Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
สถาปัตยกรรมจำนวนมากพยายามสร้าง ภาพจำ ผ่านรูปทรงที่โดดเด่นและประสบการณ์ที่รวดเร็ว แต่ทางกลับกัน Jitta Mada Art Gallery Cafe&Villa โปรเจกต์คาเฟ่และวิลล่ากลางสวนลิ้นจี่ที่ออกแบบโดย BodinChapa Architects กลับเลือกใช้วิธีตรงกันข้าม ด้วยการค่อย ๆ พาผู้คนถอยออกจากความวุ่นวาย และกลับมาอยู่กับจังหวะที่ช้าลงของธรรมชาติ
ผ่านการจัดวางพื้นที่ที่เรียบสงบ การใช้วัสดุสีเข้มที่ช่วยขับบรรยากาศสีเขียวรอบตัว และการออกแบบที่ไม่ได้พยายามเอาชนะบริบท แต่เลือกจะอยู่ร่วมกับสวนลิ้นจี่เดิมอย่างนอบน้อม จนอาคารหลังนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อน แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้หยุดนิ่ง มองเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ รอบตัว และรับรู้ความสงบที่ค่อย ๆ ซึมผ่านบรรยากาศอย่างเงียบงาม
การเลือก อยู่ร่วมกันอย่างเงียบสงบ ผ่านการจัดวางพื้นที่ เส้นสาย และวัสดุที่ค่อย ๆ ทำให้ผู้ใช้งานรับรู้ถึงความนิ่ง ความร่มเย็น และจังหวะของธรรมชาติอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
จุดตั้งต้นของโครงการนี้เริ่มจากความต้องการสร้างพื้นที่พักพิงระยะยาวสำหรับครอบครัวหรือสถานที่สำหรับหลบหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงบ้านพักตากอากาศ แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ชีวิต พักผ่อน และอาจต่อยอดไปสู่ธุรกิจเล็ก ๆ อย่างคาเฟ่ได้ในอนาคต สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงตัวอาคาร แต่คือ สภาพแวดล้อม ที่ต้องสงบ เป็นส่วนตัว และยังคงรักษาคุณค่าของพื้นที่เดิมเอาไว้
เมื่อสถาปนิกเดินเข้าสู่พื้นที่สวนลิ้นจี่ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงต้นไม้จำนวนมาก แต่คือ ช่องว่างระหว่างต้นไม้ ที่เกิดเป็นแนวสายตายาวต่อเนื่องไปทั่วพื้นที่ แถวของต้นลิ้นจี่ที่เรียงตัวอย่างเป็นระบบทำให้เกิดมิติของการมองเห็นทั้งในแนวแกน X และ Y โดยมีเรือนยอดของต้นไม้ทำหน้าที่คล้ายกรอบภาพธรรมชาติ สถาปัตยกรรมจึงไม่ได้เริ่มจากการสร้างฟอร์มที่โดดเด่น แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่า
จะวางอาคารอย่างไรให้สามารถ เชื่อม และ รักษา มุมมองเหล่านี้เอาไว้ได้มากที่สุด?
แนวคิดนี้นำไปสู่การวางผังรูปตัว J ซึ่งเกิดจากการต่อเนื่องของเส้นทางและการยืดตัวของพื้นที่จากแนวสวนเดิม เส้นสายของอาคารค่อย ๆ โค้งไปตามร่องสวน ทำให้เกิดลำดับของประสบการณ์ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ทางเข้า พื้นที่ต้อนรับ คาเฟ่ ไปจนถึงคอร์ตกลางภายใน ฟอร์มตัว J ยังช่วยสร้างพื้นที่ว่างตรงกลางที่กลายเป็น inner garden หรือสวนภายในที่ทำหน้าที่เป็นทั้งจุดพักสายตา พื้นที่รับแสง และหัวใจของบรรยากาศโดยรวม
สิ่งที่น่าสนใจคืออาคารไม่ได้พยายามเปิดเผยทุกอย่างให้เห็นในทันที แต่เลือกใช้กำแพงอิฐรูปตัว J กลับด้านเข้ามาช่วยสร้าง Layer ของความเป็นส่วนตัว กำแพงนี้ทำหน้าที่ทั้งกรองสายตาและกำหนดจังหวะของการเข้าถึงพื้นที่ ทำให้บรรยากาศของส่วนต้อนรับมีความสงบคล้ายพื้นที่สำหรับการทำสมาธิ มากกว่าคาเฟ่เชิงพาณิชย์ทั่วไป ในบางจังหวะของการมอง สายตาจะถูกพาไปจบที่ลำต้นของต้นลิ้นจี่เก่าแก่ซึ่งมีรูปทรงบิดโค้งอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับประติมากรรมที่ถูกจัดวางไว้แล้วโดยธรรมชาติเอง
อีกองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สถาปัตยกรรมชิ้นนี้มีเสน่ห์ คือการเลือกใช้ สีดำ เป็นแกนหลักของวัสดุทั้งหมด ทั้งอิฐ ผนังผิวหยาบ และไม้จริงเผาดำ โดยเฉพาะไม้ไทยที่ผ่านกระบวนการ Charred Wood จนเกิดพื้นผิวคล้ายถ่านไม้ เทคนิคนี้ไม่ได้เพียงสร้างความงามทางสายตา แต่ยังช่วยขับเนื้อไม้และลายธรรมชาติให้ชัดขึ้น พร้อมสร้างสัมผัสที่มีมิติเมื่อแสงตกกระทบ วัสดุสีเข้มเหล่านี้ยังทำหน้าที่คล้ายฉากหลังที่ช่วยลดความแข็งของสถาปัตยกรรม และทำให้สีเขียวของสวนลิ้นจี่ดูเด่น สบายตา และสงบมากขึ้น
ภายในอาคาร สถาปนิกผู้ออกแบบเลือกใช้ภาษาของพื้นที่ที่เรียบง่ายและไม่พยายามตกแต่งเกินจำเป็น ทั้งโถงนั่งเล่น บาร์ ทางเดิน และพื้นที่นั่งพัก ถูกเชื่อมเข้าหากันผ่านแสงเงา กลิ่นของไม้ และผิวสัมผัสของวัสดุ มากกว่าการใช้ลูกเล่นทางรูปทรง ความเงียบจึงกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสถาปัตยกรรม และทำให้ผู้ใช้งานเริ่มรับรู้รายละเอียดเล็ก ๆ รอบตัวได้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงลม เสียงใบไม้ หรือแสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งลิ้นจี่ในแต่ละช่วงเวลา
Jitta Mada Art Gallery Cafe&Villa ไม่ได้เป็นเพียงคาเฟ่กลางสวน หรือวิลล่าสำหรับพักผ่อน แต่คือการทดลองสร้าง จังหวะใหม่ของการใช้ชีวิต ผ่านสถาปัตยกรรมที่เข้าใจบริบทอย่างลึกซึ้ง มันแสดงให้เห็นว่า บางครั้งการออกแบบที่ทรงพลังที่สุด อาจไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่คือการรู้ว่าจะเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติ แสง เงา และความเงียบ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์อย่างพอดี จนท้ายที่สุด ตัวอาคารเองแทบจะกลืนหายไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกสงบที่ค่อย ๆ ซึมอยู่ในความทรงจำของผู้คนที่ได้เข้ามาใช้งานมัน
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้น่าสนใจ อาจไม่ใช่เพราะมันพยายามสร้างสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดในสายตา แต่เพราะมันเข้าใจว่าความงดงามของพื้นที่แห่งนี้มีอยู่แล้วในธรรมชาติเดิม ทั้งแนวต้นลิ้นจี่ แสงเงา ลม และความเงียบ สถาปัตยกรรมจึงทำหน้าที่เพียงจัดวางจังหวะของการมองเห็น การเคลื่อนไหว และการพักอยู่ภายในพื้นที่เหล่านั้นอย่างพอดี จนเกิดเป็นประสบการณ์ที่สงบ อบอุ่น และค่อย ๆ ทำงานกับความรู้สึกของผู้คนมากกว่าการสร้างความตื่นตาในช่วงเวลาสั้น ๆ และนั่นเองคือเสน่ห์ของงานออกแบบที่ไม่ได้พยายามพูดเสียงดัง แต่กลับทำให้ผู้คนจดจำมันได้ยาวนานกว่าเดิม
Project Type : Hospitality Architecture / Cafe Pavilion
Location : ChiangRai, Thailand
Area : 254 Sq.m.
Project Year : 2022-2025
Architect : BodinChapa Architects
Contractor : Studio Const.
Photo Credits : shootative / Witsawarut Kekina
Drone photography : Bodin Mueanglue
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance