบบไหน หรือสไตล์อะไร แต่เริ่มจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากกว่า บรรยากาศ ความสัมพันธ์ และวิถีชีวิตที่เจ้าของบ้านอยากเก็บไว้ในพื้นที่เดียวกัน Feel House คือหนึ่งในโปรเจกต์ที่ตั้งต้นจากความตั้งใจนั้น ออกแบบโดย D compose architect บนที่ดินผืนใหญ่ที่มีต้นมะขามเก่าแก่ยืนต้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงแปลงก่อสร้าง แต่เป็นภูมิทัศน์ที่มีชีวิต ซึ่งกลายเป็น เงื่อนไขตั้งต้นของการออกแบบทั้งหมด
เจ้าของบ้านต้องการพื้นที่ที่เป็นทั้งบ้าน คาเฟ่ และ Kids Playground ในคราวเดียวกัน เป็น Hybrid Space ที่ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การออกแบบฟังก์ชันให้ครบ แต่คือการจัดสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวของการอยู่อาศัย กับความเปิดกว้างของพื้นที่สาธารณะอย่างคาเฟ่ สถาปัตยกรรมจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการรองรับการใช้งาน แต่ต้องทำหน้าที่กรองความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ไปพร้อมกัน
ผังอาคารจึงถูกวางให้ค่อย ๆ ไล่ระดับจากพื้นที่สาธารณะเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว โดยใช้แนวต้นไม้เดิมเป็นตัวกำหนดตำแหน่งอาคารให้แทรกตัวอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด คาเฟ่เปิดรับผู้คนอยู่ด้านหน้า ขณะที่ตัวบ้านค่อย ๆ ถอยลึกเข้าไปด้านใน ใช้ระยะทางและภูมิทัศน์เป็นตัวสร้างขอบเขตของความเป็นส่วนตัวโดยไม่ต้องพึ่งพากำแพงทึบเพียงอย่างเดียว
เมื่อเข้าสู่ตัวบ้าน การจัดวางฟังก์ชันภายในสะท้อนแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันโดยไม่รบกวนกันอย่างชัดเจน ชั้นล่างถูกแบ่งออกเป็นสองโซนหลักตามแนวยาว ด้านหน้าเป็นพื้นที่พักผ่อนและต้อนรับ ขณะที่ด้านหลังเป็นพื้นที่เซอร์วิสและการใช้งานเบื้องหลัง ตั้งแต่ที่จอดรถ ห้องครัว พื้นที่ซักล้าง ไปจนถึงส่วนของบ้านชั้นเดียวสำหรับคุณพ่อคุณแม่ การแยกฟังก์ชันลักษณะนี้ทำให้แต่ละกิจกรรมสามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกัน โดยไม่ทับซ้อนกันจนเสียคุณภาพของพื้นที่
ชั้นบนถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัว ห้องนอนถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง เชื่อมด้วยพื้นที่นั่งเล่นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Buffer Space ก่อนเข้าสู่ห้องนอน กลายเป็นพื้นที่ของกิจกรรมเล็ก ๆ ในครอบครัวก่อนสิ้นสุดวัน เป็นดีเทลเล็ก ๆ ที่สะท้อนความเข้าใจในจังหวะของชีวิตมากกว่าการจัดวางฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในหัวใจของบ้านหลังนี้คือการออกแบบแกนทางเดินที่แยกออกเป็นสองระบบหลัก เพื่อควบคุมการใช้งานและความสัมพันธ์ของพื้นที่ แกนหนึ่งเชื่อมจากทางเข้าหลักไปยังบ้านของคุณพ่อคุณแม่ อีกแกนหนึ่งรองรับการใช้งานภายในของบ้าน ทำให้การเคลื่อนไหวของผู้อยู่อาศัยแต่ละกลุ่มไม่รบกวนกัน ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมถึงกันได้อย่างลื่นไหลในจุดที่ต้องการ เกิดเป็นสมดุลระหว่าง Privacy และ Connection อย่างพอดี
ธรรมชาติไม่ได้ถูกวางไว้เพียงรอบบ้านแต่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายใน พื้นที่สีเขียวถูกแทรกอยู่ระหว่างฟังก์ชันต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านทั้งทางสายตาและความรู้สึก ห้องนั่งเล่นหลักถูกโอบล้อมด้วยสวนทั้งสองด้าน เปิดมุมมองสู่ธรรมชาติแบบสองทิศทาง ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงมุมมองไปยังคาเฟ่ด้านหน้า เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวอย่างลงตัว
ภายนอก ตัวบ้านถูกออกแบบให้มีสองคาแรกเตอร์ตามบริบทที่หันหน้าไป ด้านหนึ่งเป็นทางเข้าหลักของผู้อยู่อาศัย ขณะที่อีกด้านทำหน้าที่เสมือน Backdrop ของคาเฟ่ รูปทรงกล่องเรียบง่ายถูกแทรกด้วยช่องเปิดหลากหลายรูปแบบ ทั้งช่องสี่เหลี่ยมและเส้นโค้งที่ช่วย Soften ภาพรวมของอาคาร ทำให้บ้านไม่ดูแข็งจนเกินไป และสามารถเชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบคาเฟ่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผนังหินธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเป็นส่วนตัว ทำหน้าที่กรองสายตาจากภายนอก ขณะเดียวกันก็สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและใกล้ชิดธรรมชาติ พื้นที่หลังผนังจึงกลายเป็น Outdoor Space กึ่งส่วนตัว ที่ครอบครัวสามารถใช้งานได้โดยไม่ถูกรบกวนจากพื้นที่สาธารณะ
ภายในบ้านครัวถูกยกระดับให้เป็นศูนย์กลางของชีวิต ไม่ใช่เพียงพื้นที่เตรียมอาหาร แต่เป็นจุดเชื่อมโยงของกิจกรรมต่าง ๆ ทางเข้าจากโรงจอดรถสามารถเข้าสู่ครัวได้โดยตรง สะท้อนพฤติกรรมการใช้งานจริงของเจ้าของบ้าน บันไดหลักถูกวางอยู่ในโถงครัว ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็น Node ที่ทุกคนต้องผ่าน เกิดการพบปะและปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันโดยธรรมชาติ
บรรยากาศของบ้านถูกกำหนดด้วย Mood & Tone ที่อบอุ่นและละมุน วัสดุไม้ถูกใช้เป็นองค์ประกอบหลักทั้งพื้นและบิวท์อิน ตัดกับผนังสีขาวเรียบ เพิ่มมิติด้วยหินธรรมชาติในบางจุด แสงธรรมชาติที่ไหลเข้ามาตลอดวันช่วยขับเน้น Texture ของวัสดุ และสร้างบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา
พื้นที่นั่งเล่นถูกออกแบบให้ลดระดับลงเล็กน้อย เพื่อสร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับสวนมากขึ้น ประตูบานเฟี้ยมสามารถเปิดออกได้เต็มที่ เชื่อมภายในและภายนอกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เส้นของฝ้าเพดานที่ทอดยาวต่อเนื่องออกไปภายนอก ทำหน้าที่เป็น Visual Guide ที่เชื่อมมิติของพื้นที่เข้าด้วยกันอย่างแยบยล
องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายนอกสะท้อนมาจากการจัดวางแปลนภายในอย่างชัดเจน มวลอาคารถูกดัน ยื่น และเว้า ตามฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้รูปด้านของอาคารมีความหลากหลายในแต่ละทิศทาง ขณะที่ด้านที่รับแดดจัดถูกออกแบบให้ทึบมากขึ้นเพื่อลดความร้อน และเปิดช่องแสงอย่างพอดีเพื่อรักษาคุณภาพของแสงภายใน
วัสดุภายนอกเลือกใช้โทนสีขาวพ่นเท็กซ์เจอร์ เพื่อสร้างมิติของแสงเงาให้กับผนัง เสริมด้วยระแนงไม้เทียมที่ถูกจัดวางอย่างมีจังหวะ ทั้งเพื่อสร้างความน่าสนใจให้ Facade และทำหน้าที่เป็น Screening สำหรับพื้นที่ส่วนตัว รูปทรงที่มีการลบมุมและเพิ่มเส้นโค้ง ช่วยลดความแข็งของมวลอาคาร ทำให้ภาพรวมของบ้านดูนุ่มนวลและเป็นมิตรกับบริบทโดยรอบ
ท้ายที่สุดแล้ว Feel House อาจไม่ได้เป็นเพียงบ้านที่รวมหลายฟังก์ชันไว้ในพื้นที่เดียว แต่คือการออกแบบที่ตั้งคำถามกับการอยู่ร่วมกันของหลายบทบาทในชีวิต บ้าน ครอบครัว ธุรกิจ และธรรมชาติและพยายามหาคำตอบผ่านสถาปัตยกรรมที่ค่อย ๆ จัดวางความสัมพันธ์เหล่านั้นให้สมดุล โดยไม่จำเป็นต้องแยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่เลือกจะเชื่อมโยงมันไว้อย่างพอดีในพื้นที่เดียวกัน
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance