The Breathable Space เมื่อสถาปัตยกรรมต้องหายใจได้
เพื่อการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยกว่า

ในวันที่เรานั่งทำงานในห้องเดิมทั้งวัน กลับบ้านไปเจออากาศเดิม ๆ และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกล่องที่เรียกว่าอาคาร เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า Comfort ในฐานะความเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ หรือการจัดวางฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต แต่แทบไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า อากาศในอาคารที่เราใช้หายใจอยู่ทุกวันนั้น มีคุณภาพดีพอสำหรับร่างกายของเราจริงหรือไม่?

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ เราจะทำให้มันสวยหรือใช้งานดีแค่ไหน แต่คือ พื้นที่เหล่านี้กำลังส่งผลอะไรกับร่างกายของเราในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์แทบทั้งหมดถูกย้ายเข้ามาอยู่ภายในอาคาร

Talk “The Breathable Space” ที่บูธ AGRO ในงานสถาปนิก’69 จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเรื่องราวจากงานดีไซน์ แต่เริ่มจาก ลมหายใจที่ค่อย ๆ พาเราไล่เรียงไปตั้งแต่ระดับผังอาคาร ไปจนถึงระดับโมเลกุลของวัสดุ เพื่อหาคำตอบร่วมกันว่า สถาปัตยกรรมที่ดีในวันนี้ ควรทำให้คน อยู่สบาย หรือจริง ๆ แล้วต้องทำให้คน อยู่ได้อย่างปลอดภัย กันแน่

การออกแบบอากาศที่ชวนคำนึงถึงในระดับ Macro และ Micro

เมื่อลมหายใจกลายเป็นโจทย์หลัก การออกแบบจึงไม่สามารถมองแค่ระดับใดระดับหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ต้องทำงานพร้อมกันในหลายสเกล ตั้งแต่ภาพใหญ่ของอาคาร ไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุดของวัสดุที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นพื้นที่

ในระดับ Macro อาจารย์ธีรชัยอธิบายว่า การออกแบบอาคารต้องเริ่มจากการ “อ่านธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นทิศทางลม แสงแดด หรือภูมิประเทศ การวางตัวอาคารให้รับลมประจำฤดู การออกแบบช่องเปิดและช่องทึบเพื่อควบคุมการไหลของอากาศ รวมถึงการเว้นพื้นที่ว่างให้เกิดการถ่ายเท ล้วนเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้อาคารสามารถหายใจได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบกลไกมากเกินไป

ขณะเดียวกัน ในระดับ Micro สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างวัสดุกลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะงานบิลต์อินซึ่งกินพื้นที่ถึง 80–90% ของ interior ทั้งหมด แม้เราจะไม่เห็นโครงสร้างภายในเหล่านี้ แต่เรากลับใช้ชีวิตอยู่กับมันตลอดเวลา และที่สำคัญคือเราสูดอากาศที่ผ่านวัสดุเหล่านี้เข้าไปในร่างกายทุกวัน

สถาปัตยกรรมกินอากาศ เมื่ออาคารกลายเป็นระบบหายใจ

ก่อนจะพูดถึงรูปทรงอาคารหรือวัสดุใด ๆ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาบนเวที คือการชวนให้มองว่า อากาศ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงบริบทแวดล้อมของสถาปัตยกรรมอีกต่อไป แต่ควรถูกมองเป็นหนึ่งในวัสดุพื้นฐานของการออกแบบ วัสดุที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อคุณภาพของพื้นที่มากที่สุดชิ้นหนึ่ง เพราะไม่ว่าพื้นที่จะสวยงามเพียงใด หากไม่สามารถจัดการการไหลเวียน อุณหภูมิ หรือคุณภาพของอากาศได้อย่างเหมาะสม พื้นที่นั้นก็ยากจะเรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง

เมื่อมองอากาศในฐานะองค์ประกอบที่ต้องถูก ออกแบบ ไม่ต่างจากแสง โครงสร้าง หรือวัสดุอื่น ๆ อาจารย์ธีรชัยจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจในชื่อ สถาปัตยกรรมกินอากาศ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการมองอาคารเป็นวัตถุ ไปสู่การมองอาคารเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถรับและปล่อยอากาศได้

แนวคิดนี้พัฒนามาจากภาพจำของสถาปัตยกรรมไทยที่ดูเหมือนถูกอากาศกลืน แต่ในบริบทใหม่กลับกลายเป็นอาคารที่ อ้าปากรับลม และทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างตั้งใจ

ตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้คือโครงการ ชีวิตชีวา ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Passive เกือบทั้งหมดโดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ อาคารถูกวางอยู่บนจุดสูงสุดของพื้นที่เพื่อรับลมจากภูเขา และจัดวางผังให้เกิดการไหลเวียนของอากาศอย่างต่อเนื่องผ่านการควบคุมช่องเปิด

รูปทรงหลังคาจั่วที่เรียบง่ายถูกลากยาวลงมาจนเกือบแตะพื้น สร้างความรู้สึกถ่อมตัวและเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น ขณะที่การยกอาคารด้วยโครงสร้าง cantilever ทำให้เกิดช่องว่างด้านล่างที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านได้สะดวก ผนังของอาคารถูกออกแบบให้สามารถกรองแสงและระบายอากาศได้ในเวลาเดียวกัน จนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า Breathing Wall ที่ทำให้อาคารดูเหมือนมีชีวิต ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่เพียงความเย็นสบาย แต่เป็นสภาวะของความสงบที่เกิดจากการที่สถาปัตยกรรมไม่ฝืนธรรมชาติ และปล่อยให้ธรรมชาติทำงานอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อ อากาศ กลายเป็นโจทย์ออกแบบหลักในการออกแบบพื้นที่ภายใน

บทสนทนาเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคารมากกว่า 90% ของวัน ซึ่งหมายความว่า คุณภาพอากาศภายใน ไม่ใช่แค่เรื่องรอง แต่กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณปูนและคุณกิ๊ฟจาก Gratitude Design ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือมลพิษภายในอาคาร หรือ Indoor Pollution ที่ในหลายกรณีอาจมีความเข้มข้นสูงกว่าภายนอกเสียอีก โดยเฉพาะสารฟอร์มัลดีไฮด์ที่แฝงอยู่ในวัสดุตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และงานบิลต์อิน ซึ่งค่อย ๆ สะสมและส่งผลต่อร่างกายในระยะยาวโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว.
ด้วยเหตุนี้ คำว่า Breathable Space จึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีช่องเปิดให้ลมไหลผ่าน แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ผู้ใช้งานสามารถหายใจได้อย่างปลอดภัยจริง ๆ เป็นพื้นที่ที่ไม่ซ่อน ภัยเงียบ เอาไว้ภายใน และนี่คือจุดที่งานออกแบบเริ่มต้องขยับจากการตอบโจทย์ด้านภาพลักษณ์ ไปสู่การรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้คนอย่างจริงจัง

สดุในอาคาร = อากาศที่ถูกสร้างขึ้น

จากบทสนทนาที่กล่าวมาในข้างต้นทำให้เราเห็นว่าเมื่ออาคารสามารถ หายใจได้ แล้ว คำถามถัดมาคือ อากาศที่อยู่ภายในนั้นสะอาดเพียงพอหรือไม่ เพราะต่อให้การออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมจะเปิดรับลมและสร้างการไหลเวียนได้ดีเพียงใด หากอากาศที่ไหลผ่านเต็มไปด้วยสารปนเปื้อน พื้นที่นั้นก็อาจไม่สามารถเรียกว่าเป็น Breathable Space ได้อย่างแท้จริง

บทสนทนาในช่วงนี้จึงค่อย ๆ พาเราลงลึกจากสเกลของอาคาร สู่สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดอย่าง วัสดุ โดยเฉพาะวัสดุที่ซ่อนอยู่ในงานบิลต์อิน ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่กลับเป็นองค์ประกอบหลักของพื้นที่ที่เราใช้งานทุกวัน และเป็นแหล่งที่มาของสารฟอร์มัลดีไฮด์หรือสารระเหย (VOC) ที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

ไม้ HMR จึงถูกพูดถึงในฐานะตัวอย่างของวัสดุที่ไม่ได้ถูกพัฒนาเพียงเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความชื้น แต่ขยับไปสู่การตั้งคำถามใหม่ว่า วัสดุควรมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตอย่างไร? นอกจากความแข็งแรงและความทนทานแล้ว สิ่งสำคัญคือการควบคุมการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ให้อยู่ในระดับต่ำมาก ประมาณ 0.11 ppm ซึ่งใกล้เคียงมาตรฐาน E0 ตามเกณฑ์ EPA ทำให้ผู้ใช้งานสามารถอยู่ร่วมกับวัสดุเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องกังวลกับผลกระทบสะสมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระบวนการผลิตยังสะท้อนแนวคิดของ Circular Economy ที่พยายามใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ก่อให้เกิดของเสีย สิ่งเหล่านี้ทำให้วัสดุไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของงานออกแบบ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างอาคาร ผู้ใช้งาน และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

เมื่อมองในมุมนี้ วัสดุที่ถูกนำมาเลือกใช้ภายในอาคารจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ ประกอบขึ้นเป็นพื้นที่ แต่คือสิ่งที่กำหนดคุณภาพของอากาศที่เราใช้หายใจอยู่ทุกวัน หรืออาจพูดได้ว่า วัสดุเองก็คือ อากาศในรูปแบบที่ถูกสร้างขึ้น นั่นเอง

รายละเอียดระดับมิลลิเมตร เมื่อ Emotion คือส่วนหนึ่งของสุขภาวะ

นอกเหนือจากโครงสร้างและวัสดุ สิ่งที่ทอล์คนี้ชวนให้กลับมาทบทวนคือ ความรู้สึก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการอยู่อาศัยที่มักถูกมองข้าม พี่ปูนอธิบายว่า แม้รายละเอียดเพียงเล็กน้อยอย่างระดับแสง การไหลเวียนของอากาศ หรือพื้นผิวของวัสดุ ก็สามารถส่งผลต่อความสบายของผู้ใช้งานได้ทันที

งานออกแบบภายในจึงต้องลงลึกถึงระดับมิลลิเมตร ตั้งแต่การเลือกวัสดุที่ให้สัมผัสที่ดี การควบคุมแสงให้เหมาะสม การมองเห็นสีเขียวของธรรมชาติ ไปจนถึงการติดตั้งพัดลมในจุดที่ลมธรรมชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ

คุณกิ๊ฟเสริมว่า การออกแบบที่ดีต้องเริ่มจากภาพใหญ่ระดับผังเมือง ไล่ลงมาสู่อาคาร พื้นที่ภายใน และวัสดุ โดยทุกองค์ประกอบต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน เพื่อสร้างสภาวะที่ผู้ใช้งานสามารถรู้สึก อยู่สบาย ได้ทั้งในเชิงกายภาพและอารมณ์

สิ่งที่น่าสนใจของ Talk “The Breathable Space” อาจไม่ใช่การนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ หรือวัสดุชนิดใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือการชวนให้เรากลับมาตั้งคำถามกับพื้นฐานของงานออกแบบอีกครั้ง ว่าสุดท้ายแล้ว สถาปัตยกรรมควรมีหน้าที่อะไรในชีวิตของผู้คน จากเดิมที่เราเคยมองว่าสถาปัตยกรรมคือ ที่อยู่อาศัย วันนี้มันกำลังเปลี่ยนบทบาทไปเป็นระบบดูแลชีวิต ที่ต้องรับผิดชอบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในระยะยาว

Breathable Space จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดหรือเทรนด์ แต่คือมาตรฐานใหม่ของการออกแบบ ที่รวมเอาทั้งลม แสง วัสดุ และความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้มนุษย์สามารถหายใจได้อย่างเต็มปอดในพื้นที่ของตัวเอง และในโลกที่เราไม่สามารถควบคุมมลภาวะภายนอกได้ทั้งหมด สิ่งเดียวที่นักออกแบบยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจ คือภายในที่เราสร้างขึ้น

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่เพียงว่า อาคารหลังนี้สวยไหม?
แต่คือ พื้นที่นี้…ดีพอสำหรับชีวิตของใครบางคนหรือยัง?

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading