Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
ในวันที่เรานั่งทำงานในห้องเดิมทั้งวัน กลับบ้านไปเจออากาศเดิม ๆ และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกล่องที่เรียกว่าอาคาร เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า Comfort ในฐานะความเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ หรือการจัดวางฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต แต่แทบไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า อากาศในอาคารที่เราใช้หายใจอยู่ทุกวันนั้น มีคุณภาพดีพอสำหรับร่างกายของเราจริงหรือไม่?
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ เราจะทำให้มันสวยหรือใช้งานดีแค่ไหน แต่คือ พื้นที่เหล่านี้กำลังส่งผลอะไรกับร่างกายของเราในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์แทบทั้งหมดถูกย้ายเข้ามาอยู่ภายในอาคาร
Talk “The Breathable Space” ที่บูธ AGRO ในงานสถาปนิก’69 จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเรื่องราวจากงานดีไซน์ แต่เริ่มจาก ลมหายใจที่ค่อย ๆ พาเราไล่เรียงไปตั้งแต่ระดับผังอาคาร ไปจนถึงระดับโมเลกุลของวัสดุ เพื่อหาคำตอบร่วมกันว่า สถาปัตยกรรมที่ดีในวันนี้ ควรทำให้คน อยู่สบาย หรือจริง ๆ แล้วต้องทำให้คน อยู่ได้อย่างปลอดภัย กันแน่
การออกแบบอากาศที่ชวนคำนึงถึงในระดับ Macro และ Micro
เมื่อลมหายใจกลายเป็นโจทย์หลัก การออกแบบจึงไม่สามารถมองแค่ระดับใดระดับหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ต้องทำงานพร้อมกันในหลายสเกล ตั้งแต่ภาพใหญ่ของอาคาร ไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุดของวัสดุที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นพื้นที่
ในระดับ Macro อาจารย์ธีรชัยอธิบายว่า การออกแบบอาคารต้องเริ่มจากการ “อ่านธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นทิศทางลม แสงแดด หรือภูมิประเทศ การวางตัวอาคารให้รับลมประจำฤดู การออกแบบช่องเปิดและช่องทึบเพื่อควบคุมการไหลของอากาศ รวมถึงการเว้นพื้นที่ว่างให้เกิดการถ่ายเท ล้วนเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้อาคารสามารถหายใจได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบกลไกมากเกินไป
ขณะเดียวกัน ในระดับ Micro สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างวัสดุกลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะงานบิลต์อินซึ่งกินพื้นที่ถึง 80–90% ของ interior ทั้งหมด แม้เราจะไม่เห็นโครงสร้างภายในเหล่านี้ แต่เรากลับใช้ชีวิตอยู่กับมันตลอดเวลา และที่สำคัญคือเราสูดอากาศที่ผ่านวัสดุเหล่านี้เข้าไปในร่างกายทุกวัน
สถาปัตยกรรมกินอากาศ เมื่ออาคารกลายเป็นระบบหายใจ
ก่อนจะพูดถึงรูปทรงอาคารหรือวัสดุใด ๆ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาบนเวที คือการชวนให้มองว่า อากาศ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงบริบทแวดล้อมของสถาปัตยกรรมอีกต่อไป แต่ควรถูกมองเป็นหนึ่งในวัสดุพื้นฐานของการออกแบบ วัสดุที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อคุณภาพของพื้นที่มากที่สุดชิ้นหนึ่ง เพราะไม่ว่าพื้นที่จะสวยงามเพียงใด หากไม่สามารถจัดการการไหลเวียน อุณหภูมิ หรือคุณภาพของอากาศได้อย่างเหมาะสม พื้นที่นั้นก็ยากจะเรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง
เมื่อมองอากาศในฐานะองค์ประกอบที่ต้องถูก ออกแบบ ไม่ต่างจากแสง โครงสร้าง หรือวัสดุอื่น ๆ อาจารย์ธีรชัยจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจในชื่อ สถาปัตยกรรมกินอากาศ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการมองอาคารเป็นวัตถุ ไปสู่การมองอาคารเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถรับและปล่อยอากาศได้
แนวคิดนี้พัฒนามาจากภาพจำของสถาปัตยกรรมไทยที่ดูเหมือนถูกอากาศกลืน แต่ในบริบทใหม่กลับกลายเป็นอาคารที่ อ้าปากรับลม และทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างตั้งใจ
ตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้คือโครงการ ชีวิตชีวา ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Passive เกือบทั้งหมดโดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ อาคารถูกวางอยู่บนจุดสูงสุดของพื้นที่เพื่อรับลมจากภูเขา และจัดวางผังให้เกิดการไหลเวียนของอากาศอย่างต่อเนื่องผ่านการควบคุมช่องเปิด
รูปทรงหลังคาจั่วที่เรียบง่ายถูกลากยาวลงมาจนเกือบแตะพื้น สร้างความรู้สึกถ่อมตัวและเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น ขณะที่การยกอาคารด้วยโครงสร้าง cantilever ทำให้เกิดช่องว่างด้านล่างที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านได้สะดวก ผนังของอาคารถูกออกแบบให้สามารถกรองแสงและระบายอากาศได้ในเวลาเดียวกัน จนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า Breathing Wall ที่ทำให้อาคารดูเหมือนมีชีวิต ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่เพียงความเย็นสบาย แต่เป็นสภาวะของความสงบที่เกิดจากการที่สถาปัตยกรรมไม่ฝืนธรรมชาติ และปล่อยให้ธรรมชาติทำงานอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อ อากาศ กลายเป็นโจทย์ออกแบบหลักในการออกแบบพื้นที่ภายใน
บทสนทนาเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคารมากกว่า 90% ของวัน ซึ่งหมายความว่า คุณภาพอากาศภายใน ไม่ใช่แค่เรื่องรอง แต่กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คุณปูนและคุณกิ๊ฟจาก Gratitude Design ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือมลพิษภายในอาคาร หรือ Indoor Pollution ที่ในหลายกรณีอาจมีความเข้มข้นสูงกว่าภายนอกเสียอีก โดยเฉพาะสารฟอร์มัลดีไฮด์ที่แฝงอยู่ในวัสดุตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และงานบิลต์อิน ซึ่งค่อย ๆ สะสมและส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว.
ด้วยเหตุนี้ คำว่า Breathable Space จึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีช่องเปิดให้ลมไหลผ่าน แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ผู้ใช้งานสามารถหายใจได้อย่างปลอดภัยจริง ๆ เป็นพื้นที่ที่ไม่ซ่อน ภัยเงียบ เอาไว้ภายใน และนี่คือจุดที่งานออกแบบเริ่มต้องขยับจากการตอบโจทย์ด้านภาพลักษณ์ ไปสู่การรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างจริงจัง
สดุในอาคาร = อากาศที่ถูกสร้างขึ้น
จากบทสนทนาที่กล่าวมาในข้างต้นทำให้เราเห็นว่าเมื่ออาคารสามารถ หายใจได้ แล้ว คำถามถัดมาคือ อากาศที่อยู่ภายในนั้นสะอาดเพียงพอหรือไม่ เพราะต่อให้การออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมจะเปิดรับลมและสร้างการไหลเวียนได้ดีเพียงใด หากอากาศที่ไหลผ่านเต็มไปด้วยสารปนเปื้อน พื้นที่นั้นก็อาจไม่สามารถเรียกว่าเป็น Breathable Space ได้อย่างแท้จริง
บทสนทนาในช่วงนี้จึงค่อย ๆ พาเราลงลึกจากสเกลของอาคาร สู่สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่าง วัสดุ โดยเฉพาะวัสดุที่ซ่อนอยู่ในงานบิลต์อิน ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่กลับเป็นองค์ประกอบหลักของพื้นที่ที่เราใช้งานทุกวัน และเป็นแหล่งที่มาของสารฟอร์มัลดีไฮด์หรือสารระเหย (VOC) ที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
ไม้ HMR จึงถูกพูดถึงในฐานะตัวอย่างของวัสดุที่ไม่ได้ถูกพัฒนาเพียงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความชื้น แต่ขยับไปสู่การตั้งคำถามใหม่ว่า วัสดุควรมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตอย่างไร? นอกจากความแข็งแรงและความทนทานแล้ว สิ่งสำคัญคือการควบคุมการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ให้อยู่ในระดับต่ำมาก ประมาณ 0.11 ppm ซึ่งใกล้เคียงมาตรฐาน E0 ตามเกณฑ์ EPA ทำให้ผู้ใช้งานสามารถอยู่ร่วมกับวัสดุเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องกังวลกับผลกระทบสะสมในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กระบวนการผลิตยังสะท้อนแนวคิดของ Circular Economy ที่พยายามใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ก่อให้เกิดของเสีย สิ่งเหล่านี้ทำให้วัสดุไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของงานออกแบบ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างอาคาร ผู้ใช้งาน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
เมื่อมองในมุมนี้ วัสดุที่ถูกนำมาเลือกใช้ภายในอาคารจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ ประกอบขึ้นเป็นพื้นที่ แต่คือสิ่งที่กำหนดคุณภาพของอากาศที่เราใช้หายใจอยู่ทุกวัน หรืออาจพูดได้ว่า วัสดุเองก็คือ อากาศในรูปแบบที่ถูกสร้างขึ้น นั่นเอง
รายละเอียดระดับมิลลิเมตร เมื่อ Emotion คือส่วนหนึ่งของสุขภาวะ
นอกเหนือจากโครงสร้างและวัสดุ สิ่งที่ทอล์คนี้ชวนให้กลับมาทบทวนคือ ความรู้สึก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการอยู่อาศัยที่มักถูกมองข้าม พี่ปูนอธิบายว่า แม้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยอย่างระดับแสง การไหลเวียนของอากาศ หรือพื้นผิวของวัสดุ ก็สามารถส่งผลต่อความสบายของผู้ใช้งานได้ทันที
งานออกแบบภายในจึงต้องลงลึกถึงระดับมิลลิเมตร ตั้งแต่การเลือกวัสดุที่ให้สัมผัสที่ดี การควบคุมแสงให้เหมาะสม การมองเห็นสีเขียวของธรรมชาติ ไปจนถึงการติดตั้งพัดลมในจุดที่ลมธรรมชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ
คุณกิ๊ฟเสริมว่า การออกแบบที่ดีต้องเริ่มจากภาพใหญ่ระดับผังเมือง ไล่ลงมาสู่อาคาร พื้นที่ภายใน และวัสดุ โดยทุกองค์ประกอบต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน เพื่อสร้างสภาวะที่ผู้ใช้งานสามารถรู้สึก อยู่สบาย ได้ทั้งในเชิงกายภาพและอารมณ์
สิ่งที่น่าสนใจของ Talk “The Breathable Space” อาจไม่ใช่การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ หรือวัสดุชนิดใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือการชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามกับพื้นฐานของงานออกแบบอีกครั้ง ว่าสุดท้ายแล้ว สถาปัตยกรรมควรมีหน้าที่อะไรในชีวิตของผู้คน จากเดิมที่เราเคยมองว่าสถาปัตยกรรมคือ ที่อยู่อาศัย วันนี้มันกำลังเปลี่ยนบทบาทไปเป็นระบบดูแลชีวิต ที่ต้องรับผิดชอบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในระยะยาว
Breathable Space จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดหรือเทรนด์ แต่คือมาตรฐานใหม่ของการออกแบบ ที่รวมเอาทั้งลม แสง วัสดุ และความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้มนุษย์สามารถหายใจได้อย่างเต็มปอดในพื้นที่ของตัวเอง และในโลกที่เราไม่สามารถควบคุมมลภาวะภายนอกได้ทั้งหมด สิ่งเดียวที่นักออกแบบยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจ คือภายในที่เราสร้างขึ้น
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่เพียงว่า อาคารหลังนี้สวยไหม?
แต่คือ พื้นที่นี้…ดีพอสำหรับชีวิตของใครบางคนหรือยัง?
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance