Baan DD เปลี่ยนข้อจำกัดของบ้านหน้าแคบ สู่การออกแบบที่ทำให้ทุกพื้นที่มีความหมาย

บ้านบนที่ดินขนาดเล็กมักถูกตั้งโจทย์ด้วยคำถามว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่ที่มีอยู่ ดูกว้างขึ้น ? แต่ในบางครั้ง คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้บ้านรู้สึกใหญ่กว่าความเป็นจริง หากอยู่ที่การทำความเข้าใจกับพื้นที่ทุกส่วนเสียใหม่ว่า พื้นที่แต่ละตารางเมตรสามารถทำหน้าที่อะไรได้บ้าง?

Baan DD โดย INchan atelier บ้านที่ไม่ได้พยายามเอาชนะข้อจำกัดของที่ดิน หากเลือกใช้ข้อจำกัดเหล่านั้นเป็นจุดตั้งต้นของการออกแบบ บนที่ดินหน้ากว้างเพียง 7 เมตร ท่ามกลางระยะร่น ถนน และข้อจำกัดของพื้นที่โดยรอบ บ้านหลังนี้ค่อย ๆ คลี่ตัวขึ้นในแนวตั้ง ผ่านการแบ่งระดับที่ซ้อนเหลื่อมกัน เพื่อให้การเดิน แสง มุมมอง และกิจกรรมของผู้อยู่อาศัยทำงานไปพร้อมกับรองรับทั้งชีวิตประจำวัน การทำงาน ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ไปจนถึงพื้นที่สำหรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างพอดี

เจ้าของบ้านหลังนี้ เป็นคู่แต่งงานใหม่ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตครอบครัว โดยมีสมาชิกอีกสามตัวเป็นแมว และเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับลูกหนึ่งคนในอนาคต ความต้องการของบ้านจึงผูกอยู่กับรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่พื้นที่เก็บรองเท้าและกระเป๋าจากกิจกรรม Outdoor การทำอาหาร การทำงานที่บ้าน ไปจนถึงการซักและตากผ้า โดยตั้งใจให้บ้านสามารถดูแลและจัดการกันเองได้โดยไม่ต้องพึ่งแม่บ้าน

แม้เจ้าของบ้านจะชื่นชอบบ้านแบบญี่ปุ่น แต่สถาปนิกไม่ได้หยิบรูปแบบเหล่านั้นมาใช้ตรง ๆ หากนำมาปรับผ่านวิธีคิดของ INchan atelier ที่ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและการใช้พื้นที่อย่างละเอียด ภายใต้แนวคิด เล็กแต่ครบ ตั้งแต่ครัวที่ออกแบบในลักษณะคล้าย Sushi Bar ไปจนถึงชั้นสำหรับแมวทั้งสามตัวในห้องรับแขก รายละเอียดเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงของเพิ่มเติม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบบ้านที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงของผู้อยู่อาศัย

เมื่อพื้นที่มีจำกัด สถาปนิกจึงไม่ได้เริ่มจากการแบ่งห้อง แต่เริ่มจากคำถามว่าอะไรคือสิ่งจำเป็น และพื้นที่ใดสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง จึงเกิดเป็นบ้าน 3 ชั้นครึ่งที่ไม่ได้เรียงพื้นเป็นชั้นแบบปกติ แต่แบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 ระดับที่ค่อย ๆ เหลื่อมกัน โดยมีบันไดบริเวณส่วนกลางเป็นแกนในการแจกฟังก์ชัน และเป็นหัวใจของแนวคิด Split Level

ในบ้านทั่วไป บันไดและทางเดินมักทำหน้าที่เพียงพาเราไปยังห้องต่าง ๆ แต่ Baan DD เลือกให้บันไดเป็นส่วนหนึ่งของการจัดพื้นที่ แต่ละช่วงจึงเชื่อมต่อกับฟังก์ชันโดยตรงโดยไม่ต้องมีทางเดินยาว ๆ มาคั่นกลาง ทำให้พื้นที่สำหรับการเดินไม่ถูกปล่อยให้สูญเปล่า แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตภายในบ้าน

การจัดผังจึงเกิดจากการกำหนดจังหวะของการขึ้นลง แต่ละระดับมีความสูงแตกต่างกันตามการใช้งาน ช่วยควบคุมทั้งขนาดห้อง ความสูงฝ้า และปริมาตรของพื้นที่ ขณะที่บริเวณใต้บันไดและพื้นที่เปลี่ยนผ่านก็ถูกนำกลับมาใช้เป็นพื้นที่เก็บของหรือฟังก์ชันอื่น ๆ บันไดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมแต่ละชั้นเข้าหากัน หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบพื้นที่ทั้งหลัง

เมื่อพื้นที่ถูกแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ฟังก์ชันจึงไม่ได้เรียงตัวอยู่บนชั้นเดียวกัน แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามลำดับการใช้งาน บริเวณด้านหน้าซึ่งเชื่อมกับที่จอดรถทำหน้าที่เป็นพื้นที่เก็บของ ก่อนเชื่อมขึ้นสู่ครัวและพื้นที่รับประทานอาหารที่สัมพันธ์กับพื้นที่บริการด้านหลัง

ถัดขึ้นมา Living Area ถูกเปิดให้เป็นหัวใจของบ้าน และเชื่อมต่อกับพื้นที่ทำงานผ่านช่องเปิดขนาดใหญ่ เกิดเป็น Double-Height Volume ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งให้กับบ้านหน้าแคบ ขณะเดียวกัน ช่องแสงและหน้าต่างในระดับต่าง ๆ ยังช่วยให้คนในบ้านรับรู้ถึงกันได้ แม้อยู่คนละระดับ ส่วนอีกระดับหนึ่งถูกเตรียมไว้เป็นห้องสำหรับลูกในอนาคต หรือปรับใช้เป็นพื้นที่ของแมวในปัจจุบัน

เมื่อไล่ขึ้นสู่ส่วนบนของบ้าน ฟังก์ชันจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากพื้นที่ส่วนรวมไปสู่พื้นที่ส่วนตัว ห้องนอนหลักถูกวางไว้ด้านหน้าเพื่อรับแสงตะวันออก ขณะที่ห้องน้ำอยู่ด้านหลังซึ่งมีผนังทึบมากกว่า การจัดวางจึงไม่ได้เกิดจากการแบ่งชั้นออกจากกัน หากเป็นการเชื่อมฟังก์ชัน แสง ความสูง และความเป็นส่วนตัวเข้าด้วยกันผ่าน Section ของบ้าน

ผู้ออกแบบจาก INchan atelier ไม่ได้แก้ปัญหาบ้านลึกด้วยการเปิดช่องแสงให้มากที่สุด แต่เลือกควบคุมปริมาณและจังหวะของแสงแทน หน้าบ้านหันไปทางทิศตะวันออกจึงเป็นด้านที่เปิดรับแสงได้มากกว่า ขณะที่ด้านหลังซึ่งหันไปทางทิศตะวันตกไม่จำเป็นต้องเปิดมากนัก

พื้นที่ตรงกลางบ้านจึงกลายเป็นจุดสำคัญของแสง ผ่าน Double-Height Volume และช่องเปิดบริเวณ Living Area ขณะที่บันไดแต่ละช่วงมีระดับความสว่างต่างกัน บางช่วงมืดและแคบ ก่อนจะเปิดออกสู่พื้นที่ที่สูงและสว่างกว่า ความแตกต่างระหว่างมืดกับสว่าง และเตี้ยกับสูง จึงทำให้การเดินภายในบ้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้พื้นที่

ในขณะเดียวกัน ช่องเปิดขนาดใหญ่บริเวณ Living Area ก็ทำให้เกิดโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัวจากถนน สถาปนิกจึงใช้บ่อต้นไม้และพุ่มไม้เป็นตัวกลางระหว่างบ้านกับภายนอก ให้ต้นไม้ด้านหน้าเป็น Foreground และพุ่มมะม่วงขนาดใหญ่จากบ้านคุณแม่เป็น Background เมื่อมองจากโซฟา สิ่งที่เห็นจึงกลายเป็นชั้นของสีเขียวแทนที่จะเปิดตรงสู่ถนนหรืออาคารข้างเคียง

ต้นมะม่วงต้นเดิมที่อยู่บนที่ดินมาตั้งแต่สมัยคุณตาจึงไม่ได้เป็นเพียงต้นไม้เดิมที่คงไว้ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของทัศนียภาพของบ้านโดยแทบไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่ม

ภายนอกของ Baan DD มีลักษณะเป็นกล่องทรงสูงเรียบง่าย ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดเรื่องระยะร่นและการเปิดช่องแสง แต่แทนที่จะมองกล่องนี้เป็นผนังปิดทึบ สถาปนิกเลือก คว้าน บางส่วนออกเพื่อสร้างช่องเปิดที่เหมาะกับแสงสว่าง และความเป็นส่วนตัว

ด้านที่ติดกับเพื่อนบ้านจึงเปิดเท่าที่จำเป็นตามแนวเขต ขณะที่ฝั่งบ้านคุณแม่สามารถเพิ่มช่องแสงได้มากกว่า แต่ก็ยังเลือกเปิดเฉพาะจุดที่เหมาะสม ทำให้หน้าต่างแต่ละบานมีหน้าที่แตกต่างกัน ทั้งรับแสง ระบายอากาศ สร้างมุมมอง หรือเป็นช่องบริการ บ้านจึงไม่จำเป็นต้องมีช่องเปิดจำนวนมาก เพราะแต่ละบานถูกออกแบบให้ทำงานอย่างเฉพาะเจาะจง

แนวคิดเดียวกันนี้ยังปรากฏในพื้นที่ซักผ้า เมื่อสถาปนิกย้อนกลับไปมองจากกิจกรรมจริงว่า หากซักผ้าที่ด้านล่าง แล้วจะนำผ้าไปตากที่ไหน? คำตอบคือการย้ายห้องซักอบรีดขึ้นไปยัง Level 7 ซึ่งเป็นจุดที่มีแดดและลมมากที่สุด พร้อมจัดให้มีลานตากผ้าอยู่ด้วยกัน ขณะที่พื้นที่ด้านหน้าดาดฟ้าถูกเตรียมไว้เป็นพื้นที่นั่งเล่นและสังสรรค์กับเพื่อน

ฟังก์ชันที่มักถูกมองว่าเป็น พื้นที่หลังบ้าน จึงไม่ได้ถูกแยกออกไป แต่ถูกจัดวางตามความสัมพันธ์กับชีวิตจริงเช่นเดียวกับทุกพื้นที่ในบ้าน

แม้ Baan DD จะมีรูปทรงภายนอกเป็นกล่องเรียบ แต่เอกลักษณ์ของบ้านไม่ได้มาจากรูปทรงที่หวือหวา หากเกิดจากการจัดสัดส่วนและจังหวะของช่องเปิดที่ถูกนำไปต่อยอดกับองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งตะแกรงและรายละเอียดบน façade จนเกิดเป็น Composition ที่เรียบง่าย แต่มีจังหวะของเส้นตั้งและเส้นนอนอย่างลงตัว

เปลือกอาคารเลือกใช้ Fiber Cement Cladding แทนวัสดุที่มีราคาสูงกว่า โดยเฉพาะหลังจากเปลี่ยนระบบโครงสร้างจากเหล็กมาเป็นคอนกรีต นอกจากช่วยควบคุมต้นทุนแล้ว Texture ของแผ่นยังเหมาะกับการก่อสร้างในพื้นที่แคบ เพราะลดปัญหาความเรียบร้อยของงานฉาบที่ทำได้ยากเมื่อมีพื้นที่ทำงานจำกัด

สิ่งที่ทำให้ Baan DD น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการใส่ฟังก์ชันจำนวนมากลงบนที่ดิน 23.6 ตารางวา
แต่เป็นการตั้งคำถามกับพื้นที่แต่ละส่วนว่า มันสามารถทำอะไรได้อีก?

บันไดกลายเป็นเครื่องมือจัด Section ชานพักกลายเป็นพื้นที่เชื่อมต่อ ห้องรับแขกเปิดขึ้นในแนวตั้งเพื่อสร้างความโปร่ง ช่องเปิดสร้างทั้งแสงและมุมมอง ต้นไม้ทำหน้าที่เป็นทั้งฉากบังสายตาและทัศนียภาพ ดาดฟ้ารองรับทั้งการซักผ้าและการพักผ่อน ขณะที่พื้นที่ต่างระดับช่วยให้บ้านรองรับทั้งชีวิตในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

สำหรับ INchan atelier บ้านเล็กจึงไม่จำเป็นต้องให้ความรู้สึกเล็กตามขนาดของที่ดิน Baan DD ไม่ได้พยายามทำให้บ้านดูใหญ่กว่าความเป็นจริง แต่เลือกทำให้พื้นที่ที่มีอยู่มีคุณภาพมากที่สุด และเมื่อไม่มีพื้นที่ใดถูกปล่อยให้สูญเปล่า บ้านขนาดกะทัดรัดหลังนี้จึงสามารถรองรับทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การเลี้ยงแมว และการเติบโตของครอบครัวได้อย่างพอดี

Project: BAAN DD
Type: Compact Urban Residence
Owner : คุณตี๋,คุณอิน
Architect: INchan atelier
Interior: INchan atelier
Location: Samsennai,Bangkok, Thailand
Area + 1 Parking lot: 204 sq.m.
Principal architect: Intanon Chantip
Photographs: ADD CANDID, SOMETHING ARCHITECTURE
Props Sourcing: INchan atmosphere
Props Stylist: Tharisra Chantip (Ployblooms)
House Contractor: Studio Const.
Interior Contractor: นิพนธ์ พื้นทอง

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading