Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
ต้นปี 2021 ที่ผ่านมานี้ยักษ์ใหญ่ในแวดวงแฟชั่นโลกอย่าง Louis Vuitton ก็เพิ่งจะสร้างเซอร์ไพรส์ในญี่ปุ่นอีกครั้งด้วยการเผยโฉม Louis Vuitton Tokyo Ginza Namikidori โปรเจกต์รีโนเวทในโตเกียวที่สร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้การ Louis Vuitton Maison Osaka Midosuji แฟล็กชิพสโตร์โฉมใหม่ของญี่ปุ่นในเมืองโอซาก้าซึ่งก็เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมาเช่นกัน โดยตึกใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ซ่อนไอเดียน่าสนใจไว้ไม่แพ้แฟล็กชิพสไตร์ในคันไซเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเจ๋งของทั้งสองโปรเจกต์นี้ก็คือนักสร้างสรรค์คนเดียวกันอย่าง Jun Aoiki (青木 淳) แห่ง Jun Aoki & Associates สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่เป็นนักออกแบบคู่บุญของ Louis Vuitton มาแสนนานนั่นเอง
จินตนาการบนผิวน้ำ
ทันทีที่ตึกสี่เหลี่ยมสูงชะลูดดีไซน์แปลกตาเปิดตัวได้ไม่นาน สื่อทั่วโลกก็กระพือข่าวจนมันโด่งดังขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็วเช่นเคย (ถึงแม้ว่าทั่วโลกยังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงช่วง COVID-19 ระบาดก็ตามที) โดยโปรเจกต์รีโนเวท Louis Vuitton Tokyo Ginza Namikidori ใหม่นี้กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากจากคอนเซ็ปต์การออกแบบที่โดดเด่นและสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ จุดเด่นของอาคารแห่งนี้หนีไม่พ้นฟาซาดลอนคลื่นสีมุกมันขลับที่สะท้อนแสงออกมาหลากเฉดสีพร้อมลูกเล่นการสะท้อนเงากับผนังอาคารในรูปแบบแปลกตาซึ่งสิ่งนี้ล่ะคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์เด่นของงานสถาปัตยกรรมในสไตล์ที่ Jun Aoki ชื่นชอบและมักใส่ลงไปในการออกแบบร้านของ Louis Vuitton แทบทุกงานเลยทีเดียว
สำหรับ Concept Design ในการออกแบบครั้งนี้สามารถเข้าใจและตีความได้ไม่ยากเพราะฟาซาดลอนคลื่นสไตล์ล้ำยุคนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากระลอกคลื่นและการพลิ้วไหวของผิวน้ำที่เราคุ้นเคยนั่นเอง แล้วการสะท้อนเงาที่บิดเบี้ยวนั้นก็ไม่ได้แฝงความหมายเชิงลึกอะไรมากนักเพราะผลลัพธ์ของลูกเล่นทางสถาปัตยกรรมนี้ก็เพื่อต้องการสะท้อนภาพให้เหมือนกับลักษณะของภาพที่เกิดจากการสะท้อนแสงบนผิวน้ำจริงๆ ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ขับให้ผลลัพธ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้โดดเด่นออกมาก็เห็นจะเป็นการเลือกใช้วัสดุอย่าง Dichroic Glass กระจกลักษณะพิเศษมาปรับพื้นผิวให้เป็นลอนคลื่นเพื่อทำผนังอาคารซึ่งวัสดุนี้จะช่วยสะท้อนและหักเหแสงให้มีเฉดคล้ายแสงขาวจากปริซึมที่แยกสเปกตรัมเป็นสีสันต่างๆ ซึ่งเป็นผลลัพธ์เดียวกับการสะท้อนน้ำนั่นเอง แล้วมันก็ทำให้สถาปัตยกรรมนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจในทันที
แม่ทัพแห่งมหาสมุทร
ย้อนกลับไปดูผลงานก่อนหน้าที่ก็สร้างความน่าสนใจได้ดีไม่แพ้กันบ้าง โปรเจกต์รีโนเวทแฟล็กชิพสโตร์ Louis Vuitton Maison Osaka Midosuji ในโอซาก้าก็เคยสร้างความประทับใจให้คนทั่วโลกมาแล้วเช่นกัน ตึกสีขาวสะอาดตาตามสไตล์ของ Jun Aoki นี้โดดเด่นด้วยลูกเล่นแผงตกแต่งอาคารหลายชิ้นที่ปะติดปะต่อกันอย่างสวยงามจนเกิดเอกลักษณ์ของฟาซาดที่สะดุดตา ใครที่รู้จักประวัติศาสตร์ของเมืองโอซาก้าเป็นอย่างดีก็พอจะเดาออกได้ไม่ยากว่ารูปร่างนี้ต้องการสื่อถึงอะไร
แต่อันที่จริงแล้วรูปโครงของแผงแต่ละชิ้นก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า Concept Design ของสถาปัตยกรรมนี้มีแนวคิดมาจาก “เรือสำเภา” ที่กำลังกางใบแล่นอยู่ในมหาสมุทรนั่นเอง โดยไอเดียการออกแบบนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรือ Naniwa Maru (浪華丸) อันเป็นเรือสำเภาตามแบบฉบับภูมิปัญญาดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า Higaki-kaisen (菱垣回船) ซึ่งเรือที่ใช้ทำการค้าในอดีตนี้ก็คืออีกหนึ่งประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของโอซาก้าที่หากย้อนรอยศึกษาประวัติศาสตร์เมืองนี้กันแล้วจะพบว่ารากฐานดั้งเดิมของชุมชนแห่งนี้เติบโตขึ้นมาจากการเป็นเมืองท่าอันรุ่งโรจน์ในอดีตนั่นเอง
ฟาซาดของตึกเรือสำเภานี้ทาง Jun Aoki เลือกใช้โลหะน้ำหนักเบาสีขาวที่ทำโครงสร้างหลักพร้อมปูด้วยวัสดุพิเศษแผ่นบางเบาแบบโปร่งแสงที่ทำให้เห็นโครงสร้างของฟาซาดที่สื่อถึงโครงรองรับการกางใบเรือนั่นเอง แถมวัสดุที่น่าสนใจนี้ยังทำให้เกิดมุมมองในยามกลางวันและกลางคืนที่มีเสน่ห์แตกต่างกันด้วย ถึงแม้ว่าคราวนี้ทาง Jun Aoki จะไม่ได้เล่นกับการสะท้อนเงาบนพื้นผิวฟาซาดแต่เขาก็หยิบเอาอีกเอกลักษณ์ของงานออกแบบในสไตล์เฉพาะตัวมาใช้เช่นกันนั่นก็คือการเล่นกับความโปร่งแสงและดีไซน์การเปล่งแสงของอาคารได้อย่างน่าสนใจเช่นเคย
ตำนานแห่งแดนอาทิตย์อุทัย
ตำนานของ Louis Vuitton นั้นเริ่มต้นที่กรุงปารีสในฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1854 แต่ตำนานของ Louis Vuitton ที่เริ่มต้นในญี่ปุ่นนั้นก็คือการเข้ามาเปิดกิจการครั้งแรกในโตเกียวและโอซาก้าพร้อมๆ กันในปี 1978 นั่นเอง ส่วนตำนานสถาปัตยกรรมกับสถาปนิกคู่บุญอย่าง Jun Aoki นั้นก็เพิ่งจะเริ่มต้นในยุคหลังเมื่อราวปี 1998 อันเป็นจุดเปลี่ยนผันสู่ศตวรรษใหม่ซึ่งจุดนี้ทาง Louis Vuitton เองก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายสิ่งหลายอย่างตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน ผลงานการออกแบบร้าน Louis Vuitton แห่งแรกของ Jun Aoki ปรากฏขึ้นในปี 1999 กับการเผยโฉมร้าน Louis Vuitton Nagoya Sakae ในเมืองนาโกย่า
สถาปัตยกรรมนี้อาจไม่ได้โดดเด่นเรื่องโครงสร้างแต่กลับใช้ฟาซาดของอาคารดึงดูดความใสใจแทนโดยการสร้างสรรค์ที่สะดุดตานี้ก็คือลูกเล่นลวดลายบนกระจกร้านที่คล้ายเทคนิคภาพลวงตา รูปแบบนี้เกิดจากการพิมพ์ลายตารางหมากรุกสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton ลงบนผิวกระจกด้านในสองชั้นซึ่งเมื่อนำมาวางซ้อนกันแล้วจะทำให้เกิดมุมมองในลักษณะแบบ Moiré Effect ที่เสมือนเห็นการเคลื่อนไหวของลายเส้นและรูปทรงสไตล์เลขาคณิตอย่างน่าฉงน
แล้วก็ดูเหมือนเทคนิคนี้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจ Louis Vuitton เป็นอย่างมากนอกจากจะทำให้ต่อจากนั้น Jun Aoki กลายมาเป็นสถาปนิกคู่บุญของแบรนด์แล้วไอเดียนี้ก็ยังถูกต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ฟาซาดกระจกด้วยไอเดียใหม่ๆ บนพื้นฐานเดียวกันนี้ให้กับร้านของ Louis Vuitton อีกหลายสาขาทั่วโลก ทำให้กระจกใสธรรมดาสามารถเสริมจุดเด่นให้กับสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้ในทันที
นอกจากโปรเจกต์ที่ได้ยกตัวอย่างมานั้นก็ยังมีสถาปัตยกรรมน่าสนใจอีกมากมายที่ Jun Aoki ได้ร่วมทำงานให้กับทาง Louis Vuitton ในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นตึกดีไซน์ระดับตำนานที่ขึ้นหิ้งการออกแบบชิ้นสำคัญของโลกไปแล้วอย่าง Louis Vuitton Omotesando (2002) ในโตเกียวซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหีบคลาสสิกต้นตำรับอันเลื่องชื่อของ Louis Vuitton ที่กำลังวางซ้อนทับกันอยู่
หรือจะเป็นอีกโปรเจกต์ที่โดดเด่นในสไตล์เรียบหรูที่มาพร้อมดีไซน์ล้ำและลูกเล่นน่าสนใจอย่าง Louis Vuitton Tokyo Matsuya Ginza (2013) ซึ่งฟาซาดสีขาวฉลุลวดลายกราฟฟิกแพทเทิร์นง่ายๆ แต่จัดเรียงได้เก๋ซึ่งลายนี้ประยุกต์มาจากลาย Monogram ของ Louis Vuitton นั่นเอง แถมกลางคืนยังส่องแสงลอดผ่านลายฉลุที่ทำให้เกิดมุมมองสวยแปลกตาต่างจากตอนกลางวันได้อีกด้วย โดดเด่นราวโคมไฟฉลุลายอันประณีตที่เปล่งประกายยามค่ำคืนอย่างสวยงามเลยทีเดียว
พระอาทิตย์ฉายแสงทางทิศตะวันตก
ใครที่ติดตามผลงานของ Jun Aoki มาโดยตลอดจะพบว่าเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเขาก็คือการเล่นกับอาคารรูปทรงธรรมดาสีขาวคลีนเรียบหรูตามสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะแสนธรรมดาแต่ทว่าเขาก็มักจะสอดแทรกรูปแบบการสร้างสรรค์ที่น่าสนใจในมิติต่างๆ ลงไปในงานแต่ละชิ้นด้วยเสมอ สไตล์นี้ไม่ได้ปรากฎเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้นยังรวมถึงสถาปัตยกรรมนอกเกาะที่เขายังคงเอกลักษณ์การออกแบบของเขาไว้ด้วยเช่นกัน
นอกจากร้าน Louis Vuitton ที่ฮ่องกงแล้วอีกหนึ่งผลงานนอกเกาะแดนอาทิตย์อุทัยที่น่าสนใจมากๆ ก็คือการออกแบบร้าน Louis Vuitton New York 5th Avenue ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกานั่นเอง ถึงแม้จะเป็นผลงานสร้างสรรค์ Louis Vuitton ในอเมริกาแค่เพียงโปรเจกต์เดียวเท่านั้นแต่สาขานี้กลับโด่งดังมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้แถมโด่งดังยาวนานข้ามทศวรรษมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งผลงานนี้ทาง Jun Aoki ได้รีโนเวทอาคารเก่าสไตล์ Art Deco ให้เป็นสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นที่มีเสน่ห์ไร้กาลเวลา
จุดเด่นของงานนี้ก็เห็นจะเป็นฟาซาดกระจกสีขาวคลีนที่ผสานกับวัสดุเรียบหรูสไตล์มินิมอลลิสต์ตามแนวถนัดของเขา ทำให้สีขาวที่ฉาบไปลงบนตึกสูงชะลูดตัดกับโทนสีเทาของอาหารเก่าแก่รอบข้างแล้วช่วยเสริมให้ดีไซน์โดยรวมดูโดดเด่นไปโดยปริยาย
ถึงแม้ว่าอาคารแห่งนี้เปิดตัวมานานตั้งแต่ปี 2004 แล้ว แต่สถาปัตยกรรมก็ยังมีความโมเดิร์นสำหรับยุคปัจจุบันอยู่ไม่เปลี่ยน ที่สำคัญมันถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ Jun Aoki ที่สมบูรณ์แบบไปพร้อมกันด้วยตั้งแต่การเล่นกับฟาซาดกระจก การเล่นกับมุมมองในลักษณะภาพลวงตา ไปจนถึงการฉาบสีขาวทั้งตึกที่จงใจให้ดูเรียบง่ายแบบธรรมดาแต่ทว่าจะสอดแทรกไอเดียน่าสนใจที่ทำให้อาคารนั้นโดดเด่นขึ้นมาเสมอ
นอกจากนี้ในยุคหลังตึกแห่งนี้ยังกลายเป็นเหมือนผืนผ้าใบที่ให้ศิลปินมาสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างอิสระเพราะฟาซาดสีขาวมักจะถูกละเลงไอเดียสร้างสีสันงานศิลป์หลากหลายรูปแบบที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เสมือนการเติมชีวิตชีวาใหม่ให้อาคารดูสดใสอยู่เสมอ กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำงานไปพร้อมกับศิลปะได้อย่างสร้างสรรค์และกลมกลืน แล้วยังทำให้อาคารดูมีชีวิตยืนยาวแถมเอกลักษณ์ดั้งเดิมก็ยังคงอยู่เช่นเคยไม่เปลี่ยนแปลง
การสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดยั้ง
นอกจากจะเป็นแบรนด์คลาสสิกระดับตำนานแล้ว Louis Vuitton ก็ยังเป็นแบรนด์หรูระดับไฮเอ็นด์ที่เป็นผู้นำในการลุกขึ้นมาสลัดคราบโบราณสู่การสร้างสรรค์ในแบบฉบับยุคใหม่ด้วยเช่นกัน ในยุคที่ Marc Jacobs ขึ้นแทนมากุมบังเหียน Creative Director ของแบรนด์นั้นว่าสนุกกับการสร้างสรรค์มากแล้ว แต่การส่งผ่านตำแหน่ง Creative Director สู่มือ Nicolas Ghesquière นั้นก็ยิ่งมันส์กับการครีเอทมากขึ้นไปอีก แถมได้ Virgil Abloh เจ้าพ่อสายสตรีทสุดเจ๋งมานั่งเป็นหัวเรือของฝั่งเสื้อผ้าผู้ชายสมทบไปอีกแรง เราเลยได้เห็นการสร้างสรรค์ไอเดียเด็ดๆ ออกมามากมายที่สัมผัสได้ว่าแบรนด์ระดับตำนานนี้ได้ส่งไม้ต่อสู่คนยุคใหม่ให้สร้างตำนานหน้าใหม่ได้สำเร็จอย่างแท้จริง
แล้วไม่ใช่แค่แฟชั่นเท่านั้นแต่ Louis Vuitton ยังคงเล่นสนุกกับงานสถาปัตยกรรมเช่นเคยเสมอด้วย สำหรับ Louis Vuitton Tokyo Ginza Namikidori นี้ดูเหมือน Jun Aoki จะเริ่มต้นปรับเปลี่ยนทิศทางสร้างสรรค์แบบฉบับใหม่ให้กับสถาปัตยกรรมของ Louis Vuitton ซึ่งถือว่าเริ่มเห็นความสนุกน่าสนใจในมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เลวเลยทีเดียว เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าทาง Louis Vuitton จะมอบหมายให้ Jun Aoki ถ่ายทอดจินตนาการสนุกๆ อะไรออกมาอีกหลังจากนี้ จะยังคงเป็นความแฟนตาซีที่สอดแทรกอยู่ในความมินิมอลแบบญี่ปุ่นอีกหรือไม่ หรือจะเป็นความสนุกแบบขบถฉีกแนวอย่าง Pop-Up Store เฉพาะกิจฉาบสีเขียวทั้งร้านในนิวยอร์กเหมือนที่ Virgil Abloh เคยสร้างปรากฏการณ์กระตุกความสนใจคนทั่วโลกได้อยู่หมัดมาแล้ว … คงต้องตามลุ้นกัน
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Jun Aoki & Associates
Louis Vuitton
LVMH
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Jun Aoki & Associates
Louis Vuitton (Magazine)
LVMH
Designboom
Nathan John
Forbes
INHABITAT
Oxford Reference
Photo Credit
Jun Aoki & Associates
Louis Vuitton
LVMH
ArchDaily
HYPEBEAST
ELLE DÉCOR
Secret NYC
Behance
Forbes
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance