บ้าน ณ นาวี บ้านเก่าอายุกว่าศตวรรษ
ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการออกแบบที่เข้าใจ “เวลา”

ริมคลองมอญ มีบ้านหลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังแนวต้นไม้ใหญ่ หากมองจากภายนอกอาจเห็นเพียงบ้านสไตล์โคโลเนียลหลังใหญ่ที่มีรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก แต่หากลองเดินเข้าไปสำรวจทีละส่วน เราจะพบว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีเพียงความเก่า หากเต็มไปด้วยร่องรอยของเวลาที่ซ้อนทับกันอยู่ในทุกองค์ประกอบ ทั้งพื้น ผนัง ประตู หน้าต่าง โครงสร้าง ไปจนถึงรอยต่อระหว่างอาคารแต่ละส่วน 

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานว่าบ้านไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียว หากค่อย ๆ เติบโต เปลี่ยนแปลง และปรับตัวไปพร้อมกับผู้คนที่เคยเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดระยะเวลากว่า 120 ปี

นี่คือ บ้าน ณ นาวี บ้านเก่าแก่ริมคลองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 จุดเริ่มต้นของบ้านเกี่ยวข้องกับนาวาเอกพระชำนิกลการ (สมบุญ บุณยกะลิน) ก่อนส่งต่อมายังพระยาวิจิตรนาวี (วิลเลียม บุณยกะลิน) และต่อมายังหลวงวิชัยนิตินาถ (วิชัย วรรณประภา) ผู้เป็นเจ้าของบ้านและคุณปู่ของพิม วรรณประภา สถาปนิกจาก Studio Spacematter

ซึ่งในเวลาต่อมาเข้ามารับช่วงดูแลและบูรณะบ้านหลังนี้อีกครั้ง ระหว่างทาง บ้านเคยถูกใช้ในหลากหลายบทบาท ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัว พื้นที่ปฏิบัติธรรมและโรงพิมพ์ ก่อนที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสอย่าง เปีย ปิแอร์ จะเข้ามาเช่าเป็นเวลาหลายสิบปี ใช้บ้านเป็นทั้งที่พักและพื้นที่เก็บสะสมของโบราณจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนบ้านเคยได้รับชื่อว่า Château William

เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือ แต่ถูกฝังอยู่ในตัวสถาปัตยกรรมโดยตรง เพราะเมื่อ คุณพิมเข้ามาสำรวจบ้าน เธอพบว่าความไม่สมบูรณ์หลายอย่างที่มองเห็นอยู่กลับเป็นสิ่งที่มีคุณค่า หน้าต่างบางบานวางไม่ตรงแนว ระดับพื้นของอาคารแต่ละส่วนไม่เท่ากัน บัวปูนและกันสาดมีระดับเหลื่อมกัน ขณะที่รอยต่อระหว่างอาคารเผยให้เห็นว่าบ้านแต่ละส่วนไม่ได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกัน สิ่งที่ในอาคารใหม่อาจถูกมองว่าเป็นความไม่เรียบร้อย กลับกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยบอกเล่าว่าบ้านเคยผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีคิดในการบูรณะบ้าน ณ นาวี เพราะสำหรับ คุณพิม การดูแลบ้านหลังนี้ไม่ได้หมายถึงการพยายามทำให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม หากคือการทำความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ควรรักษาไว้ และอะไรคือสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อให้บ้านสามารถมีชีวิตต่อไปได้จริง คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า
“จะทำอย่างไรให้บ้านเก่ากลับมาสวย?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้บ้านยังคงคุณค่าของตัวเองไว้ได้ ในขณะที่ต้องกลับมาใช้งานในโลกปัจจุบัน?”

กระบวนการทำงานจึงเริ่มต้นจากการอ่านบ้านมากกว่าการออกแบบใหม่ คุณพิมต้องสำรวจทั้งสภาพอาคาร โครงสร้าง วัสดุ และร่องรอยต่าง ๆ ที่หลงเหลืออยู่ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเข้าไปจัดการกับส่วนใด เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงในบ้านเก่าไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนวัสดุเพียงชิ้นหนึ่ง แต่บางครั้งอาจหมายถึงการสูญเสียข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถสร้างกลับขึ้นมาใหม่ได้ ยิ่งเปิดบ้านออกมากเท่าไร ก็ยิ่งพบรายละเอียดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น ตัวอักษรภาษาจีนที่ถูกเขียนไว้บนโครงสร้างไม้ด้านในหลังคา ซึ่งมีความหมายถึง พระจันทร์ หรือร่องรอยของโครงสร้างและการต่อเติมที่ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่าบ้านค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามช่วงเวลาต่าง ๆ

“Challenge มันน่าจะอยู่ที่การตัดสินใจของเรา ว่าเราจะเลือกที่จะเปลี่ยน หรือเราเลือกที่จะเก็บ”
คุณพิม วรรณประภา สถาปนิกจาก บริษัท Studio Spacematter
การอนุรักษ์สำหรับเราไม่ได้มีคำตอบว่าต้องเก็บทุกอย่างให้กลับไปเหมือนเดิม แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องแลกกับบางสิ่ง การออกแบบจึงกลายเป็นกระบวนการชั่งน้ำหนักระหว่างประวัติศาสตร์กับการใช้งานในปัจจุบัน

การค้นพบเหล่านี้ทำให้การบูรณะบ้านไม่ใช่กระบวนการที่สามารถกำหนดคำตอบไว้ตั้งแต่ต้น แต่เป็นการทำงานที่ต้องเปิดพื้นที่ให้บ้านได้บอก สิ่งที่ซ่อนอยู่ด้วยตัวเอง และเมื่อพบสิ่งใหม่ วิธีการออกแบบก็ต้องปรับตามไปด้วย หนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดกระบวนการจึงเป็นเรื่องง่ายแต่ตอบยากว่า อะไรควรเก็บ และอะไรควรเปลี่ยน เพราะหากเก็บทุกอย่างไว้โดยไม่แตะต้อง บ้านก็อาจไม่สามารถตอบสนองการใช้งานในปัจจุบันได้ แต่หากเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อความสะดวก บ้านก็อาจสูญเสียตัวตนที่ทำให้มันมีคุณค่าตั้งแต่แรก

กรณีของบันไดเดิมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน บันไดบางส่วนมีความชันและตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมกับการใช้งานในฐานะที่พักในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้การรื้อออกจะหมายถึงการสูญเสียองค์ประกอบเดิมไปส่วนหนึ่ง แต่คุณพิมเลือกเก็บร่องรอยของบันไดไว้บนผนัง ไม่ได้พยายามฉาบทับให้เรียบร้อยจนไม่มีใครรู้ว่าเคยมีอะไรอยู่ตรงนั้น เพราะแม้บันไดจะไม่สามารถทำหน้าที่เดิมต่อไปได้ แต่ร่องรอยของมันยังสามารถทำหน้าที่เป็นบันทึกความทรงจำของบ้านอีกชั้นหนึ่งได้ นี่จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการมองการอนุรักษ์ที่ไม่ได้ยึดติดกับการรักษาวัตถุเดิมทุกชิ้น หากมองไปถึงข้อมูลและเรื่องราวที่สิ่งเหล่านั้นเคยทิ้งเอาไว้

เช่นเดียวกับตัวอักษรภาษาจีนบนโครงสร้างไม้ เมื่อค้นพบสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การนำออกมาเปิดเผยให้ผู้คนเห็นอาจดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่พิมกลับตัดสินใจเก็บมันไว้ในตำแหน่งเดิม เพราะการทำให้มองเห็นได้ชัดเจนอาจต้องแลกกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดั้งเดิมของบ้าน การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนวิธีคิดที่น่าสนใจว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำให้ทุกสิ่งถูกมองเห็นเสมอไป บางอย่างอาจมีคุณค่าเพียงเพราะมันยังอยู่ในตำแหน่งเดิมของมัน แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่มีโอกาสได้เห็นก็ตาม สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การนำทุกอย่างออกมาเป็นจุดเด่นของพื้นที่ แต่คือการรู้ว่าอะไรควรถูกเปิดเผย และอะไรควรถูกปล่อยให้เป็นความลับของอาคารต่อไป

การกลับมาของ บ้าน ณ นาวี บ้านอายุกว่าร้อยปี ไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะทำให้บ้านกลับไปเหมือนเดิม หากเกิดขึ้นในวันที่ คุณพิม วรรณประภา เข้ามาสำรวจบ้านหลังอาจารย์เปียย้ายออก และพบว่าสภาพอาคารทรุดโทรมจนต้องได้รับการดูแลก่อนจะปล่อยให้ใครเข้ามาใช้งานต่อ

“พิมในฐานะทั้งเจ้าของและสถาปนิกจึงตัดสินใจลงมือบูรณะบ้านด้วยตัวเอง แม้ในตอนแรกจะมีความลังเลอยู่ไม่น้อย เพราะการเข้าไปเปลี่ยนแปลงบ้านที่ผ่านกาลเวลาและผู้คนมาหลายรุ่น ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่มีอยู่เดิม ทุกการตัดสินใจจึงต้องเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง ว่าอะไรควรถูกเก็บรักษาไว้ และอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อให้บ้านเดินต่อไปได้” 

สิ่งที่ยากที่สุดของการบูรณะจึงไม่ใช่การซ่อมแซม แต่คือการตัดสินใจว่า อะไรควรเก็บ และอะไรควรเปลี่ยน พิมเริ่มจากการสำรวจโครงสร้างและสภาพเดิมของบ้าน ก่อนย้อนกลับไปค้นคว้าสถาปัตยกรรมร่วมยุค เพื่อทำความเข้าใจบรรยากาศและวิถีชีวิตในอดีต สิ่งที่ยังมีคุณค่าถูกเก็บไว้ ทั้งประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ และร่องรอยต่าง ๆ ขณะที่ส่วนที่จำเป็นต่อการใช้งานปัจจุบันก็ถูกปรับใหม่อย่างระมัดระวัง โดยมีโจทย์สำคัญคือไม่ทำให้บ้านดูใหม่เกินไป หรือสูญเสียตัวตนเดิม

จากบ้านที่มีสัดส่วนก้ำกึ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ คุณพิมจึงพัฒนาโปรแกรมใหม่ให้เป็น
A Living Heritage Residence ระหว่าง Private Heritage Stay ที่สามารถรองรับ Intimate Gatherings และ Cultural events ก่อนตัดสินใจเปิดให้เข้าพักแบบส่วนตัวทั้งหลัง เพื่อให้บ้านยังคงความรู้สึกของการเป็น บ้าน มากกว่าโรงแรม ขณะเดียวกันพื้นที่ขนาดใหญ่ภายในก็สามารถกลับมารองรับการพบปะ งานเลี้ยง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้อีกครั้ง บ้านจึงไม่ได้ถูกเก็บไว้เป็นเพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ แต่ถูกทำให้กลับมาใช้งานและมีผู้คนเข้ามาใช้ชีวิตอีกครั้ง

สำหรับคุณพิม การอนุรักษ์บ้าน ณ นาวีจึงไม่ใช่การหยุดบ้านไว้ในอดีต แต่คือการเพิ่มประวัติศาสตร์อีกชั้นให้กับบ้าน ผ่านการตัดสินใจของคนรุ่นปัจจุบัน และอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้บ้านอายุกว่า 120 ปีหลังนี้ยังสามารถเดินทางต่อไปได้ ไม่ใช่ด้วยการรักษาทุกอย่างให้เหมือนเดิม แต่ด้วยการทำให้บ้านยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับคลองเองก็เป็นสิ่งที่ คุณพิมพยายามนำกลับมาให้ชัดเจนขึ้น จากเดิมที่สวนมีความหนาแน่นและปกคลุมตัวบ้านมาก เธอเลือกเปิดพื้นที่บางส่วนให้โปร่งขึ้น เก็บต้นไม้ใหญ่ที่มีคุณค่าเอาไว้ และจัดวางพรรณไม้ใหม่เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการพักผ่อนมากขึ้น การเปิดสวนจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้บ้านดูสวย แต่เป็นการทำให้บ้านกลับมามีความสัมพันธ์กับบริบทริมน้ำอีกครั้ง เมื่อมองจากเรือที่แล่นผ่านคลอง ตัวบ้านจึงสามารถปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางต้นไม้ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันคนที่อยู่ภายในก็ยังสามารถรับรู้ถึงสายน้ำ เสียงเรือ และลมที่พัดผ่านได้ตลอดวัน

หากลองมองภาพรวมของการบูรณะบ้าน ณ นาวี สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการที่บ้านอายุกว่า 120 ปีได้รับการซ่อมแซมจนกลับมาสวยงาม แต่คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเล็ก ๆ ในแต่ละจุด พิมไม่ได้พยายามหยุดเวลาไว้ที่ช่วงใดช่วงหนึ่ง ไม่ได้เลือกว่าบ้านควรกลับไปเป็นบ้านในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือเป็นบ้านในช่วงที่อาจารย์เปียเข้ามาอยู่อาศัย หากยอมรับว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านทั้งหมด และหน้าที่ของเธอในวันนี้คือการเพิ่มเวลาอีกหนึ่งชั้นเข้าไป โดยไม่ทำลายสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้า

การทำงานกับบ้านเก่าจึงแตกต่างจากการสร้างอาคารใหม่อยู่ไม่น้อย เพราะสถาปนิกไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เราจะสร้างอะไร” แต่ต้องเริ่มจากการฟังว่า “สิ่งที่มีอยู่กำลังบอกอะไรเรา” ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเข้าไปทำอะไรกับมัน การออกแบบจึงไม่ได้เป็นเพียงการเติมสิ่งใหม่ แต่เป็นกระบวนการคัดเลือกอย่างละเอียดว่าอะไรควรอยู่ต่อ อะไรควรถูกเปลี่ยน และอะไรควรถูกปล่อยให้ทำหน้าที่เป็นร่องรอยของอดีต

ท้ายที่สุด บ้าน ณ นาวีจึงไม่ได้กลับมามีชีวิตเพราะถูกทำให้เหมือนบ้านในอดีต แต่กลับมามีชีวิตเพราะได้รับอนุญาตให้เป็นบ้านของปัจจุบัน โดยยังคงพกพาเรื่องราวของคนหลายรุ่นติดตัวมาด้วย การบูรณะครั้งนี้ไม่ได้ทำให้บ้านหยุดเวลา หากเป็นการช่วยให้บ้านสามารถเดินต่อไปพร้อมกับเวลาได้อีกครั้ง และบางทีนี่อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม เพราะการรักษาอาคารเก่าอาจไม่ได้หมายถึงการเก็บทุกอย่างไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง หากคือการทำให้เรารู้ว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน เราควรเปลี่ยนอะไร และเมื่อถึงเวลาที่ควรรักษา เราควรรักษาอะไรไว้ เพื่อให้เรื่องราวของสถานที่หนึ่งยังสามารถถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง

บ้าน ณ นาวีจึงยังคงมีร่องรอยของบ้านหลังเดิมอยู่ในทุกส่วน ทั้งรอยต่อของอาคาร พื้นเก่า บันไดที่หายไป ตัวอักษรที่ซ่อนอยู่บนโครงสร้างไม้ ต้นไม้ใหญ่ริมคลอง และรายละเอียดอีกมากมายที่อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใครมองเห็น แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ บ้านก็ยังสามารถเล่าเรื่องของตัวเองได้ ขณะเดียวกัน เสียงของผู้คนรุ่นใหม่ที่กลับเข้ามาใช้พื้นที่ก็ได้เติมเรื่องราวบทใหม่ลงไปในบ้านหลังเดิม เป็นการยืนยันว่าอายุ 120 ปีไม่ได้หมายความว่าบ้านกำลังเดินทางไปถึงจุดสิ้นสุด หากมันยังสามารถมีชีวิต มีคนใช้งาน และมีเรื่องราวใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ

เพราะบางครั้งการออกแบบที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเก่า จึงอาจไม่ใช่การทำให้เรารู้สึกว่าบ้านได้รับการออกแบบใหม่ แต่คือการทำให้เรารู้สึกว่า บ้านหลังนี้ยังคงเป็นบ้านหลังเดิม เพียงแต่วันนี้มันพร้อมจะต้อนรับคนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างความทรงจำบทต่อไปแล้ว

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading