DTGO CampUs นิยามใหม่ของ Workplace
ที่เชื่อมต่อการทำงาน การเรียนรู้ วิถีชีวิตเข้าด้วยกัน

ในวันที่สถาปัตยกรรมของพื้นที่ทำงานกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจาก สถานที่สำหรับทำงาน ไปสู่การเป็น สภาพแวดล้อมสำหรับการใช้ชีวิต อาคารสำนักงานร่วมสมัยจำนวนมากจึงเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า Workplace ในอนาคตควรสร้างเพียงประสิทธิภาพในการทำงาน หรือควรสร้างคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนไปพร้อมกันด้วย

DTGO CampUs อาคารที่ได้รับรางวัล 2024 Award จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ในหมวด Cultural and Sustainability Category รางวัลที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ในงานสถาปัตยกรรมปัจจุบัน อาจไม่ได้หมายถึงเพียงเทคโนโลยีหรือประสิทธิภาพด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความรู้สึก และวิธีการใช้ชีวิตของผู้คนในระยะยาวด้วย

แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาผ่าน DTGO CampUs อาคารสำนักงานใหญ่ที่พยายามตีความคำว่า Workplace ใหม่ ให้ใกล้เคียงกับ มหาวิทยาลัย และ บ้าน มากกว่าออฟฟิศองค์กรทั่วไป ผ่านสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงธรรมชาติ การเรียนรู้ การพักผ่อน และการทำงานเข้าไว้ด้วยกันภายในสภาพแวดล้อมเดียว

สถาปัตยกรรมที่เริ่มนิยาม คุณภาพชีวิต ไปพร้อมกับ ประสิทธิภาพการทำงาน 

การได้รับรางวัล 2024 Award จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในหมวด Cultural and Sustainability Category ของ DTGO CampUs ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองความสำเร็จของอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของการออกแบบพื้นที่ทำงานร่วมสมัย ที่ความยั่งยืนไม่ได้ถูกวัดจากตัวเลขทางวิศวกรรมหรือประสิทธิภาพด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงคุณภาพชีวิต ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาคารนั้นในระยะยาวด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความหมายของ พื้นที่ทำงาน ทั่วโลกกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากสำนักงานแบบเดิมที่เน้นการนั่งทำงานภายในอาคารปิดและระบบ Fixed Seating ไปสู่สภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และให้ความสำคัญกับสุขภาวะของผู้ใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ประเด็นเรื่องอากาศ แสง พื้นที่เปิดโล่ง ธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ กลายเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบ Workplace ในยุคใหม่

DTGO CampUs จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ Future Workplace ที่ไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า ออฟฟิศควรทำงานได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ตั้งคำถามลึกลงไปกว่านั้นว่า พื้นที่ทำงานควรช่วยให้คนใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างไร

บนพื้นที่กว่า 13 ไร่ ใกล้โครงการ The Forestias สำนักงานใหญ่ของบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าอาคารสำนักงานใหญ่ แต่เป็น Campus Workplace ที่เชื่อมโยงการทำงาน การเรียนรู้ การพักผ่อน และธรรมชาติไว้ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ผ่านกลุ่มอาคารแนวราบ พื้นที่สีเขียวกว่า 40% และบรรยากาศที่พยายามลดความแข็งกระด้างของออฟฟิศองค์กรแบบเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ที่มนุษย์อยากเข้ามาใช้ชีวิตจริง

เมื่อวิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และความเป็นมา ถูกแปลเป็นภาษาสถาปัตยกรรม 

อาคารสำนักงานใหญ่ขององค์กรหนึ่ง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับจำนวนพนักงานหรือรวมหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ในสถานที่เดียวกันเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และความเป็นมาขององค์กรนั้นอย่างชัดเจน บางครั้งสถาปัตยกรรมจึงทำหน้าที่ไม่ต่างจากสื่อสารองค์กรขนาดใหญ่ ที่บอกเล่าตัวตนของบริษัทผ่านพื้นที่ แสง ทางเดิน ความสัมพันธ์ระหว่างอาคาร และวิธีที่ผู้คนใช้งานในแต่ละวัน

สำหรับ DTGO CampUs ตัวตนดังกล่าวเริ่มต้นจากความทรงจำของ บ้านนก โฮมออฟฟิศเดิมบนที่ดินผืนเล็กที่ DTGO FAMZ หรือสมาชิกขององค์กรคุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน แม้บ้านนกจะไม่สามารถรองรับจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยสู่หลักพันได้อีกต่อไป แต่สิ่งที่ถูกส่งต่อมายังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้ คือบรรยากาศอบอุ่น ร่มรื่น ผ่อนคลาย และความรู้สึกของการเป็น “บ้าน” มากกว่าการเป็นอาคารสำนักงานในความหมายทั่วไป

แนวคิด CAMP-US ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่าง Campus และ Camping จึงกลายเป็นแกนหลักของการออกแบบ โดยตีความพื้นที่ทำงานให้ใกล้เคียงกับบรรยากาศของมหาวิทยาลัยและการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ สถาปัตยกรรมของโครงการจึงไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะพื้นที่ภายในอาคาร แต่ให้คุณค่ากับพื้นที่ระหว่างอาคาร ทางเดินกึ่งเอาต์ดอร์ ร่มเงาของต้นไม้ พื้นที่สีเขียว และจังหวะการพบปะของผู้คนตลอดทั้งวัน

โครงการนี้ประกอบด้วยอาคารหลักสองหลัง พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 22,000 ตารางเมตร โดยแต่ละอาคารถูกออกแบบให้มีบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน อาคารด้านหน้าทำหน้าที่เปิดรับผู้คน การเรียนรู้ และการสื่อสารกับภายนอก ขณะที่อาคารด้านในถูกวางให้เป็นพื้นที่ทำงานที่มีความเป็นส่วนตัว ยืดหยุ่น และใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

วิถี การเรียนรู้ ที่ถูกวางไว้เป็นโครงสร้างหลักของการใช้งานอาคาร 

อาคารแรกที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโครงการมีชื่อว่า Empty Cup หรือแนวคิด น้ำไม่เต็มแก้ว ซึ่งสะท้อนทัศนคติขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ชื่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำเปรียบเปรย แต่ถูกแปลออกมาเป็นการจัดวางพื้นที่ภายในอาคารอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการพบปะเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในการตัดสินใจสำคัญของทีมออกแบบ คือการย้าย Common Space หลักของอาคารขึ้นมาไว้ที่ชั้นสาม แทนที่จะวางไว้ที่ชั้นหนึ่งตามความคุ้นเคยของอาคารทั่วไป เนื่องจากอาคารมีความสูงห้าชั้น หากพื้นที่สาธารณะอยู่เฉพาะด้านล่าง ชั้นบนอาจถูกตัดขาดจากการใช้งานร่วมกัน การวาง Public Sharing Space ไว้ตรงกลางอาคารจึงช่วยดึงผู้คนจากทุกชั้นให้เข้ามาเจอกัน และทำให้ชั้นสามกลายเป็นแกนกลางของการเคลื่อนไหวในแนวตั้ง

จากพื้นที่ต้อนรับที่ชั้นหนึ่ง ผู้ใช้งานจะค่อย ๆ ถูกพาเข้าสู่บรรยากาศของการเรียนรู้ที่ชั้นสอง ซึ่งเป็น Explorer Room หรือพื้นที่รวบรวมองค์ความรู้ในหลายรูปแบบ ภายในประกอบด้วย Treasure Library ห้องหนังสือหายากและมีคุณค่า, Bubble Space สำหรับผู้ที่ต้องการสมาธิ, Green Path Library หรือ Material Room ที่รวบรวมผลงานวิจัยวัสดุรักษ์โลกจาก RISC ไปจนถึง Bear Den พื้นที่งีบหลับและพักผ่อนสั้น ๆ ที่ทำให้ภาพของออฟฟิศเริ่มหลุดออกจากกรอบเดิมอย่างชัดเจน

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสาม พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนจุดตัดของกิจกรรมทั้งหมด ทั้งห้องประชุมที่ชาว DTGO FAMZ เรียกกันว่าห้องเรียน พื้นที่เอนกประสงค์ ร้านกาแฟ Dilly Dally Kaffe และ Forget Me Not Shop พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมโยงผ่านสเปซแบบไล่ระดับที่มีลักษณะคล้าย auditorium ซึ่งช่วยยึดโยงโปรแกรมต่าง ๆ ตั้งแต่ชั้นสามไปจนถึงชั้นห้าให้กลายเป็นประสบการณ์เดียวกัน

ถัดจากอาคาร Empty Cup เข้าไปด้านใน คืออาคาร Plant Box ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทำงานหลักของ DTGO FAMZ หากอาคารแรกเปรียบเหมือนพื้นที่เปิดรับผู้คนและองค์ความรู้ อาคารหลังนี้ก็คือพื้นที่ที่สะท้อนวิธีทำงานขององค์กรในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

แม้จะเป็นอาคารสำนักงาน แต่ Plant Box ไม่ได้จัดวางพื้นที่ตามขนบออฟฟิศแบบเดิมที่ทุกคนต้องมีโต๊ะประจำของตัวเอง ยกเว้นบางตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะหรือคอมพิวเตอร์สเปคสูง พนักงานส่วนใหญ่สามารถเลือกที่นั่งทำงานได้ตามลักษณะงานและอารมณ์ของแต่ละวัน ทำให้พื้นที่ภายในอาคารมีลักษณะเป็น Co-working Space เต็มรูปแบบ

ความน่าสนใจของ Plant Box คือการที่ ที่ทำงาน ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงโต๊ะ เก้าอี้ และห้องแอร์เท่านั้น แต่กระจายตัวไปตามซอกมุมต่าง ๆ ของอาคาร ทั้งพื้นที่ริมช่องเปิดกลางอาคาร มุมนั่งท่ามกลางต้นไม้ พื้นที่ใกล้น้ำ และจุดพักสายตาที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานได้ตลอดวัน

การออกแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิด Biophilic Design และ Climate-responsive Architecture ที่พยายามเชื่อมคนเข้ากับธรรมชาติ ไม่ว่าจะผ่านแสงธรรมชาติ ร่มเงา การระบายอากาศ ความเขียวของต้นไม้ หรือสภาวะ Microclimate ที่ช่วยลดความร้อนในบริบทภูมิอากาศแบบไทย ขณะเดียวกันอาคารยังคำนึงถึงแนวทางของ WELL Building Standard ผ่านประเด็นสุขภาวะหลากหลายมิติ ทั้งคุณภาพอากาศ แสง เสียง น้ำ และ Thermal Comfort

Facade ของอาคารถูกออกแบบให้ช่วยกรองแสงแดดและลดความร้อน Solar Cell ถูกนำมาใช้เพื่อผลิตพลังงานหมุนเวียน ขณะที่พื้นที่ภายในถูกจัดวางให้ยืดหยุ่น โปร่งใส และพร้อมรองรับพฤติกรรมการทำงานที่หลากหลาย ความยั่งยืนของ DTGO CampUs จึงไม่ได้อยู่เพียงในระบบอาคาร แต่แทรกอยู่ในวิธีที่ผู้คนสามารถใช้งานพื้นที่ได้อย่างสบายกายและสบายใจ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้ DTGO CampUs แตกต่างจากสำนักงานใหญ่ทั่วไป คือการขยายความหมายของคำว่า ออฟฟิศ ให้กว้างออกไปกว่าพื้นที่สำหรับทำงาน โครงการนี้ไม่ได้มีเพียงโต๊ะทำงาน ห้องประชุม หรือพื้นที่ส่วนกลาง แต่ยังประกอบด้วย Theater ห้องดนตรี ห้องสมุด พื้นที่ออกกำลังกาย ศูนย์สุขภาพ Mother & Child Room รวมถึงพื้นที่พักผ่อนที่ช่วยให้ชีวิตระหว่างวันของพนักงานมีความหลากหลายมากขึ้น

ที่มาของแนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากใจกลางเมือง คำถามของทีมออกแบบจึงไม่ใช่เพียง
“จะสร้างสำนักงานใหญ่ที่รองรับคนจำนวนมากได้อย่างไร?”
แต่คือ จะทำอย่างไรให้ผู้คนอยากมาที่นี่ คำตอบจึงไม่ใช่การสร้างอาคารสำนักงานที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น สนุก และมีคุณภาพพอให้คนรู้สึกว่า การมาทำงานไม่ใช่ภาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

ในแง่นี้ DTGO CampUs จึงมีบรรยากาศใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยหรือบ้านหลังใหญ่มากกว่าออฟฟิศองค์กรทั่วไป ผู้คนสามารถทำงาน เรียนรู้ พักผ่อน ออกกำลังกาย ฟังดนตรี หรือพบปะกันในพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่กันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ท้ายที่สุด ความยั่งยืนของ DTGO CampUs จึงไม่ได้ถูกนิยามผ่านเทคโนโลยีหรือมาตรฐานอาคารเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขยายไปสู่การออกแบบ คุณภาพของการใช้ชีวิต ผ่านพื้นที่สีเขียว สภาวะน่าสบาย ความยืดหยุ่นในการทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ DTGO CampUs ไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานใหญ่ร่วมสมัย แต่เป็นภาพสะท้อนของ Future Workplace ที่พยายามตั้งคำถามใหม่กับโลกการทำงานว่า ออฟฟิศในอนาคตควรมุ่งสร้างประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว หรือควรเป็นสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ผู้คนทำงาน เรียนรู้ พักผ่อน และเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นด้วย

Reference
เรียบเรียงและพัฒนาต่อยอดจากบทความต้นฉบับ DTGO CampUS จากโฮมออฟฟิศสู่อาณาจักรแห่งการเรียนรู้ ของคนทำงาน ขนาด 20,000 ตาราเมตร งานเขียนของ Chanikarn O. Lee

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading