หากใครเคยสัญจรผ่านไปมาในย่านชุมชนปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ คงจะคุ้นตากับสถาปัตยกรรมรูปทรงโดดเด่นที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “วัดอัครเทวดาราฟาแอล” ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานเก่าแก่ที่อยู่คู่ชุมชนมายาวนานกว่า 40 ปี แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจและพื้นที่แห่งความทรงจำของผู้คนในย่านนี้
อาคารหลังนี้สร้างเสร็จครั้งแรกราวปี 1979 ในสมัยของพระอัครสังฆราชมีชัย กิจบุญชู ออกแบบโดยสถาปนิก คุณฟรองซัวร์ มองโตเคียว เมื่อกาลเวลาผ่านไป โครงสร้างและงานระบบย่อมเสื่อมโทรมตามสภาพ
ในปี 2022 สมัยพระสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช จึงได้มีดำริให้บูรณะอาคารครั้งใหญ่ โดยมีโจทย์สำคัญคือ ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนให้ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อต่ออายุให้กับสถาปัตยกรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จนกระทั่งแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ในปี 2025 เมื่อทีมออกแบบปัจจุบันอย่าง JUTI architects เข้ามารับช่วงต่อ พวกเขาจึงเลือกที่จะสานต่อเจตนารมณ์นี้ ภายใต้คอนเซปต์ “ล่องไปด้วยศรัทธา (Sail of Faith)”
จากใบเรือสู่ “Sail of Faith” ล่องไปด้วยศรัทธา หลังคาโค้งไฮเปอร์โบลิก-พาราโบลา
ก่อนการบูรณะครั้งล่าสุดนี้ ตัวอาคารเคยได้รับการต่อเติมโครงสร้างส่วนที่ยื่นออกไปสู่แม่น้ำโดย คุณมาโนช สุขชัย (Triple one architects) ซึ่งได้ตีความรูปทรงอาคารให้เปรียบเสมือน “ใบเรือที่กำลังออกเดินทาง”
เมื่อทีมออกแบบปัจจุบันอย่าง JUTI architects เข้ามารับช่วงต่อ พวกเขาจึงเลือกที่จะสานต่อเจตนารมณ์นี้ ภายใต้คอนเซปต์ “ล่องไปด้วยศรัทธา (Sail of Faith)” โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการเก็บรักษาสถาปัตยกรรมยุค 40 ปีก่อนให้ยังคงเปล่งประกาย โดยเฉพาะ หลังคาโค้งไฮเปอร์โบลิก-พาราโบลา (Hyperbolic Paraboloid) อันเป็นเอกลักษณ์ระดับไอคอนิกของอาคารหลังนี้
ทีมออกแบบเริ่มต้นจากการ “ปอก” เปลือกส่วนเกินออก ปลดงานระบบเก่าและงานตกแต่งเดิมที่บดบังโครงสร้าง แล้วจัดการซ่อนระบบใหม่ทั้งหมดเข้าไปในเส้นสายของสถาปัตยกรรมอย่างแนบเนียน
เปล่งประกายด้วยแสง ทั้งกลางวันและกลางคืน
แสงสว่างถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์
แสงภายใน (Interior Lighting) เลือกใช้แสงแบบ Indirect Lighting สร้างเงาสะท้อนที่ทำให้โบสถ์ดูสงบและลุ่มลึก ช่องแสงธรรมชาติเดิมที่เคยทำหน้าที่ระบายความร้อน ถูกปรับให้เป็นหลืบรับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน และซ่อนไฟเพื่อสร้างมิติในเวลากลางคืนหรือช่วงประกอบพิธีกรรม
แสงภายนอก (Exterior Lighting) เพื่อขับเน้นหลังคาไฮเปอร์โบลิก-พาราโบลา ผู้ออกแบบใช้โทนสีนวลตาคล้ายผ้าใบ และใช้แสงไฟแบบ Up-light สาดขึ้นไปบนหลังคาคอนกรีต ทำให้โครงสร้างที่หนักดู “เบาบางราวกับลอยอยู่เหนือพื้น” สะท้อนภาพใบเรือที่กำลังปะทะกับแรงลมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พลิกข้อจำกัด สู่ “โถงใต้ดินสไตล์ยุโรป”
หนึ่งในความท้าทายใหญ่ของการออกแบบคือพื้นที่ชั้นล่าง เนื่องจากในอดีตมีการเทพื้นชั้น 1 ให้สูงขึ้นเพื่อหนีปัญหาน้ำทะเลหนุน ทำให้ระยะความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเหลือน้อยและดูอึดอัด
แทนที่จะปล่อยให้เป็นข้อจำกัด สถาปนิกตีความสเปซนี้ใหม่ โดยดัดแปลงให้เป็น ฝ้าเพดานทรงโค้ง (Vaulted Ceiling) ล้อไปกับแนวคานเดิม ซึ่งช่วยขยายจุดสูงสุดของเพดานขึ้นไปชนกับท้องพื้นชั้น 2 เมื่อผสานเข้ากับการใช้ผนังหินเนื้อด้านและแสงสว่างที่ลื่นไหลไปตามเส้นโค้ง โถงชั้นล่างจึงถูกพลิกโฉมให้กลายเป็น “โถงใต้ดินของโบสถ์ยุโรป” ที่ดูโปร่ง กว้าง และมีมิติ เหมาะสมสำหรับรองรับพิธีศพ การอบรม และกิจกรรมของชุมชนอย่างสมเกียรติ
การออกแบบพื้นที่ภายใน มุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งความรู้สึกสงบและยิ่งใหญ่ อาทิ ความทรงจำในงานไม้ ม้านั่งไม้มะค่าเดิมที่ชาวชุมชนเคยร่วมกันบริจาค ถูกนำมาขัดและทำสีใหม่ด้วยความประณีต เพื่อรักษาผิวสัมผัสและร่องรอยแห่งศรัทธาตลอดหลายสิบปีเอาไว้
บันไดวนและรูปปั้น เอกลักษณ์อย่างบันไดวนที่เชื่อมสู่ชั้นลอย ได้รับการออกแบบราวกันตกใหม่ให้ดูเป็นประติมากรรมมากยิ่งขึ้น ส่วนรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ที่เคยมีสีสันสดใส ถูกลดทอนโทนสีลงมาเป็น “สีครีมเอิร์ธโทน” เพื่อให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมใหม่ โดยยังคงสีสันเฉพาะบางจุดที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของรูปปั้นนั้นๆ ไว้
การเข้าถึง มีการเพิ่มลิฟต์โดยสารเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมได้อย่างเท่าเทียม
ปรับภูมิทัศน์ พร้อมรับมือกับบริบทริมน้ำ
ในส่วนของพื้นที่ภายนอก วัสดุคอนกรีตเดิมถูกเคลือบด้วยสีประเภท Self Cleaning และกรุวัสดุสมัยใหม่ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ ทำให้โบสถ์ดูสว่างและสะอาดตาอยู่เสมอ
ลานหน้าโบสถ์ถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมด โดยยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อรับมือกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง กลายเป็นทางเชื่อมโยงที่ปลอดภัยระหว่างโรงเรียนด้านข้างและลานจอดรถ ภูมิทัศน์โดยรอบถูกปรับให้เป็นลานโล่ง ดูสงบ รูปปั้นเทวดาที่คุ้นตาถูกจัดวางในตำแหน่งใหม่ที่โดดเด่นอย่างพอดี พร้อมลดทอนสีสันลงเพื่อให้เข้ากับความเรียบง่ายของอาคาร
การบูรณะ วัดอัครเทวดาราฟาแอล คือการ “ชุบชีวิต” และ “ฟื้นฟู” พื้นที่แห่งจิตวิญญาณ ด้วยการเคารพสิ่งที่มีอยู่เดิม นำมาต่อยอดให้ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน เพื่อให้สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าหลังนี้ ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชุมชนปากน้ำ… และล่องลอยอยู่บนสายน้ำแห่งกาลเวลาต่อไปอีกนานเท่านาน
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.