โรงแรมเก่าแก่ไม่ได้มีเพียงอายุของอาคารที่ต้องรักษา แต่ยังมี ความทรงจำ ที่ฝังอยู่ในพื้นที่ ตั้งแต่แสงไฟ เฟอร์นิเจอร์ วัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผู้คนจดจำได้โดยไม่รู้ตัว สำหรับ Asia Hotel โรงแรมไทยที่อยู่คู่กับเมืองมายาวนาน การปรับโฉม Lobby ครั้งใหม่จึงไม่ได้เริ่มต้นจากการลบภาพจำเดิมแล้วสร้างพื้นที่ใหม่ขึ้นมาแทนที่ หากแต่เป็นการตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้มรดกของโรงแรมยังคงอยู่ ขณะเดียวกันพื้นที่แห่งนี้ก็สามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานรุ่นใหม่ได้อย่างร่วมสมัย
โจทย์สำคัญจึงกลายเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่าง อดีต และ อนาคต โดยมี Lobby เป็นพื้นที่เชื่อมต่อของทั้งสองช่วงเวลา และน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของโครงการกลับเป็นสิ่งที่พื้นที่เดิมมีอยู่แล้ว นั่นคือ Lobby ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ปิด มืด และแทบไม่มีแสงธรรมชาติ แทนที่จะพยายามแก้ไขให้พื้นที่กลายเป็น Lobby ที่สว่างแบบโรงแรมร่วมสมัยทั่วไป การออกแบบครั้งนี้เลือกทำสิ่งตรงกันข้าม คือยอมรับความเป็น Black Box ของพื้นที่ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเวทีสำหรับสร้างประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบโดย Department of Architecture Co.
เมื่อพื้นที่ไม่มีแสงธรรมชาติเป็นตัวกำหนดจังหวะของวัน ทีมผู้ออกแบบจึงนำ แสง เข้ามาทำหน้าที่แทนธรรมชาติ โดยระบบ Lighting ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการให้ความสว่าง แต่กลายเป็นองค์ประกอบหลักที่กำหนดอารมณ์ของ Lobby ตลอดหนึ่งวัน พื้นที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศผ่าน 8 Lighting Moods ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โทนขาวเย็นในช่วงเช้า ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีทองในช่วงกลางวัน ขยับเข้าสู่สี Amber ที่เข้มขึ้นในช่วงเย็น และปิดท้ายด้วยโทนสีน้ำเงินในเวลากลางคืน
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่พื้นที่ที่มีบรรยากาศเดียวตลอดทั้งวัน แต่เป็นพื้นที่ที่มี เวลา อยู่ภายในตัวเอง แม้ผู้ใช้งานจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของแสงแบบฉับพลัน แต่บรรยากาศของ Lobby จะค่อย ๆ เคลื่อนผ่านเฉดสีและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ทำให้พื้นที่เดียวกันสามารถให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปตามช่วงเวลา แนวคิดนี้เปลี่ยนข้อจำกัดเรื่องการไม่มี Natural Light จากสิ่งที่ต้องแก้ไข ให้กลายเป็นศักยภาพในการควบคุมและออกแบบโลกของพื้นที่ขึ้นมาใหม่
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของโครงการมาจากความต้องการของเจ้าของโรงแรม นั่นคือการนำโคมระย้า Murano Antique จำนวน 5 ชิ้น ซึ่งผู้ก่อตั้งโรงแรมคัดเลือกด้วยตัวเองเมื่อประมาณครึ่งศตวรรษก่อน กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Lobby ใหม่ ในมุมหนึ่ง โคมทั้งห้านี้อาจถูกมองว่าเป็นวัตถุจากอดีตที่ควรได้รับการอนุรักษ์และจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม แต่การออกแบบครั้งนี้กลับเลือกมองต่างออกไป
แทนที่จะให้โคมระย้าทำหน้าที่เป็นเพียงของตกแต่งหรือสัญลักษณ์ของความหรูหราแบบโรงแรมในอดีต ทีมผู้ออกแบบได้นำคุณลักษณะทางกายภาพของโคมมาเป็นจุดตั้งต้นของภาษาสถาปัตยกรรมใหม่ โดยเฉพาะเส้นสายของ Crystal Strands ที่ห้อยตัวลงจากโคมและเกิดเป็นแนวโค้งคล้าย Parabola จากรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัตถุจึงกลายเป็น Geometry ที่ถูกขยายขนาดออกไปจนกลายเป็นองค์ประกอบหลักของ Lobby
ทีมผู้ออกแบบเลือกนำรูปทรงของสายคริสตัลมาถอดเป็นภาษาทางคณิตศาสตร์ โดยใช้สมการพาราโบลา
Y = aX² + bX + c
เป็นเครื่องมือในการกำหนดรูปทรงของเส้นโค้ง ก่อนนำ Geometry ดังกล่าวมาขยายและพัฒนาเป็น Installation บนเพดาน การใช้สมการจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างรูปทรงที่ดูสวยงาม แต่เป็นวิธีเปลี่ยนรายละเอียดจากของเดิมให้กลายเป็นระบบการออกแบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ใหม่ได้
เส้นโค้งจากโคมระย้าขนาดเล็กถูกขยายจนกลายเป็นภาษาที่ครอบคลุมพื้นที่ Lobby ขณะที่โคมทั้งห้ายังคงทำหน้าที่เป็นจุดกำเนิดของเรื่องราว ผลลัพธ์คือของเก่าไม่ได้ถูกนำมาวางใน งานออกแบบใหม่ แต่ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของงานออกแบบใหม่ ตั้งแต่รูปทรงของเพดาน ไปจนถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่
เมื่อ Geometry ของ Parabola ถูกนำขึ้นไปสู่เพดาน งานออกแบบไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงสร้างรูปทรงใหม่ แต่พัฒนาต่อผ่านการเลือกใช้พื้นผิวสะท้อนแสง ทั้ง Reflective Ceiling Panels และผนังกระจกเงาถูกนำเข้ามาทำหน้าที่ขยายภาพของแสงและโคมระย้าให้เกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะ Mirrored Bowl ขนาด 6 เมตร ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือสร้างภาพสะท้อนขนาดใหญ่ ช่วยขยายและบิดเบือนแสงจากโคมระย้าให้เกิดเป็นภาพที่เหนือจริงมากขึ้น
เมื่อแสงจาก Murano Chandeliers กระทบกับพื้นผิวสะท้อน ภาพของโคมจึงไม่ได้ปรากฏเพียงตำแหน่งเดียวอีกต่อไป แต่เกิดเป็นชั้นของแสง เงา และภาพสะท้อนที่ทับซ้อนกัน พื้นที่จึงเริ่มมีลักษณะคล้าย Theatrical Installation มากกว่า Lobby แบบดั้งเดิม ผู้ใช้งานไม่ได้เพียงเดินผ่านพื้นที่ แต่กำลังเดินเข้าไปอยู่ภายในองค์ประกอบของแสงและภาพสะท้อนนั้นเอง
ภาษาของ Parabola ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงบริเวณเหนือศีรษะ แต่ถูกนำมาต่อยอดในส่วนอื่นของ Lobby โดยเฉพาะบริเวณ Bar รูปทรง Arc ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Geometry เดียวกันถูกนำมาพัฒนาในแนวตั้ง เกิดเป็นองค์ประกอบที่มีลักษณะคล้ายเส้นโค้งเรืองแสง การทำเช่นนี้ช่วยให้แต่ละส่วนของ Lobby ไม่ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่แยกขาดจากกัน แต่มีภาษาร่วม ที่เชื่อมโยงพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
จาก Crystal Strands ของ Murano สู่ Parabolic Geometry จาก Parabolic Geometry สู่ Ceiling Installation และต่อเนื่องมายัง Bar ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ถูกแปลออกมาในสเกลและวิธีการที่แตกต่างกัน นี่คือการสร้างความต่อเนื่องของงานออกแบบผ่าน Geometry มากกว่าการพยายามทำให้ทุกองค์ประกอบมีหน้าตาเหมือนกัน
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจคือการตีความ World Clock ซึ่งเป็นภาพจำที่พบได้ในโรงแรมคลาสสิกหลายแห่งใหม่อีกครั้ง แทนที่จะใช้ Clock เป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลาของเมืองต่าง ๆ การออกแบบนำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาเป็น Interactive Lighting Installation ที่สะท้อนสีของท้องฟ้าแบบ Real-time จากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก
World Clock จึงเปลี่ยนสถานะจากวัตถุ เป็น ประสบการณ์ ผู้ใช้งานไม่ได้รับรู้เพียงตัวเลขหรือเข็มนาฬิกา แต่สามารถรับรู้ถึงโลกภายนอกผ่านสีของแสงที่เปลี่ยนแปลงไป ในบริบทของโรงแรม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเดินทางมาจากหลากหลายเมืองและหลากหลายประเทศ องค์ประกอบนี้จึงทำหน้าที่เชื่อมโยง Lobby เข้ากับแนวคิดเรื่อง Global Hospitality ได้อย่างน่าสนใจ
นอกจากแสงและ Geometry แล้ว วัสดุยังเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างสองยุค พื้นเลือกใช้ Terracotta Floor Tiles ในโทนอบอุ่น สร้างความรู้สึกที่มีน้ำหนักและความเป็นธรรมชาติ ขณะที่รายละเอียดแบบ Industrial Copper Tone ถูกนำเข้ามาเสริมพื้นผิวให้เกิดความรู้สึกดิบและร่วมสมัยมากขึ้น
การจับคู่ระหว่าง Terracotta กับ Copper จึงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง Warmth และ Rawness เมื่ออยู่ร่วมกับพื้นผิวกระจกเงาและวัสดุสะท้อนแสง ความดิบของวัสดุไม่ได้ทำให้พื้นที่ดูหยาบกระด้าง ขณะเดียวกันความหรูหราจาก Crystal และ Murano ก็ไม่ได้ทำให้พื้นที่ย้อนกลับไปเป็นโรงแรมแบบเดิม หากแต่เกิดเป็นสมดุลระหว่าง Refinement กับ Rawness, Nostalgia กับ Innovation และ Heritage กับ Contemporary
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Lobby แห่งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงแรมเก่าให้ดูทันสมัย แต่คือวิธีที่งานออกแบบเลือกเก็บสิ่งที่มีคุณค่าเอาไว้ แล้วเปลี่ยนวิธีที่สิ่งเหล่านั้นถูกมองเห็น Murano Chandeliers ยังคงเป็นโคมระย้าเดิม World Clock ยังคงอ้างอิงภาพจำของโรงแรมแบบดั้งเดิม ขณะที่พื้นที่เดิมยังคงมีลักษณะเป็น Black Box แต่ทั้งหมดถูกนำกลับมาตีความผ่าน Lighting, Geometry, Reflection, Material และ Interactive Installation
การออกแบบใหม่ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่การสร้างความร่วมสมัยด้วยการตัดอดีตออก แต่เป็นการสร้างความร่วมสมัยด้วยการ อ่านอดีตใหม่ จากโคมระย้าที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราในอดีต กลายเป็นต้นกำเนิดของ Geometry ใหม่ จาก Lobby ที่เคยถูกปิดด้วยความมืด กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถควบคุมบรรยากาศได้ถึง 8 รูปแบบ และจาก World Clock ที่เคยทำหน้าที่บอกเวลา กลายเป็น Installation ที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงโลกผ่านสีของท้องฟ้า
การปรับโฉม Lobby ของ Asia Hotel จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำให้โรงแรมเก่าดูใหม่ หากแต่เป็นการค้นหาว่าอะไรคือคุณค่าที่ควรอยู่ต่อ และเราจะทำให้คุณค่านั้นสามารถพูดกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร เพราะในงานรีโนเวทที่ดี ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องถูกแช่แข็งไว้ในรูปแบบเดิม บางครั้งการรักษาอดีตที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การทำให้มันเหมือนเดิมที่สุด แต่คือการทำให้มันยังมีชีวิตอยู่ในอนาคต
Project Name : Asia Hotel
Architect Firm : Department of ARCHITECTURE
Type : Hospitality + Sport › Hotel
Year : 2024
Location : 296, Phaya Thai Road, Khet Ratchathewi, Krung Thep Maha Nakhon, Thailand
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.