Home as Sanctuary สิ้นสุดยุค Smart Home เมื่อบ้านในอุดมคติต้อง “เข้าใจ” มากกว่า “ฉลาด” คุยกับ Antoine Besseyre des Horts, Vice President, LIXIL Global Design Asia
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา วงการออกแบบและเทคโนโลยีต่างแข่งขันกันทำให้บ้าน “ฉลาดขึ้น” เราใส่เซนเซอร์ที่ตื่นก่อนเรา ใส่หน้าจอที่บอกอุณหภูมิได้ละเอียดถึงทศนิยม และพยายามยัดเยียดสารพัดฟีเจอร์ล้ำสมัยเข้าไปในทุกตารางเมตร
แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับพบความจริงที่ย้อนแย้งว่า หลายครั้งเรากลับรู้สึก “เหนื่อย” กับการอยู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพื้นที่ที่ควรจะโอบกอดจิตใจ กลับเต็มไปด้วยอินเตอร์เฟซที่ต้องคอยเรียนรู้ และการแจ้งเตือนที่ไม่มีวันหยุดพัก
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็วอย่างไม่หยุดยั้งและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หยุดหายใจ คำถามสำคัญหนึ่งได้ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในหมู่นักออกแบบชั้นนำ เทคโนโลยีจะสามารถถูกนำมาใช้ได้อย่างมีความหมาย เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตภายในบ้านในแต่ละวัน ทั้งในมิติของอารมณ์และการใช้งานจริง ได้อย่างไร? คำถามนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการออกแบบของ Antoine Besseyre Des Horts, Vice President, LIXIL Global Design Asia ผู้อยู่เบื้องหลังการกำหนดทิศทางงานดีไซน์ให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง American Standard, Grohe, INAX และ TOSTEM
วันนี้ อั้ม ศุภกร, Dsign Something มีโอกาสได้นั่งสนทนากับเขาแบบเจาะลึกกับคุณ Antoine เพื่อถอดรหัสแนวคิดที่จะมานิยามคำว่า “บ้านที่ดี” ในยุคต่อไป… แนวคิดที่อาจเปลี่ยนวิธีที่คุณมอง “ห้องน้ำ” และความหมายของ “งานดีไซน์” ไปตลอดกาล
ในยุคที่โลกสุดซับซ้อน กับการทวงคืน “พื้นที่หลบภัยทางใจ”
ความซับซ้อนในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสภาวะเศรษฐกิจหรือสังคม แต่คือปริมาณของข้อมูลข่าวสารและการตัดสินใจที่ถาโถมเข้าหาเราตั้งแต่ลืมตาตื่น การได้เป็น “คนคนเดียวในสเปซของตัวเอง” กลายเป็นความหรูหราที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่ง Antoine ชี้ให้เห็นว่า รากศัพท์ของคำว่า Sanctuary มาจากคำว่า Sanctus ในภาษาละตินที่แปลว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งในอดีตมักใช้เรียกพื้นที่ที่เราสามารถหลบหนีจากภัยอันตรายภายนอก
อั้ม ศุภกร, Dsign Something: ในมุมของคุณ บทบาทของ “บ้าน” ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างครับ?
Antoine, LIXIL: “The home has to be more than just a place — it’s really become like a sanctuary.” เราอยู่ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน บทบาทของบ้านจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ความซับซ้อนที่ผมพูดถึงไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องการเมืองหรือเศรษฐกิจ แต่หมายถึงปริมาณของข้อมูล ปริมาณของการตัดสินใจ และเสียงรบกวนจากดิจิทัลที่ไหลเข้าหาเราตั้งแต่เปิดตามาในตอนเช้า
บ้านในวันนี้จึงต้องไม่ใช่แค่ที่อยู่ แต่กลายเป็น Sanctuary หรือพื้นที่หลบภัยทางใจของผู้คน เป็นที่ที่ไม่มีใครสามารถเข้ามาทำร้ายเราได้ เป็นที่ที่เรากลับไปเพื่อ “เป็นตัวเอง” อย่างแท้จริง บ้านที่ดีในยุคนี้จึงไม่ใช่บ้านที่ใหญ่ที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่คือบ้านที่ “เข้าใจ” คนอยู่มากที่สุดครับ
ห้องน้ำ พื้นที่เดียวที่ “ความเงียบ” ยังเป็นของเรา
ในขณะที่ห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องนอน มักเป็นพื้นที่ที่เราต้อง “แชร์” กับผู้อื่น ห้องน้ำกลับเป็นปราการด่านสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง ปราศจากเสียงเรียกเข้า และปราศจากการรบกวน
อั้ม ศุภกร, Dsign Something: ทำไมห้องน้ำถึงเป็นพื้นที่ที่คุณให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในเมื่อบ้านมีอีกหลายห้องที่ถูกใช้งานมากกว่า?
Antoine, LIXIL: ถ้าลองคิดดูดีๆ ห้องน้ำคือพื้นที่เดียวในบ้านที่มอบ “me time” ที่แท้จริงให้กับเรา เป็นห้องที่ไม่มีใครรบกวน ไม่มีการประชุม เป็นช่วงเวลาที่ตัวเรากลับมาอยู่กับตัวเองล้วนๆ ในขณะที่ห้องอื่นๆ ในบ้านมักถูก “แชร์” กับครอบครัวหรือคู่ชีวิต ห้องน้ำจึงสำคัญในมิติที่เกินกว่าฟังก์ชันการใช้งาน มันคือพื้นที่สุดท้ายของ “ความเงียบที่เลือกได้เอง”
LIXIL จึงลงทุนอย่างจริงจังในเรื่อง Well-being through water หรือคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านน้ำ เพราะเทคโนโลยีช่วยให้เราออกแบบประสบการณ์ที่เฉพาะตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่จดจำความชอบของเจ้าของ หรือแรงดันน้ำที่ปรับตามช่วงเวลาของวัน เทคโนโลยีในมือเราจึงไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นเครื่องมือของการ “เคารพความแตกต่างของแต่ละคน” ในระดับที่ละเอียดที่สุดครับ
Human First, Technology Second. มนุษย์ต้องมาก่อน เทคโนโลยีเป็นเพียงผู้ตาม
ในยุคที่หลายแบรนด์พยายามชู AI และความสมาร์ทเป็นจุดขาย LIXIL กลับเลือกที่จะเดินสวนกระแส นี่คือการทุบทำลายมายาคติที่ว่า นวัตกรรมต้องเริ่มจากการยัดเยียดเทคโนโลยีใหม่ๆ
อั้ม ศุภกร, Dsign Something: หลายแบรนด์ในวันนี้พยายามชูเทคโนโลยีเป็นพระเอก แต่ดูเหมือน LIXIL จะเดินสวนทาง คุณวางลำดับความสำคัญของ “เทคโนโลยี” กับ “มนุษย์” อย่างไรครับ?
Antoine, LIXIL: สำหรับเรา เทคโนโลยีไม่ใช่เหตุผลในการมีอยู่ของผลิตภัณฑ์ และไม่ใช่จุดเริ่มต้นของกระบวนการออกแบบ เราจะเริ่มจากผู้บริโภคเสมอ เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร แล้วจากนั้นเราถึงเริ่มคิดว่าเทคโนโลยีแบบไหนจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นได้
สิ่งที่หลายแบรนด์มองข้ามคือ ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าเท่าไร Design กลับยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เทคโนโลยีระดับสูงหรือ AI โมเดลที่ดีที่สุดในโลกใครๆ ก็หาใช้ได้ สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างกันในยุคนี้ จึงไม่ใช่ “ใครมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า” แต่คือ “ใครเข้าใจมนุษย์ลึกกว่า” ในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ครับ นักออกแบบจึงอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีใครเหมือน เพราะเราคือคนที่คอยเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับผู้คนที่จะใช้มัน
เทรนด์อนาคต โอบรับทุกวัย และรักษ์โลกโดยไม่ต้องพยายาม
นอกเหนือจากเรื่อง Sanctuary และ Personalization แล้ว ทิศทางการออกแบบยังถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทายแห่งอนาคตที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ
อั้ม ศุภกร, Dsign Something: เทรนด์อะไรที่กำลังเข้ามากำหนดวิธีคิดของ LIXIL ในการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับปี 2026 และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าครับ?
Antoine, LIXIL: นอกจากเรื่อง personalization ที่พูดไปแล้ว ยังมีอีกสองเรื่องหลักๆ ครับ
“Multigenerational living” รูปแบบการอยู่ร่วมกันหลายรุ่นในบ้านเดียวกันที่กำลังกลับมา คำถามของเราไม่ใช่แค่จะออกแบบเพื่อผู้สูงอายุอย่างไร แต่คือ “จะออกแบบอย่างไรให้ช่วยทั้งผู้สูงอายุ และคนที่ดูแลผู้สูงอายุไปพร้อมๆ กัน” ราวจับในห้องน้ำต้องดูเป็นสถาปัตยกรรม ไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้ทุกรุ่นรู้สึกว่าบ้านยังเป็นบ้านของตัวเอง
“Sustainability” ผู้บริโภคต้องการความยั่งยืน แต่ก็ไม่อยากเสียประสบการณ์การใช้งานที่ดี ทางออกของเราคือการมองความยั่งยืนผ่านมุมของ “วิธีออกแบบประสบการณ์” การทำให้ผลิตภัณฑ์ใช้งานง่ายโดยธรรมชาติ (Intuitive by Design) เช่น ฝักบัวที่ผสมอากาศเข้าไปในน้ำเพื่อให้สัมผัสนุ่มโดยใช้น้ำน้อยลง นี่คือความยั่งยืนที่เกิดจากการออกแบบ ไม่ใช่จากการบังคับ และเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ไม่รู้สึกว่ากำลังเสียสละอะไรครับ
ฟังเสียงท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์ระดับโลก
ภายใต้ปรัชญาขององค์กรที่ว่า “To make special homes a reality for everyone, everywhere” LIXIL Global Design Asia ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจบริบทที่ไม่อาจหาได้จากเพียงแค่ตัวเลขในรายงาน
อั้ม ศุภกร, Dsign Something: คำถามสุดท้ายครับ ทำไมการเปิดบทสนทนากับ Creative Community ในแต่ละประเทศ ถึงเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการทำงานของ LIXIL?
Antoine, LIXIL: เป้าหมายของเราคือการทำให้บ้านที่ดี กลายเป็นความเป็นจริงสำหรับทุกคน ทุกที่ เราจึงเปิดบทสนทนากับ Creative Community เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย หา Insight และแรงบันดาลใจจากคนที่อยู่ใกล้กับผู้บริโภคจริงๆ ในแต่ละประเทศ
จากนั้นเรานำสิ่งที่ได้กลับไปสู่ทีมออกแบบของเรา เพื่อพัฒนาเป็นโซลูชั่นใหม่ที่ “เกิดจากการฟัง” ในตลาดนั้นๆ ก่อนจะถูกออกแบบ เพราะรายละเอียดเชิงวัฒนธรรมอย่างพฤติกรรมการอาบน้ำหลายครั้งต่อวันของคนไทย หรือลักษณะของห้องน้ำแบบเปียก ไม่สามารถเข้าใจได้จากการอ่านรายงานวิจัย การออกแบบที่ดีจึงต้องเข้าใจความเฉพาะตัวของแต่ละตลาด เพื่อสร้างโซลูชั่นที่ยกระดับชีวิตผู้คนได้อย่างมีความหมายจริงๆ ครับ
สิ้นสุดยุค Smart Home เมื่อบ้านในอุดมคติต้อง “เข้าใจ” มากกว่า “ฉลาด”
ในวันที่เราสามารถเนรมิตทุกอย่างให้ทำงานผ่านคำสั่งเสียงหรือแอปพลิเคชัน บางที “นวัตกรรม” ที่มนุษย์โหยหาที่สุด อาจไม่ใช่ความล้ำสมัยที่เรียกร้องความสนใจจากเราตลอดเวลา แต่คือการออกแบบที่เข้าใจจังหวะชีวิต เป็นสเปซที่ประนีประนอม อ่อนโยน และช่วยย่อยสลายความซับซ้อนของโลกภายนอก
หน้าที่ของนักออกแบบจึงเปลี่ยนจากการเป็นผู้สร้างรูปทรง สู่การเป็น “ผู้คัดกรองความซับซ้อน” เพื่อซ่อนการทำงานที่วุ่นวายไว้เบื้องหลัง ท้ายที่สุดแล้ว… บ้านที่ดีในอุดมคติ อาจไม่ใช่บ้านที่ฉลาดที่สุด แต่คือบ้านที่ “ฉลาดพอที่จะรู้ว่า เมื่อไหร่ควรเงียบ” เพื่อปล่อยให้เราได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองชัดเจนขึ้นนั่นเอง
[ About LIXIL Global Design Asia ]
LIXIL Global Design Asia คือศูนย์กลางการออกแบบของบริษัท LIXIL สำหรับภูมิภาคเอเชีย ดูแลทิศทางการออกแบบของแบรนด์ในเครือ ทั้ง American Standard, Grohe, INAX และ TOSTEM ภายใต้แนวคิด *”to make special homes a reality for everyone, everywhere” โดยมี Antoine Besseyre des Horts เป็นรองประธานผู้ดูแลภูมิภาค ทีมประกอบด้วยนักออกแบบจากหลากหลายสัญชาติ ทำงานข้ามตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของ LIXIL ตอบโจทย์ทั้งวัฒนธรรมที่ลึกของแต่ละประเทศ และมาตรฐานสากลในระดับที่ผู้บริโภคทั่วโลกคาดหวัง
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย