KIWI HOUSE เปิดรับธรรมชาติภายใน ด้วยความเป็นส่วนตัว

ท่ามกลางย่านพักอาศัยที่บ้านแต่ละหลังค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น การมีพื้นที่ส่วนตัวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ของบ้านร่วมสมัย ขณะเดียวกัน บ้านยังต้องเปิดรับแสง ลม ธรรมชาติ และพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของครอบครัว ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง การเปิดรับ และ การปกป้อง ให้เกิดขึ้นได้พร้อมกัน

KIWI HOUSE
บ้านพักอาศัยที่ได้รับการออกแบบโดย Pongpat Architect บนที่ดินขนาด 1 งาน 69 ตารางวา ตั้งต้นจากคำถามสำคัญของการอยู่อาศัยร่วมกันในครอบครัวยุคปัจจุบัน เมื่อสมาชิกแต่ละคนต้องการทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตร่วมกันภายในบ้านหลังเดียว ท่ามกลางบริบทเมืองที่มีความหนาแน่นมากขึ้นและรายล้อมด้วยเพื่อนบ้าน การออกแบบจึงไม่ได้มองเพียงเรื่องการจัดวางฟังก์ชัน แต่เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่า บ้านควรเปิดรับธรรมชาติ แสง และลมได้มากเพียงใด โดยยังรักษาความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยเอาไว้

ที่ดินของ KIWI HOUSE ตั้งอยู่เกือบท้ายซอยของย่านพักอาศัย ทำให้พื้นที่มีความสงบและเป็นส่วนตัวในช่วงกลางวัน แต่ในยามค่ำคืนกลับเกิดความรู้สึกเปลี่ยวและไม่ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ด้านหน้าของที่ดินหันไปทางทิศตะวันตก ซึ่งต้องรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรงในช่วงบ่าย แต่กลับมีข้อได้เปรียบจากลมธรรมชาติที่พัดผ่านอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงถนนที่ขนาบที่ดินอยู่สองด้าน ซึ่งเปิดโอกาสให้กำหนดทางเข้าและลำดับการเข้าถึงพื้นที่ได้หลากหลาย เงื่อนไขเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกมองเป็นข้อจำกัดเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นข้อมูลตั้งต้นที่ทีมออกแบบนำมาพัฒนารูปแบบของบ้าน ทั้งในเรื่องความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และสภาวะน่าสบายในการอยู่อาศัย

ด้วยรูปทรงที่ดินซึ่งมีลักษณะคล้ายรูปห้าเหลี่ยม ทีมผู้ออกแบบเริ่มต้นด้วยการพัฒนา Mass อาคารจากรูปทรงสี่เหลี่ยม ก่อนเจาะพื้นที่ตรงกลางออกเพื่อสร้าง Courtyard หรือสวนภายในบ้านขึ้นมา พื้นที่ว่างตรงกลางจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สีเขียวที่แทรกอยู่ระหว่างอาคาร แต่กลายเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงพื้นที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งในแง่ของการมองเห็น การรับแสงและลม รวมถึงการสร้างพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว จาก Mass ที่ถูกปิดล้อม พื้นที่ว่างตรงกลางจึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ทำให้บ้านสามารถเปิดออกจากภายในได้

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาผังอาคารรูปตัว O หรือ O-Shaped Space โดยจัดวางพื้นที่ใช้งานหลักให้โอบล้อม Courtyard เอาไว้ ทำให้พื้นที่แต่ละส่วนสามารถเชื่อมต่อและมองเห็นสวนกลางได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาขอบเขตของแต่ละฟังก์ชันเอาไว้ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวจึงไม่ได้เกิดจากการนำทุกคนมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่เกิดจากการที่แต่ละคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง พร้อมรับรู้ถึงกิจกรรมและการมีอยู่ของสมาชิกคนอื่นผ่านพื้นที่กลางร่วมกัน

เมื่อพื้นที่ภายในเปิดเข้าหาสวนกลาง ภายนอกกลับถูกออกแบบให้มีความปิดมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Open Inside, Protected Outside ตัวอาคารด้านนอกจึงมีลักษณะเรียบง่ายและมั่นคง ลดการเปิดรับสายตาจากบริบทโดยรอบผ่านผนังทึบ ช่องเปิดที่ถูกกำหนดอย่างเหมาะสม และระแนงไม้ ขณะที่เมื่อเข้าสู่ภายในกลับพบกับพื้นที่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ลม และมุมมองสีเขียวอย่างเต็มที่ การเพิ่มและลดมวลอาคารจึงทำหน้าที่มากกว่าการสร้างรูปทรง แต่เป็นวิธีควบคุมระดับการเปิดและปิดของบ้านในแต่ละด้าน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเชื่อมต่อกับธรรมชาติและการปกป้องความเป็นส่วนตัว

รูปทรงอาคารยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการสภาพแวดล้อมผ่านหลักการ Passive Design โดย Courtyard กลางบ้านช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของอากาศตามธรรมชาติ เกิดเป็นปรากฏการณ์ Stack Ventilation ที่ช่วยระบายอากาศร้อนออกจากตัวอาคาร ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้อากาศที่เย็นกว่าไหลเข้าสู่พื้นที่ใช้งาน รูปทรงที่โอบล้อมพื้นที่กลางบ้านยังช่วยสร้างร่มเงา ลดการรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง และทำให้พื้นที่ Courtyard สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ใช้งานของครอบครัวได้ตลอดทั้งวัน การจัดการสภาวะน่าสบายจึงเริ่มต้นตั้งแต่ระดับผังและรูปทรงอาคาร ก่อนที่จะพึ่งพาระบบปรับอากาศหรือเทคโนโลยีอื่น ๆ

แนวคิดเรื่องธรรมชาติยังถูกต่อยอดผ่านภูมิทัศน์ภายใต้แนวคิด Compact Greening ซึ่งมองพื้นที่สีเขียวเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่องค์ประกอบที่เข้ามาเติมเต็มในภายหลัง พื้นที่สีเขียวถูกจัดวางให้โอบล้อมตัวอาคารและเชื่อมต่อกับสวนกลางภายใน ทำให้มุมมองจากพื้นที่ใช้งานต่าง ๆ สามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด แม้จะอยู่บนที่ดินที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ก็ตาม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวจึงไม่ได้หมายถึงการสร้างสวนขนาดใหญ่ แต่เป็นการกระจายธรรมชาติให้แทรกอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

KIWI HOUSE ไม่ได้มองความเป็นส่วนตัวและการเปิดรับธรรมชาติเป็นสองสิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่ใช้การวางผัง รูปทรงอาคาร พื้นที่ว่าง และภูมิทัศน์เข้ามาจัดการความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองอย่างเป็นระบบ จากบริบทเมืองที่รายล้อมด้วยเพื่อนบ้าน บ้านจึงเลือกปิดตัวเองจากภายนอกในระดับหนึ่ง ก่อนเปิดพื้นที่ภายในออกสู่ Courtyard ซึ่งทำหน้าที่ทั้งเป็นพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกัน ช่องทางของแสงและลม รวมถึงพื้นที่สีเขียวที่แทรกตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

พื้นที่ว่างกลางบ้านจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่คั่นกลางระหว่างอาคาร หากแต่เป็นจุดที่ความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ และการอยู่อาศัยมาพบกัน ความเป็นส่วนตัวของ KIWI HOUSE ไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากบริบทโดยรอบ แต่คือการสร้างพื้นที่ภายในที่ยังเปิดรับโลกภายนอกได้ ในระยะและทิศทางที่พอดีกับการใช้ชีวิต

Architect : Pongpat Architect
Interior : PPA Interior Studio , 32 interior,design ,P style studio
Landscape : Jinda Garden
Contractor : Songyuth Construction Co.Ltd
Consultant : N36 Engineering วิศวกรที่ปรึกษาออกแบบ ควบคุมงานก่อสร้าง
Area : 490 sq.m
Photographer : Wathan Studio

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading