PRAKAI ร้านอาหารระบบ Grid ที่เชื่อมโยงโครงสร้าง แสง และธรรมชาติให้เป็นหนึ่ง

เมื่อร้านอาหารไม่ได้เริ่มต้นจากการออกแบบอาคาร แต่เริ่มต้นจากการออกแบบความทรงจำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการใหม่ หลายครั้งเรามักจดจำร้านอาหารแห่งหนึ่งจากรสชาติของอาหารหรือเมนูจานโปรด แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำกลับไม่ใช่รสชาติ หากเป็นบรรยากาศของสถานที่ เสียงน้ำที่ไหลอยู่ข้างโต๊ะ ลมที่พัดผ่านต้นไม้ หรือช่วงเวลาที่ได้นั่งรับประทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว ความทรงจำเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้คนอยากกลับไปยังสถานที่เดิมอีกครั้ง และนั่นเองคือจุดตั้งต้นของการออกแบบ Prakai ร้านอาหารที่ออกแบบโดย Mitr Architects และ Studio Sifah ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดถึงรูปทรงของอาคาร หากเริ่มจากการออกแบบประสบการณ์ที่เจ้าของโครงการอยากให้ผู้คนได้รับเมื่อเดินเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้

เรื่องราวของโครงการเริ่มต้นขึ้นจากการที่เจ้าของร้านต้องการขยายธุรกิจมายังพื้นที่แห่งใหม่ในจังหวัดนนทบุรี โดยเลือกเช่าพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นทุ่งนาโล่งเพื่อพัฒนาให้เป็นร้านอาหารและร้านกาแฟภายในโครงการเดียวกัน แม้พื้นที่ใหม่จะเปิดโอกาสให้สร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของร้านยังคงอยากเก็บเอาไว้จากร้านเดิม คือบรรยากาศของพื้นที่ริมน้ำ เพราะร้านเดิมมีบึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้คนจดจำสถานที่แห่งนั้นได้ เมื่อพื้นที่ใหม่ไม่มีสิ่งนี้อยู่เลย สถาปัตยกรรมจึงไม่ได้เริ่มจากการวางผังอาคาร แต่เริ่มจากการสร้างภูมิประเทศขึ้นใหม่เสียก่อน ทั้งการขุดบึง การกำหนดเนินดิน และการวางตำแหน่งของน้ำตก ก่อนที่อาคารจะค่อย ๆ เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด

ในบทสนทนาระหว่างทีมออกแบบกับเจ้าของโครงการ มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจคือ การมองร้านแห่งนี้ให้เป็น
“พื้นที่กินข้าวก่อนกลับบ้าน” ประโยคดังกล่าวทำให้บทบาทของร้านอาหารเปลี่ยนไปจากการเป็นจุดหมายของการเดินทาง กลายเป็นพื้นที่ที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อสถาปัตยกรรมถูกออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานซ้ำ ๆ ในทุกสัปดาห์ สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่การสร้างความตื่นตาตื่นใจตั้งแต่แรกเห็น หากเป็นการสร้างความรู้สึกสบายใจที่ทำให้ผู้ใช้งานอยากกลับมาอีกครั้ง พื้นที่ที่ดีในลักษณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนผ่านรูปทรงที่โดดเด่น แต่ต้องมีบรรยากาศที่ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย สามารถใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรในชีวิตโดยไม่รู้ตัว

วิธีคิดนี้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจของ Mitr Architects เพราะแทนที่จะมองภูมิทัศน์เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่งที่เติมเข้ามาภายหลัง ทีมออกแบบกลับให้ธรรมชาติเป็นจุดตั้งต้นของโครงการ แล้วปล่อยให้สถาปัตยกรรมตอบสนองต่อบริบทนั้น อาคารจึงไม่ได้เป็นพระเอกของพื้นที่ แต่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานจะค่อย ๆ รับรู้ผ่านการเดิน มอง และใช้เวลาอยู่ภายในโครงการ

เมื่อเริ่มพูดคุยกับเจ้าของร้านมากขึ้น ทีมออกแบบพบว่า สิ่งที่ลูกค้าพูดถึงบ่อยที่สุดไม่ใช่เรื่องสไตล์ของอาคารหรือวัสดุที่อยากใช้ แต่คือภาพของครอบครัวที่เข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านที่อยู่อาศัยและหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก จึงถูกวางบทบาทให้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนแวะมารับประทานอาหารหลังเลิกงาน ก่อนกลับเข้าสู่บ้าน มากกว่าจะเป็นร้านสำหรับโอกาสพิเศษเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี ความอบอุ่นจึงกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทีมออกแบบต้องถ่ายทอดออกมาผ่านสถาปัตยกรรม ตั้งแต่การเลือกโทนสีของอาคาร การกำหนดพื้นที่นั่งทั้งภายในและภายนอก ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุรู้สึกใช้พื้นที่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แม้ Prakai จะให้ความสำคัญกับธรรมชาติเป็นอย่างมาก แต่เบื้องหลังบรรยากาศที่ดูเป็นธรรมชาตินั้นกลับถูกจัดระเบียบด้วยระบบที่เรียบง่ายอย่าง Grid ซึ่งทำหน้าที่มากกว่าการกำหนดตำแหน่งของผังอาคาร

สำหรับ Mitr Architects กริดคือระบบที่ค่อย ๆ ขยายตัวไปสู่ทุกองค์ประกอบของสถาปัตยกรรม ตั้งแต่การจัดวางฟังก์ชัน การกำหนดแนวเสาและคาน ไปจนถึงการสร้างช่องเปิด Skylight พื้นที่ Double Space และตำแหน่งที่ต้นไม้สามารถเติบโตทะลุผ่านตัวอาคารได้

เมื่อทุกองค์ประกอบต่างอ้างอิงมาจากระบบเดียวกัน สถาปัตยกรรมจึงเกิดความต่อเนื่องทั้งในเชิงโครงสร้างและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน แม้ผู้มาเยือนอาจไม่รับรู้ถึงเส้นกริดเหล่านี้โดยตรง แต่กลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของพื้นที่ แสง และช่องว่างที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

แนวคิดเรื่องกริดไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จ หากยังถูกต่อยอดไปสู่การออกแบบแสงสว่างภายในโครงการอีกด้วย แทนที่จะใช้ไฟเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับอาคาร ทีมออกแบบเลือกให้แสงทำหน้าที่เน้นย้ำโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว โดยจัดวางไฟให้ไล่ไปตามแนวเสาและคานอย่างต่อเนื่อง

ในเวลากลางคืน แสงจึงค่อย ๆ เปิดเผยจังหวะของโครงสร้างที่อาจมองไม่เห็นในช่วงกลางวัน เกิดเป็นมิติของพื้นที่ที่แตกต่างออกไปโดยไม่จำเป็นต้องใช้แสงที่หวือหวาหรือโดดเด่นเกินไป วิธีคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Lighting Design ไม่ได้ถูกใช้เพื่อแข่งขันกับสถาปัตยกรรม หากทำหน้าที่ขับเน้นคุณค่าของโครงสร้างและพื้นที่ที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หลายครั้ง สิ่งที่สถาปนิกได้รับจากเจ้าของโครงการไม่ใช่โจทย์เรื่องรูปแบบอาคาร หากเป็นความคาดหวังทางธุรกิจที่ต้องการให้พื้นที่สามารถสร้างประสบการณ์บางอย่างแก่ผู้ใช้งานได้ สำหรับ Prakai สิ่งที่ลูกค้าพูดถึงตั้งแต่เริ่มต้นไม่ใช่สไตล์ของอาคารหรือวัสดุที่อยากใช้ แต่คือภาพของเด็กคนหนึ่งที่เดินออกจากร้านแล้วหันไปบอกพ่อแม่ว่า “ครั้งหน้าเรามาร้านที่มีน้ำตกอีกนะ”

ประโยคสั้น ๆ นี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระบวนการออกแบบ เพราะหน้าที่ของสถาปัตยกรรมไม่ได้อยู่ที่การสร้างร้านอาหารให้สวยงามเพียงอย่างเดียว หากต้องสร้างพื้นที่ที่สามารถหล่อหลอมความทรงจำของผู้คนได้ ความทรงจำเหล่านั้นอาจเกิดจากเสียงน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา การได้เดินเล่นท่ามกลางสวน หรือการได้ใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ผู้คนเลือกกลับมายังสถานที่เดิมอีกครั้ง

Project: PRAKAI
Location: Bang Yai, Nonthaburi, Thailand
Building Type: Restaurant
Area: 500 sq.m.
Owner: Sarocha Dewa
Architect: Mitr Architects
Interior Design: Studio Sifah
Structural Engineer: Pilawan Piriyapokthai

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading