Dsign Something เมื่อแสงธรรมชาติ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตความคิดสร้างสรรค์

สำหรับ Dsign Something ในหนึ่งวันไม่ได้มีแค่ภาพของคนที่นั่งทำงานอยู่หน้าโต๊ะ แต่ยังมีทั้งการนั่งคุยแลกเปลี่ยนไอเดีย การประชุม การทำ Workshop การผลิตคอนเทนต์ รวมถึงช่วงเวลาพักที่ทุกคนได้หยุดจากงานตรงหน้า กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นสลับกันไปตามจังหวะของแต่ละวัน ทำให้พื้นที่ทำงานไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่

การรีโนเวทอาคารครั้งนี้จึงเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจพื้นที่เดิมและวิธีการใช้งานจริง ก่อนนำมาจัดวางองค์ประกอบใหม่ให้สอดคล้องกับชีวิตของคนในอาคาร ตั้งแต่การปรับระบบ Circulation การเปิดพื้นที่ให้เชื่อมต่อถึงกัน ไปจนถึงการนำแสงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ เชื่อมโยงกันผ่านโทนสี วัสดุ และความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายในกับธรรมชาติ

เมื่อพื้นที่ถูกออกแบบให้รองรับกิจกรรมที่หลากหลาย แสงธรรมชาติจึงเข้ามามีบทบาทกับบรรยากาศของอาคารในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่แสงแรกของเช้า ช่วงเวลาที่ออฟฟิศเริ่มคึกคัก ไปจนถึงแสงยามเย็นที่ค่อย ๆ เปลี่ยน Mood ของพื้นที่ โดยมี ช่องเปิด เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แสงจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ภายใน

ประตูและหน้าต่าง TOSTEM จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับพื้นที่ครั้งนี้ ทั้งการเปิดรับแสงธรรมชาติและการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับสภาพแวดล้อมภายนอก ลองสำรวจ Office Dsign Something ผ่านหนึ่งวัน และดูว่าพื้นที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับแสงและกิจกรรมของผู้คนอย่างไร?

เปิดรับแสงและอากาศจากภายนอก เพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างทางเข้ากับพื้นที่ทำงาน 


ก้าวแรกสู่ออฟฟิศ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ เมื่อทางเข้าชั้น 1 ทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่ทำงาน การออกแบบที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องภาพลักษณ์ของทางเข้า แต่รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมภายนอกมากขึ้น

ประตู GIESTA ถูกเลือกมาใช้บริเวณทางเข้าชั้น 1 โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง Air Flow เพื่อให้พื้นที่บริเวณนี้มีความสัมพันธ์กับอากาศและสภาพแวดล้อมด้านนอก ขณะเดียวกันยังช่วยให้ทางเข้าดูเปิดและต่อเนื่องกับพื้นที่ภายใน แทนที่จะเป็นเพียงจุดกั้นระหว่างอาคารกับภายนอก

แนวคิดเรื่องช่องเปิดจึงเริ่มต้นตั้งแต่บริเวณทางเข้า และต่อเนื่องไปยังส่วนอื่นของอาคาร ทั้งประตูและหน้าต่างในพื้นที่ต่าง ๆ เลือกใช้ระบบของ TOSTEM ในสี Shine Gray ได้แก่ ATIS, WE70 และ WE40 เพื่อให้ช่องเปิดแต่ละจุดทำงานไปพร้อมกับภาพรวมของสถาปัตยกรรม ทั้งในเรื่องแสง มุมมอง และความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายในกับภายนอก

อีกหนึ่งจุดที่มีความสำคัญกับการรับแสงคือบริเวณบันไดบ้าน ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 1 ขึ้นไปยังส่วนพักอาศัยด้านบน การเปิดช่องบริเวณด้านหน้าจึงช่วยให้แสงธรรมชาติสามารถเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนนี้ได้มากขึ้น และทำให้บันไดไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสำหรับสัญจรระหว่างชั้น

บริเวณหน้าบ้านชั้น 1 เลือกใช้หน้าต่าง PremiAL R100 ที่ผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% สะท้อนแนวทางการเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการออกแบบ

อีกทั้งในแง่ของการใช้งาน หน้าต่างบริเวณนี้ทำหน้าที่เปิดรับแสงธรรมชาติจากด้านหน้าเข้าสู่พื้นที่ภายใน พร้อมเชื่อมมุมมองระหว่างบันไดกับสภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้พื้นที่สัญจรระหว่างชั้นมีทั้งแสงและมุมมองที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้กับการอยู่อาศัย ตรงบริเวณแนวบันไดบ้าน เพื่อดึงแสงจากด้านหน้าเข้ามาสู่พื้นที่ภายใน จุดเล็ก ๆ นี้จึงมีส่วนช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของพื้นที่ที่เดิมอาจเป็นเพียงทางผ่าน ให้มีแสงและมุมมองจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งาน

เมื่อมองต่อขึ้นไปยังชั้น 2 แนวคิดเรื่องการนำแสงเข้าสู่พื้นที่ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการรีโนเวท เพราะอาคารเดิมมีข้อจำกัดด้านช่องเปิด ทำให้แสงธรรมชาติเข้าถึงพื้นที่ทำงานได้ไม่ทั่วถึง

เปิดพื้นที่ให้ยืดหยุ่นไปตามกิจกรรม เพื่อให้การทำงานเปลี่ยนจังหวะได้ตลอดวัน

เมื่อเริ่มเข้าสู่เวลาทำงาน พื้นที่ชั้น 1 ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ทั้งการทำงาน พูดคุย ประชุม และเตรียมงานคอนเทนต์ แนวคิด Open Plan จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้พื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน โดยลดการใช้ผนังทึบและใช้การยก Step เพื่อช่วยกำหนดขอบเขตของแต่ละส่วนแทน

วิธีนี้ทำให้พื้นที่หนึ่งสามารถเปลี่ยนหน้าที่ได้ตามกิจกรรมที่เกิดขึ้น จาก Reception ไปเป็นพื้นที่ Workshop หรือกิจกรรมอื่น ๆ โดยองค์ประกอบบางส่วนสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อเปิดพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละครั้ง ขณะที่ผนัง Background บางส่วนก็ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การถ่ายทำคอนเทนต์ การนั่ง Talk ไปจนถึงการพูดคุยหรือกิจกรรมของทีม

แต่การทำงานแบบ Open Plan ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะต้องเปิดถึงกันทั้งหมด ห้องประชุมและห้องครัวชั้น 1 จึงถูกแยกออกจากพื้นที่ด้วยบานภายในอย่าง IN16 ผ่านการเลือกใช้สีและวัสดุเดียวกันกับ GRANTS ที่อยู่ข้างกัน เพื่อให้ทั้งสององค์ประกอบกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบเดียวกัน แม้บานประตูจะทำหน้าที่แบ่งพื้นที่สำหรับการใช้งานเฉพาะหรือพื้นที่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว พร้อมก็ยังคงต่อเนื่องกับบรรยากาศโดยรวมของออฟฟิศได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ออกแบบพื้นที่ผ่านจังหวะของแสงธรรมชาติ ที่เปลี่ยนไปพร้อมกับการทำงานในแต่ละช่วงวัน 

ชั้น 2 เป็นอีกพื้นที่ที่เห็นการแก้โจทย์เรื่องแสงได้ชัดเจนที่สุด จากข้อจำกัดของอาคารเดิมที่มีช่องเปิดไม่มากพอ การออกแบบจึงเลือกใช้ Glass Block เป็นหนึ่งในวิธีดึงแสงเข้าสู่พื้นที่ทำงาน โดยยังรักษาภาพของพื้นที่ Open Plan ให้ดูโปร่งและต่อเนื่อง

พื้นที่ทำงานถูกจัดให้สามารถเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น ลดการแบ่งพื้นที่ด้วยผนังทึบ และเปิดโอกาสให้กิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นร่วมกันได้ ตั้งแต่การทำงานประจำวัน การพูดคุย ไปจนถึงการทำงานด้านคอนเทนต์ ขณะเดียวกันช่องเปิดที่เพิ่มเข้ามายังทำให้แสงธรรมชาติค่อย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศของพื้นที่ไปตามช่วงเวลา

ประตูและหน้าต่างของ TOSTEM ในพื้นที่ชั้น 2 เลือกใช้รุ่น ATIS, WE70 และหน้าต่าง WE40 ในสี Shine Gray เป็นส่วนหนึ่งของระบบช่องเปิดในอาคาร ทำให้รายละเอียดของประตูและหน้าต่างไม่ได้ถูกแยกออกจากภาพรวม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาวัสดุและองค์ประกอบของพื้นที่ทำงาน

เมื่อแสงเริ่มเปลี่ยนทิศทางในช่วงบ่าย พื้นที่เดิมจึงให้ความรู้สึกต่างออกไปจากช่วงเช้า ทั้งที่ยังเป็นพื้นที่เดิม เป็นจังหวะของอาคารที่เกิดขึ้นจากทั้งแสง กิจกรรม และการใช้งานของผู้คนที่เปลี่ยนไปตลอดวัน

เชื่อมต่อพื้นที่ใช้ชีวิตกับแสงและธรรมชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

เมื่อขึ้นมาถึงชั้น 3 และ ชั้น 4 บรรยากาศของอาคารเปลี่ยนจากพื้นที่สำนักงานเข้าสู่พื้นที่พักอาศัย แต่ทั้งสองส่วนยังคงใช้ภาษาเดียวกันผ่านสี วัสดุ แสง และธรรมชาติ โดยเฉพาะการออกแบบช่องเปิดที่ทำให้พื้นที่ภายในยังคงสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบตัว

พื้นที่พักอาศัยมีการใช้ผนังที่ไม่ได้ปิดขึ้นไปจนสุด เพื่อเปิดทางให้แสงจากส่วนอื่นของอาคารสามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่ได้ ขณะที่ชั้น 4 มีการรื้อหลังคาเดิมออกทั้งหมด ก่อนออกแบบ Skylight เพื่อดึงแสงจากด้านบนเข้ามาภายใน ทำให้พื้นที่ได้รับแสงในอีกทิศทางหนึ่งนอกเหนือจากช่องเปิดด้านข้าง

ประตูและหน้าต่าง TOSTEM รุ่น WE ถูกเลือกมาใช้ในบริเวณพื้นที่พักอาศัยเพื่อเชื่อมพื้นที่ภายในเข้ากับแสงและสภาพแวดล้อมภายนอก โดยยังคงรายละเอียดของประตูและหน้าต่างให้สอดคล้องกับภาษาของอาคารโดยรวม

สำหรับพื้นที่ส่วนนี้ แสงไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้พื้นที่สว่างขึ้น แต่ยังสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ผ่านการสังเกตแสง ท้องฟ้า ฝน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในแต่ละวัน จนเกิดเป็นแนวคิดที่มองอาคารเสมือนนาฬิกาแดด ที่ทำให้เด็กสามารถรับรู้เรื่องเวลาและธรรมชาติผ่านพื้นที่ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่

นำแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ใช้งาน ผ่านช่องเปิดที่เชื่อมต่อแต่ละระดับของอาคาร  

เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น พื้นที่ที่ถูกใช้งานมาตลอดวันค่อย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศไปตามแสงธรรมชาติที่เคลื่อนผ่าน หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเช้า จะเห็นว่าการรีโนเวทครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากการกำหนดว่า Office ควรมีหน้าตาแบบใด แต่เริ่มจากการพิจารณาว่าคนในพื้นที่ต้องทำอะไร และอาคารเดิมมีข้อจำกัดตรงไหน

บันไดที่เคยอยู่กลางอาคารถูกย้ายออกเพื่อเปิดทางให้การใช้งานต่อเนื่องขึ้น ข้อจำกัดเรื่องความสูงฝ้าถูกจัดการด้วยการเปิดพื้นที่ให้มากที่สุด ขณะที่ข้อจำกัดด้านแสงนำไปสู่การเพิ่มช่องทางรับแสงผ่าน Glass Block ช่องเปิด และ Skylight

ตั้งแต่ GIESTA ที่ทางเข้าชั้น 1, IN16 ที่ห้องประชุมและห้องครัว, PremiAL R100 บริเวณบันได ไปจนถึงระบบประตูและหน้าต่างในพื้นที่ทำงานและพักอาศัย แต่ละส่วนจึงไม่ได้ถูกเลือกแยกออกจากบริบทของพื้นที่ หากสัมพันธ์กับวิธีการใช้งานและโจทย์ของแต่ละจุดในอาคาร

ท้ายที่สุด Office Dsign Something จึงค่อย ๆ เกิดขึ้นจากการจัด Space ให้สัมพันธ์กับชีวิตของผู้คน ตั้งแต่ทางเข้าที่รับคนเข้าสู่พื้นที่ทำงาน พื้นที่ Open Plan ที่เปลี่ยนรูปแบบไปตามกิจกรรม พื้นที่พักที่เปิดให้คนได้เปลี่ยนบรรยากาศ ไปจนถึงพื้นที่พักอาศัยที่นำแสงและธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

และตลอดเส้นทางตั้งแต่หน้าประตูไปจนถึงพื้นที่ด้านใน ประตู หน้าต่าง และช่องเปิดจึงไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดของอาคาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างคน พื้นที่ แสง และสภาพแวดล้อม โดยมี TOSTEM เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบช่องเปิดในแต่ละพื้นที่

เพราะสำหรับ Dsign Something พื้นที่ทำงานที่ดีอาจไม่ใช่พื้นที่ที่กำหนดให้ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกัน แต่คือพื้นที่ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปพร้อมกับผู้คนและกิจกรรมในแต่ละช่วงของวัน เปิดพื้นที่ให้การทำงาน การใช้ชีวิต บทสนทนา และความคิดสร้างสรรค์ เกิดขึ้นเคียงข้างกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่แสงแรกของวัน จนถึงช่วงเวลาที่ทุกคนค่อย ๆ เดินทางกลับบ้าน

Picture of Haemarat C.

Haemarat C.

สถาปนิก ที่อินกับงานดีไซน์ สนุกกับการทำความเข้าใจที่มาของแนวคิด พร้อมถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าที่เข้าถึงง่าย

Writer