บ้านสองชั้นทรงกล่องสีขาวสะอาดตา ที่สอดแทรกไปด้วยสวนท่ามกลางพื้นที่สีเขียวในที่ดินเดิม น่าจะเป็นประโยคที่อธิบายภาพแรกของ Residence Chomthong ได้อย่างตรงไปตรงมา แต่หากมองให้ลึกกว่าภาพของบ้านสีขาวที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ บ้านหลังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการสร้างบ้านให้เป็นเพียงอาคารที่สวยงาม หากแต่เริ่มต้นจากความใส่ใจของ ARTi Architect ที่จะสร้างประสบการณ์ระหว่างการอยู่อาศัย ผ่านการเดิน การเปลี่ยนผ่านของพื้นที่ แสง ลม และธรรมชาติ
บนที่ดินเดิมซึ่งมีลักษณะเป็นแปลงยาวและถูกแบ่งพื้นที่ออกจากที่ดินของครอบครัว เจ้าของบ้านต้องการสร้างบ้านสำหรับการเริ่มต้นชีวิตครอบครัว โดยมีโจทย์สำคัญคือการเป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ชีวิตและทำงานจากบ้านได้อย่างมีความสุข บ้านจึงไม่ควรรู้สึกอุดอู้หรือปิดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อม แต่ควรมีทั้งแสงธรรมชาติ อากาศ และพื้นที่สีเขียวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
จากโจทย์ดังกล่าวทีมผู้ออกแบบจาก ARTi Architect จึงเลือกวางบ้านขนาดประมาณ 310 ตารางเมตร ให้เป็นอาคารสองชั้นรูปทรงเรียบง่าย คล้าย บ้านกล่องสีขาว ก่อนจะค่อย ๆ เจาะ แยก และสอดแทรกพื้นที่สีเขียวเข้าไปตามจุดต่าง ๆ จนเกิดเป็นบ้านที่ไม่ได้มีเพียงพื้นที่ภายใน และ พื้นที่ภายนอก หากแต่มีพื้นที่กึ่งกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมทั้งสองเข้าด้วยกัน และกลายเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบในท้ายที่สุด
หนึ่งในโจทย์ตั้งต้นของ ARTi Architect คือการไม่ออกแบบให้บ้านกลายเป็นก้อนอาคารเดียวที่ปิดตัวเอง หากแต่แยกพื้นที่บางส่วนออกจากกัน เพื่อเปิดโอกาสให้อากาศไหลผ่าน และสร้างพื้นที่สำหรับการเปลี่ยนผ่านระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ แนวคิดนี้เริ่มตั้งแต่ก่อนเดินเข้าสู่ตัวบ้าน เพราะจากที่จอดรถ ผู้อยู่อาศัยไม่ได้เดินตรงเข้าสู่ประตูบ้านทันที แต่ต้องผ่านทางเดินที่ขนาบข้างด้วยสวนและต้นไม้เสียก่อน
พื้นที่สีเขียวบริเวณนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็น สวนหน้าบ้าน ในความหมายทั่วไป หากเป็นพื้นที่สำหรับค่อย ๆ เปลี่ยนอารมณ์จากโลกภายนอกเข้าสู่โลกภายใน จากการเดินผ่านพื้นที่สีเขียว ได้สูดอากาศและรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว ก่อนจะค่อย ๆ เข้าสู่พื้นที่พักอาศัย วิธีคิดดังกล่าวสะท้อนแนวทางของ ARTi Architect ที่มองว่าการเดินผ่านพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งสามารถสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งานได้เสมอ
ต้นหนวดปลาหมึกทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างทางเดินและพื้นที่ภายใน ขณะที่ต้นเกล็ดกะโห้เขียวบริเวณหน้าบ้านถูกตั้งใจให้เป็นเหมือน พนักงานต้อนรับ ของบ้าน เพราะไม่ได้หยุดอยู่เพียงระดับสายตา หากปล่อยให้ต้นไม้เติบโตทะลุขึ้นไปยังชั้นสอง กลายเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมพื้นที่สีเขียวในแนวตั้งเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัย ถัดเข้าไปด้านใน ต้นบุหงาส่าหรีทำหน้าที่เป็นไม้ประธานของบ้าน ทำให้การเดินเข้าบ้านกลายเป็นลำดับของการรับรู้ ตั้งแต่เห็นสีเขียวจากระยะไกล เดินผ่านต้นไม้ มองเห็นพื้นที่ภายใน และจึงค่อยเข้าสู่ตัวบ้าน
ดังนั้น ทางเดินของบ้านหลังนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง Circulation ที่ใช้พาคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างทาง ทั้งการรับรู้ของต้นไม้ การเปลี่ยนแปลงของมุมมอง และการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับ DNA หลักที่ใช้ในการออกแบบของ ARTi Architect ที่ให้ความสำคัญกับ Story, Experience และ Circulation โดยมองว่าการเดินผ่านพื้นที่แต่ละช่วงสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้งานได้
เมื่อห้องนั่งเล่นถูก ฉีกออก จากบ้าน ความคิดเรื่องพื้นที่ระหว่างไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะทางเข้าบ้าน แต่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการจัดวางพื้นที่หลักของบ้านด้วย ห้องนั่งเล่นถูกแยกออกจากตัวบ้านหลักและวางตัวเป็นเหมือนเกาะ กลางสนามหญ้า โดยมีพื้นที่สีเขียวล้อมรอบ ขณะที่ช่องว่างระหว่างห้องนั่งเล่นกับตัวบ้านทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดที่ให้อากาศไหลผ่าน
บริเวณนี้ปลูกเฟิร์นข้าหลวงและโรยหินคลุก ก่อนใช้สนามหญ้านวลน้อยโอบล้อมตัวห้องนั่งเล่นเอาไว้ พื้นที่จึงไม่ได้ถูกกำหนดว่าเป็นห้องภายในหรือสวนภายนอกอย่างชัดเจน แต่เป็นพื้นที่กึ่งกลางที่เชื่อมระหว่างห้องนั่งเล่นและครัว ในเชิงกายภาพ พื้นที่สีเขียวช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่ร่มรื่น ขณะเดียวกัน ในเชิงประสบการณ์ พื้นที่ดังกล่าวทำให้การเดินจากส่วนหนึ่งของบ้านไปอีกส่วนหนึ่งไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่ผ่านทางเดิน แต่เป็นการเดินผ่านสวน ลม และบรรยากาศของธรรมชาติ
การแยกห้องนั่งเล่นออกมาเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้บ้านไม่กลายเป็นก้อนทึบ เพราะช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างอาคารกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถมองเห็นและรับรู้ได้จากหลายมุมของบ้าน ห้องนั่งเล่นจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับนั่งเล่น แต่เป็นเหมือนจุดหมายหนึ่งที่ถูกค้นพบระหว่างการเดินผ่านบ้าน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบ้านหลังนี้จึงมีพื้นที่สีเขียวมากถึงประมาณ 110 ตารางเมตร เมื่อเทียบกับพื้นที่ชั้นหนึ่งประมาณ 160 ตารางเมตร ธรรมชาติไม่ได้ถูกวางไว้เพียง รอบบ้าน แต่ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดผัง และกลายเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
หากมอง Residence Chomthong ผ่านแปลน จะเห็นว่าพื้นที่สำคัญจำนวนหนึ่งไม่ได้ถูกนิยามด้วยชื่อห้อง แต่เป็นพื้นที่ว่างระหว่างห้อง แนวคิดนี้ทำให้บ้านมีลักษณะคล้ายกับวิธีคิดที่ ARTi Architect ใช้กับงานประเภทอื่น ๆ ของสำนักงาน นั่นคือการเล่าเรื่องผ่าน Circulation
สำหรับสถาปนิกผู้ออกแบบ การเดินจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากวางแปลนเสร็จแล้ว แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการออกแบบตั้งแต่ต้น คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า ห้องนี้ควรอยู่ตรงไหน แต่รวมถึงว่า
“ผู้ใช้งานจะเข้าถึงห้องนี้ผ่านทางไหน และระหว่างทางเขาจะได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง?”
ในบ้านหลังนี้ คำตอบคือการเดินผ่านพื้นที่สีเขียว การรับลม การมองเห็นพื้นที่อื่นจากระยะหนึ่งก่อนจะเข้าถึงจริง การเปลี่ยนแสงและเงา รวมถึงองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่ทำให้แต่ละช่วงของการเดินมีความแตกต่างกัน บ้านจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้ประสบการณ์เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อเข้าไปอยู่ในห้องใดห้องหนึ่ง แต่ประสบการณ์เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถ
อีกหนึ่ง พื้นที่เปลี่ยนผ่าน ที่ชัดเจนคือบันได ซึ่งเชื่อมโลกของชั้นหนึ่งและชั้นสองเข้าด้วยกัน แทนที่จะปล่อยให้โถงบันไดเป็นพื้นที่มืดที่ทำหน้าที่เพียงเป็น Circulation แนวตั้ง ARTi Architect เปิดช่อง Skylight กระจกด้านบน เพื่อดึงแสงธรรมชาติเข้ามาในพื้นที่ ทำให้เงาที่เกิดขึ้นบนพื้นและผนังเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของวัน
การเดินขึ้นบันไดครั้งหนึ่งจึงอาจไม่เหมือนกับอีกครั้งหนึ่ง เพราะสิ่งที่ผู้ใช้งานรับรู้ไม่ได้มีเพียงระยะทาง แต่รวมถึงแสงและเงาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โครงสร้างบันไดเลือกใช้เหล็กสีขาวให้สัมพันธ์กับตัวอาคาร ขณะที่ราวจับเลือกใช้ไม้สักกลึงโค้ง ซึ่งสร้างความแตกต่างด้านสัมผัสและวัสดุให้กับองค์ประกอบที่มีความเรียบและเป็นเส้นสายของเหล็ก
รายละเอียดของราวจับยังสะท้อนให้เห็นถึงการคิดล่วงหน้าเกี่ยวกับการใช้งานในอนาคต โดยออกแบบราวกันตกไว้สองระดับ ระดับหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 90 เซนติเมตร และอีกระดับอยู่ที่ประมาณ 45 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถใช้งานได้เมื่อครอบครัวมีเด็กในอนาคต รายละเอียดเล็ก ๆ นี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการจินตนาการถึงชีวิตที่จะเกิดขึ้นภายในบ้าน
ขณะเดียวกัน ระหว่างทางขึ้นชั้นสองยังมีระแนงเหล็กสีขาวที่ช่วยกรองความเป็นส่วนตัวก่อนเข้าสู่พื้นที่ห้องนอน ทำให้บันไดไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบเชื่อมชั้น แต่เป็นลำดับของพื้นที่ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากพื้นที่ส่วนกลางไปสู่พื้นที่ส่วนตัว
ภาพจำแรกของ Residence Chomthong คือบ้านสีขาวที่โดดเด่นท่ามกลางสวน แต่สำหรับ ARTi Architect สีขาวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสไตล์ Minimal หรือการสร้างภาพลักษณ์ให้บ้านดูสะอาดตา ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้การเลือกใช้รูปทรงเรียบง่ายและรายละเอียดที่ไม่ซับซ้อนเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน สีขาวยังช่วยทำหน้าที่เป็น ฉากหลัง ให้กับธรรมชาติ
เมื่ออาคารถูกลดทอนให้เรียบและเป็นกลาง สีเขียวของต้นไม้ภายนอกจึงโดดเด่นขึ้น และในทางกลับกัน สีเขียวเหล่านั้นก็เหมือนค่อย ๆ ซึมกลับเข้ามาในพื้นที่ภายใน วัสดุและสีอื่น ๆ จึงถูกควบคุมให้อยู่ในกลุ่มโทนธรรมชาติ เช่น สีขาว น้ำตาล ครีม และสีเขียว โดยเฉพาะพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับสวน เพื่อให้ภาพรวมของบ้านยังคงสัมพันธ์กับธรรมชาติรอบตัว
รายละเอียดของงานเหล็กเองก็ไม่ได้ถูกปล่อยให้เป็นองค์ประกอบที่หนักหรือทึบตัน แต่มีการใช้เสาและโครงสร้างเหล็ก รวมถึงการจบขอบอย่างละเอียด เพื่อทำให้อาคารดูเบาขึ้น เมื่อมองภาพรวม บ้านหลังนี้จึงไม่ได้พยายามแข่งขันกับสวน แต่เลือกทำตัวเป็นพื้นหลังให้สวนทำงาน
เมื่อถามถึงสิ่งที่เป็น DNA ของ ARTi Architect คำตอบจากสถาปนิกไม่ได้เริ่มต้นที่รูปทรง วัสดุ หรือสไตล์ แต่เป็น Story, Experience และ Circulation วิธีคิดนี้เริ่มจากการตั้งคำถามว่าแต่ละโครงการจะสร้างเรื่องราวอย่างไร ผู้ใช้งานจะเดินผ่านพื้นที่แบบไหน และระหว่างทางจะเกิดประสบการณ์อะไรขึ้นบ้าง
สำหรับ Residence Chomthong คำตอบจึงปรากฏออกมาเป็นพื้นที่สีเขียวที่แทรกอยู่ระหว่างห้อง ทางเดินที่ไม่เร่งให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ตัวบ้านทันที ห้องนั่งเล่นที่ถูกแยกออกมาเป็นเกาะ และบันไดที่ใช้แสงธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า Circulation ในความหมายของ Arti Architects ไม่ได้หมายถึงเพียงเส้นทางสัญจร แต่เป็นเครื่องมือในการสร้าง Story และ Experience
ท้ายที่สุด Residence Chomthong จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงบ้านกล่องสีขาวกลางสวน หากเป็นบ้านที่พยายามทำให้ทุกพื้นที่ที่เราเดินผ่านมีความหมาย เพราะสำหรับ ARTi Architect แล้ว สถาปัตยกรรมอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการถามว่า “เราจะออกแบบห้องนี้ให้หน้าตาเป็นอย่างไร” แต่เริ่มต้นจากคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นว่า “เมื่อคนคนหนึ่งเดินผ่านพื้นที่นี้ เขาจะรู้สึกและพบเจออะไรบ้าง?”
และเมื่อคำถามนี้ถูกใช้เป็นจุดตั้งต้น บ้านทั้งหลังก็กลายเป็นเรื่องราวที่ไม่ได้อ่านผ่านรูปทรงเพียงอย่างเดียว แต่ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยผ่านการเดิน ผ่านแสง ผ่านลม ผ่านต้นไม้ และผ่านชีวิตของคนที่เข้ามาอยู่อาศัยจริง ๆ
Architect & Interior Designer : ARTi Architect
Landscape : PLS Studio x Wake Up Plant
Lighting Designer : Punma Studio
Contractor : Chawara x Wawara Design
Photographer : Rungkit Charoenwat
สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย