รู้จัก “Type 1 Architecture” กับทฤษฎีปี 1964
ที่บอกว่าตึกระฟ้า คือสถาปัตยกรรมของอารยธรรมที่ยังไม่ก้าวหน้า

ลองเปิดมือถือ เสิร์ช Google ภาพ “เมืองในอนาคต” ดูสักครั้ง สิ่งที่ขึ้นมาจะเหมือนกันหมด ตึกสูงระยับ กระจกสะท้อนแสง โดรนวิ่งกลางอากาศ ทางเดินลอยฟ้าเชื่อมตึกแต่ละหลังเข้าด้วยกัน ภาพแบบนี้ฝังอยู่ในหัวเรามาตั้งแต่เด็ก ตึกสูงคือคำตอบของคำถามว่า “ความเจริญหน้าตาเป็นยังไง?” สำหรับคนยุคของเรา

แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนบอกว่า ตึกสูงไม่ใช่ภาพของอนาคต แต่เป็นร่องรอยของยุคที่เรายังขาดอะไรบางอย่าง… เราจะเชื่อหรือเปล่า?

นี่คือสิ่งที่ Eirini Makarouni สถาปนิกจากเอดินบะระ ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจลงใน Architizer Journal เธอใช้ทฤษฎีจากวงการดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นทฤษฎีอายุ 60 ปีที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน มาช่วยให้เราเห็นภาพชัดในแบบที่อาจเปลี่ยนวิธีมองตึกสูงไปเลย วันนี้ผมเลยอยากพาทุกคนมารู้จักกับแนวคิด “Type 1 Architecture” กันให้มากขึ้น

ในปี 1964 นักดาราศาสตร์ชาวโซเวียตชื่อ Nikolai Kardashev เสนอวิธีง่ายๆ ที่ใช้วัดว่า “อารยธรรมหนึ่ง ก้าวหน้าแค่ไหน” เขาใช้แค่ตัวแปรเดียว “ใช้พลังงานได้มากแค่ไหน?”

เขาแบ่งอารยธรรมออกเป็นสามระดับ

Type 1 = อารยธรรมที่ใช้พลังงานทั้งหมดของดาวที่ตัวเองอยู่ได้

Type 2 = ก้าวข้ามไปใช้พลังงานของดวงอาทิตย์

Type 3 = ใช้พลังงานของกาแล็กซีทั้งระบบได้

แล้วเราอยู่ตรงไหนของสเกลนี้?

คำตอบคือ เรายังไม่ถึง Type 1 ด้วยซ้ำ มนุษยชาติในปัจจุบันถูกเรียกว่า “Type 0”  เป็นอารยธรรมที่ยังจัดการพลังงานบนโลกของตัวเองไม่ได้ ยังต้องแย่งทรัพยากรกัน ยังขาดน้ำในบางเมือง ขาดไฟในบางแหล่ง ขาดที่ดินในบางชุมชน

ตึกสูงคือสิ่งที่อารยธรรม Type 0 สร้างขึ้นเพราะความขาดแคลน

.Makarouni ถามคำถามที่น่าสนใจต่อ “ถ้าเราเป็นอารยธรรมที่ขาดแคลน เราจะสร้างสถาปัตยกรรมแบบไหน?”

คำตอบคือ สถาปัตยกรรมที่ “หาทางแก้” ความขาดแคลนนั้น ตึกสูงคือตัวอย่างที่ชัดที่สุด

เมื่อที่ดินในเมืองหายาก ตึกสูงคือคำตอบที่เอาคนเป็นพันมาอยู่ในพื้นที่เท่ากับสนามฟุตบอลได้ เมื่อพลังงานมีจำกัด การเอาคนรวมกันในตึกเดียวประหยัดกว่าการกระจายไปทั่ว เมื่อทรัพยากรไม่พอกับทุกคน ตึกสูงคือกลไกของการ “บีบ” ชีวิตให้เข้ากับสิ่งที่มี

ตึกสูงในมุมนี้จึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความก้าวหน้า  มันคือ การยอมรับว่าทรัพยากรของเรายังไม่พอ และเราต้องออกแบบเพื่อรับมือกับมัน

ตึกสูงคือตัวแทนสถาปัตยกรรมของยุคที่ยังขาดแคลน ไม่ใช่ตัวแทนของยุคที่อุดมสมบูรณ์ นี่คือมุมที่กลับด้านกับวิธีที่เราเคยคิดแต่เดิมมาตลอด…

ถ้าวันหนึ่งมนุษย์เราถึง Type 1 เมืองจะหน้าตาเป็นยังไง?

Makarouni ชวนเราจินตนาการต่อ ถ้าวันหนึ่งมนุษย์ก้าวเข้าสู่ Type I จริง พลังงานบนโลกถูกใช้เต็มที่ ทรัพยากรกระจายเท่ากันทุกที่ ที่ดินไม่หายากอีกต่อไป  สถาปัตยกรรมจะเปลี่ยนยังไง?

ตึกสูงจะหายไปก่อนเลย ถ้าที่ดินไม่ขาด ทำไมต้องซ้อนคนขึ้นไปบนฟ้า

ระบบรวมศูนย์ในเมืองจะเริ่มไม่จำเป็น เพราะทุกพื้นที่จะผลิตพลังงาน น้ำ และอาหารของตัวเองได้ “เมืองที่มีศูนย์กลาง” จะค่อยๆ คลายเป็น “เครือข่ายของชุมชนเล็กๆ ที่เชื่อมกันได้”

ขอบเขตระหว่างเมืองกับชนบทจะเริ่มเลือนหาย เพราะอยู่ในเมืองไม่ได้แปลว่าได้ทรัพยากรมากกว่าอยู่ชนบทอีกต่อไป

สถาปัตยกรรมจะกลายเป็นเรื่องของการ “ขยาย” มากกว่าการ “บีบ” เป็นบ้านชั้นเดียว สองชั้น ที่กระจายไปกับภูมิประเทศ ใช้แสงแดด ลม น้ำฝน เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน

นี่คือสิ่งที่สถาปนิกในยุคที่ผ่านมาเคยฝัน สถาปัตยกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดิน ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่ถูกวางทับลงไป

Urban Sprawl หรือ “การขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง” ที่เราเคยกลัว อาจเป็นอนาคตที่เราต้องการ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Urban Sprawl หรือ “การขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง” ถูกประณามว่าเป็นต้นเหตุของหลายอย่าง กินพื้นที่เกษตร พึ่งรถยนต์ กินทรัพยากร แยกผู้คนออกจากกัน

แต่ในจินตนาการของ Type 1 ตามทฤษฎีพบว่า Urban Sprawl กลับไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะถ้าเรามีพลังงานพอ ทำไมการขยายตัวของเมืองถึงต้องเป็นปัญหา? ถ้าทุกบ้านผลิตพลังงาน น้ำ และอาหารของตัวเองได้ การกระจายตัวก็คือ “ความสมดุลกับธรรมชาติ” ไม่ใช่ “ความสิ้นเปลือง

นี่คือการท้าทายความเชื่อที่วงการผังเมืองยึดถือมาเป็นทศวรรษ เพราะมันแปลว่า “ความหนาแน่น” ที่เราเคยเชื่อว่าเป็นทางออกของความยั่งยืน อาจเป็นเพียง “ทางออกของยุค Type 0” เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ทางออกก็ต้องเปลี่ยนตามไป

ลองนึกภาพ Burj Khalifa ที่สูง 828 เมตรในดูไบ  ตึกที่สูงที่สุดในโลกที่มนุษย์เคยสร้าง ในมุมหนึ่ง นี่คือชัยชนะของวิศวกรรม แต่ในอีกมุม นี่อาจเป็นการประกาศต่อจักรวาลว่า “เรายังจัดการพื้นที่บนโลกของเราเองไม่ได้”

หรือลองนึกถึงตึกสูงในกรุงเทพฯ ที่เพิ่มจำนวนทุกปี ทุกตึกคือคำตอบของวงการอสังหาฯ ต่อปัญหา “ที่ดินในเมืองมีราคาสูง” แต่ถ้าวันหนึ่ง ระบบของเราเปลี่ยน เรามีพลังงานพอ ทำงานที่ไหนก็ได้ มีระบบขนส่งที่เร็วและถูกพอจนไม่ต้องอยู่ใกล้ที่ทำงาน เรายังต้องการตึกสูงอีกหรือเปล่า?

หรือบางที ตึกที่เรามองว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ อาจเป็นตึกที่อนาคตจะมองย้อนกลับมา และเห็นว่าเป็น “อนุสรณ์ของยุคที่เรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับโลกของตัวเอง”

[ Source & Credits ]

– Original article: “Why a Type 1 Civilization Wouldn’t Build Skyscrapers” by Eirini Makarouni, Architizer Journal, May 2026

– Theoretical framework: Kardashev Scale by Nikolai Kardashev (1964)

Picture of Supakorn Thepvichaisinlapakun

Supakorn Thepvichaisinlapakun

สถาปนิกที่เชื่อว่าพลังของการสื่อสาร สามารถขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นได้
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading