จากแพชชั่นที่หนักแน่น และการสั่งสมประสบการณ์อย่างยาวนาน สู่ “Casa Menorca” บ้านพักตากอากาศ สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน บนที่ดินเขาใหญ่ รังสรรค์โดยศิลปินเจ้าของบ้าน คุณดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ และ คุณบ๊อบ ชาคริต มิตรรุ่งวารีทิพย์ สองคนผู้ตั้งต้นออกแบบภูมิทัศน์และตกแต่งภายในเอง หลังจากนั้นจึงส่งต่อให้ คุณโต ยมนา ธานินพงศ์ จาก Payom Architect ในการอำนวยการก่อสร้างต่อไป
คุณดุ๊กเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อชอบปลูกต้นไม้ กับคุณแม่ที่ชอบเดินทาง จึงเป็นสิ่งที่หลอมรวมตัวตนของเขาขึ้นมาให้ จนครั้งหนึ่งเคยมีความฝันอยากเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ ศาสตร์ที่ใช้ศิลปะออกแบบตกแต่งบ้าน นิเทศศิลป์ ไปจนถึงเครื่องแต่งกาย และแม้ในปัจจุบัน คุณดุ๊กจะประกอบอาชีพศิลปินดารา แต่เขาไม่เคยลืมเลือนความชอบและเสียงเรียกร้องในหัวใจของเขาเลย
บวกกับความสนใจในบ้านฟาร์มสไตล์สเปนของคุณดุ๊กที่ชัดเจนมาก ๆ คุณบ๊อบคอยเป็นที่ปรึกษาและออกเดินทางไปที่ เมนอร์ก้า (Menorca) เกาะแบลีแอริก ประเทศสเปน ที่โดดเด่นด้วยทะเลสีฟ้าคราม ชายหาดเว้าแหว่งที่สวยงาม เพื่อสัมผัสกับบ้านฟาร์มของสเปน (Finca) อย่างแท้จริง และนำแรงบันดาลใจกับความรู้กลับมาสร้าง บ้านในฝัน หลังนี้ขึ้นมา
ผลงานชิ้นเอก ไม่ได้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย
บ้านหลังนี้ผ่านบททดสอบและลองผิดลองถูกมานับไม่ถ้วนด้วยวัสดุที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถหาได้ในประเทศไทย แต่เทคนิคการก่อสร้างแบบสเปนที่ยากจะเลียนแบบ
สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ บ้านสีขาว (Whitewashed) พื้นผิวที่มากกว่าแค่การทาสี แต่เกิดจากก้อนฟองน้ำชุบด้วย วัสดุปูนขาว (Lime) ประทับลงบนด้วยน้ำหนักและจังหวะที่แตกต่าง สร้างผนังที่มีสัมผัสเป็นธรรมชาติของงานฝีมือ
ในเชิงสถาปัตยกรรม ใช้เทคนิค การตัดโทนสี ด้วยสีคู่เข้มตรงข้ามบนพื้นที่สีขาว เฉพาะเจาะจงที่ประตูและหน้าต่าง สำหรับที่คาซ่าเมนอร์ก้า เลือกใช้พื้นกระเบื้องดินเผาสีส้มอ่อน ๆ (Terracotta Tiles) และตัดด้วยขอบประตู-หน้าต่างสีน้ำตาลเข้ม
รวมถึงองค์ประกอบของ ซุ้มโค้ง ที่ความสวยงามและทำหน้าที่เป็นเปลี่ยนผ่าน (Transition Space) ระหว่างภายใน-ภายนอกอย่างนุ่มนวล และ หน้าต่างขนาดเล็ก ในการปรับสมดุลความเป็นส่วนตัวและกรองแสงแดดจัดของเขาใหญ่ ให้สลัว สงบมากขึ้น (Coziness)
กลับเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น ผนังภายในใช้สีที่เเตกต่างจากภายนอกเล็กน้อย คือ สีเบจ (Warm Beige) ชนิดผิวแมท (Matte Finish) ซึ่งมีความพิเศษ ที่เมื่อแสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามา แสงเหล่านั้นจะไม่สะท้อนให้แสบตา แต่จะค่อยๆ ซึมไปตามรอยฉาบ เผยให้เห็นพื้นผิวและร่องรอยการปาดที่ดูเป็นธรรมชาติ ราวกับผนังแต่ละด้านกำลังเล่าเรื่องราวผ่านมิติของแสงและเงา
หัวใจของบ้าน คือ ห้องนั่งเล่น
โดดเด่นด้วยโซฟาสีขาวตัวใหญ่ ตั้งตระหง่านท่ามกลางงานเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งนำเข้า ของเก่าที่สะสมระหว่างการเดินทาง คละคลุ้งไปด้วยอารมณ์ เรื่องราว และร่องรอยการใช้งานที่ผ่านวันเวลาในวัสดุ สังเกตได้จากบานประตูที่ทำจากไม้เก่า โต๊ะเตรียมอาหารไม้ภายในห้องครัว (Rustic Table) เเละตู้ลิ้นชักหน้าห้องนอนรับเเขก
หน้าต่างใสบานยักษ์ ไฮไลท์ของบ้าน ทำหน้าที่เป็นกรอบรูปธรรมชาติ ด้วยตำแหน่งการจัดวางภายในอย่างประณีต และทิวทัศน์สวนภายนอกที่อยู่ในรูปแบบเมดิเตอร์เรเนียนเช่นเดียวกัน ทำให้ภาพนี้มีชีวิต เห็นการเคลื่อนไหวของลมที่พัดผ่านยอดไม้ แสงแดดที่เปลี่ยนทิศตามช่วงเวลาและฤดูกาล รวมถึงผู้คนที่เดินวนเวียนดูแลสวน
รวมถึงองค์ประกอบเก่าแก่ ที่สำคัญในสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ไม่ว่าจะเป็น โถน้ำมันมะกอก งานตะกร้า เก้าอี้หวาย งานสานทรงพื้นเมือง โคฟไฟ และงานประติมากรรม (Sculpture) ในรูปทรงที่มีความหมาย
และที่ขาดไม่ได้ คือการสะท้อน ตัวตนของเจ้าของบ้าน ผ่านงานศิลปะ ภาพวาดรูปลาและชาวไร่ที่ประดับบนผนังสีเบจ ช่วยลดทอนความนิ่งของสถาปัตยกรรมด้วยสีสันและลายเส้นที่ดูเป็นกันเอง
ห้องต่อมาคือ ห้องนอนหลักของเจ้าของบ้าน อยู่ติดบันไดถัดมาจากห้องอาหาร ภายในปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียงอิฐดินเผาที่พื้นเล็กน้อย ให้ตัดความรู้สึกระหว่างภายในและภายนอก การตกแต่งยังคงใช้ขอบสีดำของวัสดุต่าง ๆ เพื่อมาตัดกับสีขาวของบ้าน สร้างความสุขุมเเละสงบมากขึ้น เหมาะสำหรับการพักผ่อน
เมื่อก้าวเดินขึ้นสู่ ชั้น 2 บรรยากาศของบ้านก็ค่อย ๆ ปรับเข้าสู่ความสงบเงียบอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่ส่วนนี้เป็นทั้ง ห้องนอน และ มุมศิลปะส่วนตัว ของเจ้าของบ้าน โดยมีการปรับเปลี่ยนโทนสีผนังจากสีเบจในชั้นล่าง มาเป็น สีเทา (Grey Tone) ที่ดูนุ่มลึกขึ้น การเลือกใช้โทนสีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่แฝงด้วยจิตวิทยาที่ช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง ปรับโฟกัสให้มีสมาธิ พร้อมสำหรับการพักผ่อนหรือการจรดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบ
การจัดวางช่องหน้าต่างขนาดเล็กไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่าระดับสายตา (High Windows) ถือเป็นเอกลักษณ์การออกแบบวิถี เมดิเตอร์เรเนียนอย่างแท้จริง เพราะแม้เราจะไม่สามารถยืนมองวิวผ่านช่องนี้ได้โดยตรง แต่มันกลับทำหน้าที่ในการเป็นช่องแสง (Light Well) ที่กรองจากแดดอันร้อนแรงภายนอก ให้กลายเป็นความสว่างระดับที่ละมุนละไม นวลตา ตกกระทบลงบนเตียงสี่เสา (Four-poster Bed) สุดคลาสสิก เป็นกรอบที่มอบความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
ความรักและความสุข อยู่ที่การได้เฝ้ามองการเติบโตของสวน
จากหน้าต่างใสบานยักษ์ที่ทำหน้าที่เป็นกรอบรูป เราจะพบกับผลงานศิลปะชิ้นเอกภายนอกนั่นคือ “สวนสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน” คุณดุ๊กกับคุณบ๊อบช่วยกันระดมไอเดีย และบรรจงจัดวางเลเยอร์อย่างพิถีพิถัน โดยใช้เทคนิคการเล่นกับเฉดสีเขียวที่แตกต่างกัน ผสมผสานกับความหลงใหลส่วนตัวในโทนสีเทา จึงการเลือกใช้ ใบของต้นโอลีฟ ที่มีใบสีเขียวอมเทามาสลับกับพืชใบเขียวสด และสีเขียวอ่อนของหลิวออสเตเรีย ช่วยสร้างมิติให้สวนดูมีกลิ่นอายชนบทฝั่งยุโรปที่ละมุนตา ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป
จุดนำสายตาที่สำคัญคือ ต้นมะกอกโอลีฟ (Olive Tree) ขนาดใหญ่ที่นำเข้าจากสเปน รูปทรงกิ่งก้านที่บิดเบี้ยวตามกาลเวลาช่วยส่งเสริมให้ตัวบ้านดูมีมนต์ขลังและอบอุ่น เหมือนได้ยกบรรยากาศจากสเปนมาวางไว้ที่เขาใหญ่อย่างถูกที่ถูกทาง
โดยมีความตั้งใจในการแต่งเนินดินให้กลมกลืนไปกับพื้นที่ของสวน และประดับหญ้าหลากหลายสายพันธ์ุจากต่างประเทศ (Ornamental Grass) เช่น หญ้าโพนี่ เทลส์ (Pony Tails) หญ้าวีปปิ้งเลิฟ (Weeping Love) หญ้ารูบี้ (Ruby) และอื่น ๆ ถือให้เป็นไฮไลท์ของสวนที่แตกต่างจากสวนเมดิเตอร์เรนียนทั่วไป
มีการเพิ่มระยะสายตาด้วยกลุ่ม ต้นอากาเว่ (Agave) และไม้ทรงพุ่ม นอกจากนั้น ยังเลือกใช้ต้นไม้ใหญ่อย่างหว้าแม่น้ำโขง เสม็ดแดง เพื่อให้กลมกลืนกับธรรมชาติเดิม และพรางพื้นหลัง สร้างความเป็นส่วนตัวและทำให้บ้านดูโอบล้อมด้วยธรรมชาติ
นอกจากความสวยงามแล้ว สวนแห่งความรักนี้ ยังแฝงด้วยเทคนิคการดูแลที่ชาญฉลาดเพื่อรับมือกับสภาพอากาศของเขาใหญ่อย่าง การใช้ทรายขี้เป็ด ชนิดที่มีเม็ดทรายขนาดใหญ่ คล้ายก้อนกรวด โปรยทับลงบนดินแดง เพื่อป้องกันไม่ให้สีดินกระเด็นเปื้อนผนังบ้านสีขาว และยังช่วยสร้างเลเยอร์ระบายน้ำ ป้องกันอาการรากเน่าของพืชเมืองร้อนในช่วงหน้าฝน
อีกหนึ่งความตั้งใจที่รอวันเติบโต คือ ต้นชินัส มอลเล่ (Schinus Molle) หรือเรียกอีกอย่างว่า Peppercorn Tree ด้วยลักษณะของใบที่ทิ้งตัวพริ้วไหวคล้ายต้นหลิว และช่อลูกสีชมพูที่ดูคล้ายกับเม็ดพริกไทย มีความหายากและได้นำเข้ามาเป็นเจ้าแรก จึงกลายเป็นนางเอกของสวนยามลมพัดผ่าน
บทสนทนาระหว่างสถาปนิกและศิลปิน
คุณโต ยมนา ธานินพงศ์ สถาปนิกผู้มีหน้าที่รับฟังไอเดียของเจ้าของบ้านอย่างคุณดุ๊กและคุณบ๊อบสไตลิสต์ เพื่อเปลี่ยนจากจินตนาการให้กลายเป็นพื้นที่ที่จับต้องได้จริง คุณโตเล่าให้เราฟังด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมในความสำเร็จว่า “การทำบ้านหลังนี้เปรียบเสมือนการสร้างงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว”
ทุกมุมมองของหน้าต่างถูกให้ความสำคัญและวางตำแหน่งไว้ตั้งเเต่ที่ดินนี้ยังมีแค่พื้นหญ้า พื้นที่เเละโครงสร้าง จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับหน้างานเเละความต้องการใหม่ ๆ ของเจ้าของบ้าน ทำให้บ้านมีขนาดที่พิเศษกว่าบ้านทั่วไปโถงสูงเกือบ 6 เมตร คล้ายหอคอย เสาซุ้มโค้งพอกที่ใหญ่กว่าปกติ และคานขนาดใหญ่ที่รับหลังคา ความลาดเอียงตามรูปทรงหลังคา (Shed Roof) ยิ่งทำให้ภายในดูโอ่โถงและช่วยในแง่การถ่ายเทอากาศ
นอกเหนือจากความรู้ในเชิงสถาปัตย์และวิศวกรรม สิ่งที่คุณโตได้รับจากการทำงานร่วมกับศิลปินอย่างคุณดุ๊กและคุณบ๊อบ คือบทเรียนที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน นั่นคือ “Learning by Doing” หรือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง
มันคือการสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ใช้ ความสัมพันธ์และความเข้าใจ เป็นตัวตั้งต้น เพื่อสร้างมิติของอารมณ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ AI หรือตำราเล่มไหนจะคำนวณได้ เพราะสถาปัตยกรรมคืองานกลุ่ม เป็นการเดินทางร่วมกันระหว่างสถาปนิก ศิลปิน และช่างหน้างาน เพื่อสร้างพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนออกมาได้อย่างซื่อตรงที่สุด
“ในวันหนึ่งที่ผมไม่อยู่แล้ว บ้านคืองานศิลปะที่ผมทิ้งเอาไว้”
ประโยคสั้นๆ จากคุณดุ๊ก ภาณุเดช คือบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดของ Casa Menorca บ้านหลังนี้จึงไม่ใช่เพียงอิฐ หิน หรือปูน แต่คืองานศิลปะ บันทึกการเดินทาง ความกล้าที่จะออกจากกฎเกณฑ์ และเป็นที่พักพิงของจิตวิญญาณที่ศิลปินตั้งใจทิ้งไว้เป็นมรดกแห่งความงามบนแผ่นดินเขาใหญ่
“บ้าน” ที่เป็นมากกว่าที่พักอาศัย… แต่เป็นที่พักพิงทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
Casa Menorca
Landscape & Interior Designer : Bhanudej Vatanasuchart (Duke)
Landscape & Interior Stylist : Chakrit Mitrungvareetip (Bob)
Managing & Design Director : CEO Payom Architect , Yommana Taninpong (Toh)
นักผจญภัย จูงมือผู้อ่านผ่านตัวหนังสือไปสู่โลกแห่งการออกแบบ