มุมมองสร้างสรรค์ของ Jun Aoiki ที่ถ่ายทอดจินตนาการเรียบหรูสู่ Louis Vuitton

มุมมองสร้างสรรค์ของ Jun Aoiki
ที่ถ่ายทอดจินตนาการเรียบหรูสู่ Louis Vuitton

ต้นปี 2021 ที่ผ่านมานี้ยักษ์ใหญ่ในแวดวงแฟชั่นโลกอย่าง Louis Vuitton ก็เพิ่งจะสร้างเซอร์ไพรส์ในญี่ปุ่นอีกครั้งด้วยการเผยโฉม Louis Vuitton Tokyo Ginza Namikidori โปรเจกต์รีโนเวทในโตเกียวที่สร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้การ Louis Vuitton Maison Osaka Midosuji แฟล็กชิพสโตร์โฉมใหม่ของญี่ปุ่นในเมืองโอซาก้าซึ่งก็เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมาเช่นกัน โดยตึกใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ซ่อนไอเดียน่าสนใจไว้ไม่แพ้แฟล็กชิพสไตร์ในคันไซเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเจ๋งของทั้งสองโปรเจกต์นี้ก็คือนักสร้างสรรค์คนเดียวกันอย่าง Jun Aoiki (青木 淳) แห่ง Jun Aoki & Associates สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่เป็นนักออกแบบคู่บุญของ Louis Vuitton มาแสนนานนั่นเอง

โปรเจกต์รีโนเวทแฟล็กชิพสโตร์ Louis Vuitton Tokyo Ginza Namikidori ประเทศญี่ปุ่น

จินตนาการบนผิวน้ำ

ทันทีที่ตึกสี่เหลี่ยมสูงชะลูดดีไซน์แปลกตาเปิดตัวได้ไม่นาน สื่อทั่วโลกก็กระพือข่าวจนมันโด่งดังขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็วเช่นเคย (ถึงแม้ว่าทั่วโลกยังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงช่วง COVID-19 ระบาดก็ตามที) โดยโปรเจกต์รีโนเวท Louis Vuitton Tokyo Ginza Namikidori ใหม่นี้กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากจากคอนเซ็ปต์การออกแบบที่โดดเด่นและสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ จุดเด่นของอาคารแห่งนี้หนีไม่พ้นฟาซาดลอนคลื่นสีมุกมันขลับที่สะท้อนแสงออกมาหลากเฉดสีพร้อมลูกเล่นการสะท้อนเงากับผนังอาคารในรูปแบบแปลกตาซึ่งสิ่งนี้ล่ะคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์เด่นของงานสถาปัตยกรรมในสไตล์ที่ Jun Aoki ชื่นชอบและมักใส่ลงไปในการออกแบบร้านของ Louis Vuitton แทบทุกงานเลยทีเดียว

Jun Aoiki (青木 淳) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นแห่ง Jun Aoki & Associates

สำหรับ Concept Design ในการออกแบบครั้งนี้สามารถเข้าใจและตีความได้ไม่ยากเพราะฟาซาดลอนคลื่นสไตล์ล้ำยุคนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากระลอกคลื่นและการพลิ้วไหวของผิวน้ำที่เราคุ้นเคยนั่นเอง แล้วการสะท้อนเงาที่บิดเบี้ยวนั้นก็ไม่ได้แฝงความหมายเชิงลึกอะไรมากนักเพราะผลลัพธ์ของลูกเล่นทางสถาปัตยกรรมนี้ก็เพื่อต้องการสะท้อนภาพให้เหมือนกับลักษณะของภาพที่เกิดจากการสะท้อนแสงบนผิวน้ำจริงๆ ด้วยเช่นกัน สิ่งที่ขับให้ผลลัพธ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้โดดเด่นออกมาก็เห็นจะเป็นการเลือกใช้วัสดุอย่าง Dichroic Glass กระจกลักษณะพิเศษมาปรับพื้นผิวให้เป็นลอนคลื่นเพื่อทำผนังอาคารซึ่งวัสดุนี้จะช่วยสะท้อนและหักเหแสงให้มีเฉดคล้ายแสงขาวจากปริซึมที่แยกสเปกตรัมเป็นสีสันต่างๆ ซึ่งเป็นผลลัพธ์เดียวกับการสะท้อนน้ำนั่นเอง แล้วมันก็ทำให้สถาปัตยกรรมนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจในทันที

แม่ทัพแห่งมหาสมุทร

ย้อนกลับไปดูผลงานก่อนหน้าที่ก็สร้างความน่าสนใจได้ดีไม่แพ้กันบ้าง โปรเจกต์รีโนเวทแฟล็กชิพสโตร์ Louis Vuitton Maison Osaka Midosuji ในโอซาก้าก็เคยสร้างความประทับใจให้คนทั่วโลกมาแล้วเช่นกัน ตึกสีขาวสะอาดตาตามสไตล์ของ Jun Aoki นี้โดดเด่นด้วยลูกเล่นแผงตกแต่งอาคารหลายชิ้นที่ปะติดปะต่อกันอย่างสวยงามจนเกิดเอกลักษณ์ของฟาซาดที่สะดุดตา ใครที่รู้จักประวัติศาสตร์ของเมืองโอซาก้าเป็นอย่างดีก็พอจะเดาออกได้ไม่ยากว่ารูปร่างนี้ต้องการสื่อถึงอะไร

แต่อันที่จริงแล้วรูปโครงของแผงแต่ละชิ้นก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า Concept Design ของสถาปัตยกรรมนี้มีแนวคิดมาจาก “เรือสำเภา” ที่กำลังกางใบแล่นอยู่ในมหาสมุทรนั่นเอง โดยไอเดียการออกแบบนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรือ Naniwa Maru (浪華丸) อันเป็นเรือสำเภาตามแบบฉบับภูมิปัญญาดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า Higaki-kaisen (菱垣回船) ซึ่งเรือที่ใช้ทำการค้าในอดีตนี้ก็คืออีกหนึ่งประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของโอซาก้าที่หากย้อนรอยศึกษาประวัติศาสตร์เมืองนี้กันแล้วจะพบว่ารากฐานดั้งเดิมของชุมชนแห่งนี้เติบโตขึ้นมาจากการเป็นเมืองท่าอันรุ่งโรจน์ในอดีตนั่นเอง

โปรเจกต์รีโนเวทแฟล็กชิพสโตร์ Louis Vuitton Maison Osaka Midosuji ในโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

ฟาซาดของตึกเรือสำเภานี้ทาง Jun Aoki เลือกใช้โลหะน้ำหนักเบาสีขาวที่ทำโครงสร้างหลักพร้อมปูด้วยวัสดุพิเศษแผ่นบางเบาแบบโปร่งแสงที่ทำให้เห็นโครงสร้างของฟาซาดที่สื่อถึงโครงรองรับการกางใบเรือนั่นเอง แถมวัสดุที่น่าสนใจนี้ยังทำให้เกิดมุมมองในยามกลางวันและกลางคืนที่มีเสน่ห์แตกต่างกันด้วย ถึงแม้ว่าคราวนี้ทาง Jun Aoki จะไม่ได้เล่นกับการสะท้อนเงาบนพื้นผิวฟาซาดแต่เขาก็หยิบเอาอีกเอกลักษณ์ของงานออกแบบในสไตล์เฉพาะตัวมาใช้เช่นกันนั่นก็คือการเล่นกับความโปร่งแสงและดีไซน์การเปล่งแสงของอาคารได้อย่างน่าสนใจเช่นเคย

ตำนานแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

ตำนานของ Louis Vuitton นั้นเริ่มต้นที่กรุงปารีสในฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1854 แต่ตำนานของ Louis Vuitton ที่เริ่มต้นในญี่ปุ่นนั้นก็คือการเข้ามาเปิดกิจการครั้งแรกในโตเกียวและโอซาก้าพร้อมๆ กันในปี 1978 นั่นเอง ส่วนตำนานสถาปัตยกรรมกับสถาปนิกคู่บุญอย่าง Jun Aoki นั้นก็เพิ่งจะเริ่มต้นในยุคหลังเมื่อราวปี 1998 อันเป็นจุดเปลี่ยนผันสู่ศตวรรษใหม่ซึ่งจุดนี้ทาง Louis Vuitton เองก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายสิ่งหลายอย่างตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน ผลงานการออกแบบร้าน Louis Vuitton แห่งแรกของ Jun Aoki ปรากฏขึ้นในปี 1999 กับการเผยโฉมร้าน Louis Vuitton Nagoya Sakae ในเมืองนาโกย่า

สถาปัตยกรรมนี้อาจไม่ได้โดดเด่นเรื่องโครงสร้างแต่กลับใช้ฟาซาดของอาคารดึงดูดความใสใจแทนโดยการสร้างสรรค์ที่สะดุดตานี้ก็คือลูกเล่นลวดลายบนกระจกร้านที่คล้ายเทคนิคภาพลวงตา รูปแบบนี้เกิดจากการพิมพ์ลายตารางหมากรุกสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton ลงบนผิวกระจกด้านในสองชั้นซึ่งเมื่อนำมาวางซ้อนกันแล้วจะทำให้เกิดมุมมองในลักษณะแบบ Moiré Effect ที่เสมือนเห็นการเคลื่อนไหวของลายเส้นและรูปทรงสไตล์เลขาคณิตอย่างน่าฉงน

แล้วก็ดูเหมือนเทคนิคนี้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจ Louis Vuitton เป็นอย่างมากนอกจากจะทำให้ต่อจากนั้น Jun Aoki กลายมาเป็นสถาปนิกคู่บุญของแบรนด์แล้วไอเดียนี้ก็ยังถูกต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ฟาซาดกระจกด้วยไอเดียใหม่ๆ บนพื้นฐานเดียวกันนี้ให้กับร้านของ Louis Vuitton อีกหลายสาขาทั่วโลก ทำให้กระจกใสธรรมดาสามารถเสริมจุดเด่นให้กับสถาปัตยกรรมต่างๆ ได้ในทันที

Louis Vuitton Nagoya Sakae ในเมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากโปรเจกต์ที่ได้ยกตัวอย่างมานั้นก็ยังมีสถาปัตยกรรมน่าสนใจอีกมากมายที่ Jun Aoki ได้ร่วมทำงานให้กับทาง Louis Vuitton ในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นตึกดีไซน์ระดับตำนานที่ขึ้นหิ้งการออกแบบชิ้นสำคัญของโลกไปแล้วอย่าง Louis Vuitton Omotesando (2002) ในโตเกียวซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหีบคลาสสิกต้นตำรับอันเลื่องชื่อของ Louis Vuitton ที่กำลังวางซ้อนทับกันอยู่

หรือจะเป็นอีกโปรเจกต์ที่โดดเด่นในสไตล์เรียบหรูที่มาพร้อมดีไซน์ล้ำและลูกเล่นน่าสนใจอย่าง Louis Vuitton Tokyo Matsuya Ginza (2013) ซึ่งฟาซาดสีขาวฉลุลวดลายกราฟฟิกแพทเทิร์นง่ายๆ แต่จัดเรียงได้เก๋ซึ่งลายนี้ประยุกต์มาจากลาย Monogram ของ Louis Vuitton นั่นเอง แถมกลางคืนยังส่องแสงลอดผ่านลายฉลุที่ทำให้เกิดมุมมองสวยแปลกตาต่างจากตอนกลางวันได้อีกด้วย โดดเด่นราวโคมไฟฉลุลายอันประณีตที่เปล่งประกายยามค่ำคืนอย่างสวยงามเลยทีเดียว

Louis Vuitton Omotesando (2002) ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
Louis Vuitton Tokyo Matsuya Ginza (2013) ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

พระอาทิตย์ฉายแสงทางทิศตะวันตก

ใครที่ติดตามผลงานของ Jun Aoki มาโดยตลอดจะพบว่าเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเขาก็คือการเล่นกับอาคารรูปทรงธรรมดาสีขาวคลีนเรียบหรูตามสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะแสนธรรมดาแต่ทว่าเขาก็มักจะสอดแทรกรูปแบบการสร้างสรรค์ที่น่าสนใจในมิติต่างๆ ลงไปในงานแต่ละชิ้นด้วยเสมอ สไตล์นี้ไม่ได้ปรากฎเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้นยังรวมถึงสถาปัตยกรรมนอกเกาะที่เขายังคงเอกลักษณ์การออกแบบของเขาไว้ด้วยเช่นกัน

นอกจากร้าน Louis Vuitton ที่ฮ่องกงแล้วอีกหนึ่งผลงานนอกเกาะแดนอาทิตย์อุทัยที่น่าสนใจมากๆ ก็คือการออกแบบร้าน Louis Vuitton New York 5th Avenue ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกานั่นเอง ถึงแม้จะเป็นผลงานสร้างสรรค์ Louis Vuitton ในอเมริกาแค่เพียงโปรเจกต์เดียวเท่านั้นแต่สาขานี้กลับโด่งดังมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้แถมโด่งดังยาวนานข้ามทศวรรษมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งผลงานนี้ทาง Jun Aoki ได้รีโนเวทอาคารเก่าสไตล์ Art Deco ให้เป็นสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นที่มีเสน่ห์ไร้กาลเวลา

จุดเด่นของงานนี้ก็เห็นจะเป็นฟาซาดกระจกสีขาวคลีนที่ผสานกับวัสดุเรียบหรูสไตล์มินิมอลลิสต์ตามแนวถนัดของเขา ทำให้สีขาวที่ฉาบไปลงบนตึกสูงชะลูดตัดกับโทนสีเทาของอาหารเก่าแก่รอบข้างแล้วช่วยเสริมให้ดีไซน์โดยรวมดูโดดเด่นไปโดยปริยาย

Louis Vuitton New York 5th Avenue ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ว่าอาคารแห่งนี้เปิดตัวมานานตั้งแต่ปี 2004 แล้ว แต่สถาปัตยกรรมก็ยังมีความโมเดิร์นสำหรับยุคปัจจุบันอยู่ไม่เปลี่ยน ที่สำคัญมันถ่ายทอดอัตลักษณ์ของ Jun Aoki ที่สมบูรณ์แบบไปพร้อมกันด้วยตั้งแต่การเล่นกับฟาซาดกระจก การเล่นกับมุมมองในลักษณะภาพลวงตา ไปจนถึงการฉาบสีขาวทั้งตึกที่จงใจให้ดูเรียบง่ายแบบธรรมดาแต่ทว่าจะสอดแทรกไอเดียน่าสนใจที่ทำให้อาคารนั้นโดดเด่นขึ้นมาเสมอ

นอกจากนี้ในยุคหลังตึกแห่งนี้ยังกลายเป็นเหมือนผืนผ้าใบที่ให้ศิลปินมาสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างอิสระเพราะฟาซาดสีขาวมักจะถูกละเลงไอเดียสร้างสีสันงานศิลป์หลากหลายรูปแบบที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เสมือนการเติมชีวิตชีวาใหม่ให้อาคารดูสดใสอยู่เสมอ กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำงานไปพร้อมกับศิลปะได้อย่างสร้างสรรค์และกลมกลืน แล้วยังทำให้อาคารดูมีชีวิตยืนยาวแถมเอกลักษณ์ดั้งเดิมก็ยังคงอยู่เช่นเคยไม่เปลี่ยนแปลง

การสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดยั้ง

นอกจากจะเป็นแบรนด์คลาสสิกระดับตำนานแล้ว Louis Vuitton ก็ยังเป็นแบรนด์หรูระดับไฮเอ็นด์ที่เป็นผู้นำในการลุกขึ้นมาสลัดคราบโบราณสู่การสร้างสรรค์ในแบบฉบับยุคใหม่ด้วยเช่นกัน ในยุคที่ Marc Jacobs ขึ้นแทนมากุมบังเหียน Creative Director ของแบรนด์นั้นว่าสนุกกับการสร้างสรรค์มากแล้ว แต่การส่งผ่านตำแหน่ง Creative Director สู่มือ Nicolas Ghesquière นั้นก็ยิ่งมันส์กับการครีเอทมากขึ้นไปอีก แถมได้ Virgil Abloh เจ้าพ่อสายสตรีทสุดเจ๋งมานั่งเป็นหัวเรือของฝั่งเสื้อผ้าผู้ชายสมทบไปอีกแรง เราเลยได้เห็นการสร้างสรรค์ไอเดียเด็ดๆ ออกมามากมายที่สัมผัสได้ว่าแบรนด์ระดับตำนานนี้ได้ส่งไม้ต่อสู่คนยุคใหม่ให้สร้างตำนานหน้าใหม่ได้สำเร็จอย่างแท้จริง

แล้วไม่ใช่แค่แฟชั่นเท่านั้นแต่ Louis Vuitton ยังคงเล่นสนุกกับงานสถาปัตยกรรมเช่นเคยเสมอด้วย สำหรับ Louis Vuitton Tokyo Ginza Namikidori นี้ดูเหมือน Jun Aoki จะเริ่มต้นปรับเปลี่ยนทิศทางสร้างสรรค์แบบฉบับใหม่ให้กับสถาปัตยกรรมของ Louis Vuitton ซึ่งถือว่าเริ่มเห็นความสนุกน่าสนใจในมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เลวเลยทีเดียว เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าทาง Louis Vuitton จะมอบหมายให้ Jun Aoki ถ่ายทอดจินตนาการสนุกๆ อะไรออกมาอีกหลังจากนี้ จะยังคงเป็นความแฟนตาซีที่สอดแทรกอยู่ในความมินิมอลแบบญี่ปุ่นอีกหรือไม่ หรือจะเป็นความสนุกแบบขบถฉีกแนวอย่าง Pop-Up Store เฉพาะกิจฉาบสีเขียวทั้งร้านในนิวยอร์กเหมือนที่ Virgil Abloh เคยสร้างปรากฏการณ์กระตุกความสนใจคนทั่วโลกได้อยู่หมัดมาแล้ว … คงต้องตามลุ้นกัน

Writer
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit

นักเขียนที่หลงรักการถ่ายภาพ หลงเสน่ห์การเดินทาง หลงใหลงานดีไซน์ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทุกยุค ตลอดจนสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยั่งยืน

Continuous Memories สถาปัตยกรรมสืบทอดความทรงจำท้องถิ่น

Continuous Memories
สถาปัตยกรรมสืบทอดความทรงจำท้องถิ่น

เป้าหมายในการรีโนเวทอาคารเก่าแก่ในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของประโยชน์ใช้สอยพื้นที่หรือการส่งเสริมศิลปะเท่านั้น แต่มันยังทำหน้าที่เป็นสถานที่เก็บความทรงจำอันทรงคุณค่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง ตลอดจนถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นให้สืบต่อสู่อนาคตไปพร้อมกันด้วย นั่นเลยเป็นที่มาของการนำเสนอแนวคิด “Continuous Memories” ที่ทางสถาปนิกฝีมือประณีตกำลังมาแรงอย่าง Tsuyoshi Tane แห่ง atelier tsuyoshi tane architects (ATTA) กลั่นกรองไอเดียให้กลายมาเป็นงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวน่าสนใจจนทำให้บริษัทของเขาสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดแบบภายใต้โจทย์การปรับปรุงโรงงานเก่าแก่ของเมืองให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยซึ่งทางเมืองฮิโรซากิ (Hirosaki City) เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในที่สุด

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งนี้ก็คือ Hirosaki MOCA หรือ Hirosaki Museum of Contemporary Art ที่ตั้งอยู่ที่เมืองฮิโรซากิ (Hirosaki) ใน จ.อาโอโมริ (Aomori) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมืองทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอนชูนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยชั้นเยี่ยมระดับโลกรวมตัวอยู่หลายแห่งและถือเป็นแหล่งแสดงงานศิลป์ที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว แล้วหลังจากที่ Hirosaki MOCA เปิดตัวไปเมื่อเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2020 ที่ผ่านมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในแวดวงศิลปะของญี่ปุ่นในทันที รวมถึงได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารดังอย่าง CASA Brutus ให้อยู่ในลิสต์ของ Best 100 Museum in Japan 2020 แถมยังถูกคัดเลือกให้ขึ้นปกเป็นพิพิธภัณฑ์เด่นประจำปีนี้อีกด้วย

สถาปัตยกรรมสืบทอดความทรงจำ

คอนเซ็ปต์ของงานสถาปัตยกรรมสืบทอดความทรงจำ (Continuous Memories) นั้นเริ่มจากโจทย์ที่ทางเมืองต้องการนำโรงงานเก่าถูกทิ้งร้างมาสร้างคุณค่าใหม่ให้เกิดประโยชน์ โดยโรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นเสมือนอาคารเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองแห่งนี้มานานด้วยเช่นกัน สถาปัตยกรรมดั้งเดิมนั้นถูกสร้างให้เป็นตึกอิฐแดงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาคารสไตล์ตะวันตกซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุคนั้น โดยโรงงานแห่งนี้สร้างขึ้นราวช่วงต้น ค.ศ.1900 (ยุคไทโช) เพื่อเป็นแหล่งผลิตสาเกก่อนที่ต่อมาจะขายทอดกิจการเปลี่ยนมือส่งต่อให้กับบริษัทใหม่ที่ปรับมาเป็นโรงงานผลิตน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ในยุคหลัง กระทั่งปิดกิจการและปล่อยทิ้งร้างในที่สุด

การรีโนเวทโรงงานเก่าแก่นี้เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายตั้งแต่เรื่องของการออกแบบและก่อสร้างสิ่งใหม่ให้ผสมกันกลมกลืนลงตัวกับการอนุรักษ์เอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ แน่นอนว่าอัตลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของอาคารนี้ก็คืออิฐแดงที่ก่อขึ้นอย่างประณีตซึ่งมีการเก็บเอกลักษณ์นี้ไว้เช่นเดิมรวมถึงเติมเต็มส่วนของผนังใต้หลังคาด้านนอกให้เป็นผนังอิฐแดงทั้งแผงที่ดูกลมกลืนและสมบูรณ์แบบขึ้นกว่าอาคารแบบฉบับดั้งเดิมด้วย จุดเด่นภายใต้เอกลักษณ์อิฐแดงอีกจุดเห็นจะเป็นบริเวณประตูทรงโค้งที่เรียงอิฐอย่างสวยงามเป็นระเบียบซึ่งจุดนี้ก็มีการซ่อมแซมบูรณะเพื่อคงเอกลักษณ์งานดีไซน์อันทรงคุณค่าในอดีตไว้เป็นอย่างดีเช่นกัน

ด้านภายในอาคารทางสถาปนิกต้องการคงโครงสร้างดั้งเดิมของอาคารไว้ แต่ออกแบบพื้นที่ภายในใหม่หมดรวมถึงเสริมรากฐานของอาคารให้มั่นคงขึ้นด้วย จุดเด่นของภายในที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการโชว์เพดานเปลือยไร้ฝ้าที่เผยให้เห็นโครงสร้างหลังคาเหล็กยุคเก่าที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลแล้วยังสะท้อนสไตล์ Industrial Design ให้โดดเด่นในคราวเดียวกันด้วย นอกจากนั้นแล้วความดิบแต่เท่นี้ยังผสานกับการออกแบบที่เรียบง่ายในสไตล์ Minimalist แบบญี่ปุ่นซึ่งเน้นงานไม้ไปจนถึงผนังสีขาวคลีนได้อย่างลงตัว สร้างเอกลักษณ์ใหม่ที่น่าสนใจให้กับอาคารนี้ได้ดีทีเดียว

รายละเอียดของการออกแบบตกแต่งภายในที่กลายมาเป็นจุดเด่นอีกมุมนั้นก็คือบริเวณร้านอาหารภายในพิพิธภัณฑ์นั่นเอง นอกจากโถงเพดานสูงผสานสไตล์ Industrial Design จะสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกเห็นแล้วในห้องนี้ยังมีจุดดึงดูดสายตาที่สร้างเสน่ห์ได้ดีไม่แพ้กันนั่นก็คือถังบ่มสีเงินวาวขนาดใหญ่ที่เรียงรายอยู่หลังเคาน์เตอร์ซึ่งสร้างความคอนทราสต์ให้กับโถงสีน้ำตาลเข้มนี้ได้น่าสนใจทีเดียว โดยถังบ่มทั้งหมดนั้นเป็นถังดั้งเดิมของโรงงานที่ทางสถาปนิกตั้งใจเก็บไว้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งห้องพร้อมเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ในมุมมองใหม่ไปในตัวด้วย

มาถึงไฮไลท์เด่นของสถาปัตยกรรมรูปโฉมใหม่นี้กันบ้าง ถึงแม้ว่าภาพโดยรวมสำหรับโปรเจกต์นี้คือการอนุรักษ์เสน่ห์ดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด แต่จุดหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนใหม่โดยสิ้นเชิงเพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับอาคารหลังนี้ก็คือบริเวณหลังคานั่นเอง จากหลังคากระเบื้องสีเทาที่ทรุดโทรมถูกแทนที่ด้วยแผงหลังคาไทเทเนียมสีทองอร่ามสุดล้ำอันทนทาน แต่หัวใจของการสร้างสรรค์ครั้งนี้ก็ยังคงต้องการสะท้อนเอกลักษณ์ดั้งเดิมในคราวเดียวกันด้วยด้วยการคงรูปทรงแบบกระเบื้องมุมหลังคาเดิมไว้พร้อมปูหลังคาตามรูปแบบดั้งเดิมอีกด้วย นับเป็นเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมรูปโฉมใหม่ที่ยังคงรักษาคุณค่าของสถาปัตยกรรมยุคเก่าไปพร้อมกันได้เป็นอย่างดี

หลังคาสีทองอร่ามนี้ตัดกับตึกอิฐแดงอย่างโดดเด่นและเล่นกับแสงสะท้อนได้อย่างน่าสนใจ ความอร่ามตาไม่ได้สะท้อนแค่ความงดงามของการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่เพียงเท่านั้น แต่มันยังเล่าเรื่องราวของความรุ่งเรืองของท้องถิ่นนี้ได้ดีไม่แพ้กันด้วย โดยส่วนของหลังคานี้ถูกนิยามว่าคือหลังคา Cider Gold ที่สีทองอร่ามนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากสีของน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์นั่นเอง การออกแบบตรงจุดนี้เพื่อต้องการสะท้อนถึงอุตสาหกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่สร้างความรุ่งเรืองให้กับที่นี่แล้วก็สร้างความรุ่งโรจน์ให้กับญี่ปุ่นด้วยเพราะที่ฮิโรซากินี้ถือเป็นแหล่งปลูกแอปเปิ้ลขึ้นชื่อของญี่ปุ่นมายาวนานแถมยังเป็นแหล่งริเริ่มในผลิตแอปเปิ้ลไซเดอร์จนกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของเมืองและประเทศนี้ในที่สุด

คอนเซ็ปต์ Continuous Memories สำหรับโปรเจกต์นี้ไม่ใช่มีเฉพาะงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบเท่านั้น แต่การสืบสานความทรงจำอันทรงคุณค่ายังรวมไปถึงผลงานศิลปะแห่งความทรงจำอีกด้วย เพราะอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่เป็นเสมือนหัวใจของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งนี้ก็คือประติมากรรมสุนัขยักษ์สุดคิวท์ที่คนไทยหลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้างแล้ว ประติมากรรมศิลป์ตัวนี้มีชื่อว่า A to Z Memorial Dog เป็นผลงานการออกแบบของศิลปินชื่อดังอย่าง Yoshitomo Nara (หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆ ว่า “นาระ” นั่นเอง)

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะจำสับสนกับเจ้าประติมากรรมสุนัขยักษ์สีขาวอันโดดเด่นของนาระอีกตัวที่ตั้งอยู่ใน Aomori Museum of Art ซึ่งเจ้าตัวนั้นมีชื่อว่า Aomori Ken (Aomori Dog) ถึงแม้จะเป็นคนละตัวแต่ก็ถือว่าเป็นผลงานศิลป์ในตระกูลที่ผลิตโดยศิลปินคนเดียวกันนั่นเอง แล้วหลายคนก็อาจจะเข้าใจว่า A to Z Memorial Dog นี้เป็นผลงานใหม่ล่าสุดของนาระ แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วมันกลับตรงข้ามเลยเพราะเจ้าสุนัขยักษ์ตัวนี้เป็นผลงานต้นฉบับชิ้นแรกสุดของเขาที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 2007 แล้วมันก็ตั้งอยู่ที่โรงงานเก่าแก่ของเมืองแห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นด้วย ซึ่งนาระเลือกสร้างสรรค์ประติมากรรมนี้ขึ้นที่นี่ก็เพราะว่าฮิโรซากิคือบ้านเกิดของเขานั่นเอง

เมื่อมีโปรเจกต์รีโนเวทโรงงานเก่าแก่ให้กลายเป็น Hirosaki MOCA แน่นอนว่าผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่าที่สุดของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ก็คือเจ้าประติมากรรม A to Z Memorial Dog ที่ถือว่าเป็นผลงานศิลปะชิ้นแรกและชิ้นดั้งเดิมที่อยู่คู่กับสถานที่แห่งนี้มานานเลยก็ว่าได้ ปัจจุบัน A to Z Memorial Dog กลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นถาวรที่ถูกจัดแสดงไว้ภายใน Hirosaki MOCA แห่งนี้ไปโดยปริยาย แล้วมันก็กลายเป็นผลงานแห่งความทรงจำอันทรงคุณค่าสำหรับเมืองนี้ไปในทันทีเช่นกัน

สำหรับผลงานศิลปะด้านอื่นๆ ทาง Hirosaki MOCA มีเป้าหมายในการคัดสรรงานศิลปะแนว Experimental Art มาจัดแสดงเป็นหลัก พร้อมกับคอนเซ็ปต์ของการคัดเลือกงานที่ว่า “To create artworks,” “To display artworks,” and “To store artworks and leave them on history” เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงงานและพร้อมจะก้าวไปเป็นบุคลากรในแวดวงศิลปะอันทรงคุณค่าในวันข้างหน้า รวมถึงส่งต่อคุณค่านี้จากรุ่นสู่รุ่นต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด นับเป็นโปรเจกต์ที่สืบทอดความทรงจำหลากมิติได้อย่างมีคุณค่าทีเดียว

Hirosaki Museum of Contemporary Art
ที่ตั้ง : 2-1 Yoshino-cho, Hirosaki City, Aomori, Japan
เปิด-ปิด : ทุกวัน 09.00-17.00 น. / หยุดวันอังคาร
ค่าเข้าชม : ขึ้นอยู่กับแต่ละนิทรรศการ
เว็บไซต์ : www.hirosaki-moca.jp

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Hirosaki Museum of Contemporary Art 
atelier tsuyoshi tane architects (ATTA) 

Photo Credit
atelier tsuyoshi tane architects (ATTA)

Writer
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit

นักเขียนที่หลงรักการถ่ายภาพ หลงเสน่ห์การเดินทาง หลงใหลงานดีไซน์ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทุกยุค ตลอดจนสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยั่งยืน

สถาปัตยกรรมที่พลิกวิกฤติภัยพิบัติสู่โอกาสสร้างมูลค่าใหม่

Kumamoto Castle Reconstruction Observation Path
สถาปัตยกรรมที่พลิกวิกฤติภัยพิบัติสู่โอกาสสร้างมูลค่าใหม่

เมื่อภัยพิบัติมาเยือนทีไรสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาเสมอก็คือความเสียหายจากการที่ถูกภัยธรรมชาติทำลายล้าง เช่นเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมืองคุมาโมโต้บนเกาะคิวชูเมื่อเดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมาซึ่งภัยพิบัติครั้งนั้นสร้างความเสียหายหลายมิติให้กับเมืองนี้รวมถึงโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทคุมาโมโต้ (Kumamoto Castle)

ด้วยปราสาทเก่าแก่อายุนับ 400 ปีที่ได้รับยกย่องว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทอันทรงคุณค่าที่สุดของญี่ปุ่นนั้นได้รับผลกระทบแทบทุกพื้นที่ของอาณาบริเวณ อาคารเก่าแก่หลายส่วนเสียหาย ตลอดจนมีสิ่งก่อสร้างกว่า 10% ที่พังทลายลงมาจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ปราสาทแห่งนี้ต้องปิดตัวลงชั่วคราวเพื่อทำการฟื้นฟูบูรณะให้กลับมาดังเดิมโดยจากการประเมินความเสียหายนั้นคาดการณ์ไว้ว่าการบูรณะให้เสร็จสมบูรณ์ดังเดิมครั้งนี้จะต้องใช้เวลาถึงราว 20 ปีเลยทีเดียว

แน่นอนว่าระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นย่อมทำให้หลายคนคิดถึงปราสาทสำคัญแห่งนี้ ไม่ใช่เฉพาะชาวเมืองท้องถิ่นเท่านั้นแต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งจากในญี่ปุ่นเองและต่างชาติด้วย ที่สำคัญหากมองในแง่เศรษฐกิจของท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติการปิดปราสาทคราวนี้ย่อมทำให้สูญเสียเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวอย่างมหาศาลไปด้วย แต่ในทางกลับกันก็ไม่มีใครคาดคิดว่าวิกฤติครั้งนี้กลับมาพร้อมโอกาสบางอย่างที่เกิดขึ้น โอกาสที่งดงามไม่แพ้ปราสาทที่ทรงคุณค่านี้เลยทีเดียว แทนที่จะต้องรอปราสาทปิดกันยาวนานถึง 20 ปี ทางเมืองคุมาโมโต้ก็ได้หารือกับบริษัทที่ได้รับสัมปทานบูรณะปราสาทครั้งนี้อย่าง NIHON SEKKEI, INC. เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นั่นเลยกลายเป็นที่มาของโปรเจกต์ไอเดียเจ๋งอย่าง Kumamoto Castle Reconstruction Observation Path หรือ “เส้นทางสังเกตการณ์การบูรณะปราสาทคุมาโมโต้” เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

เส้นทางสังเกตการณ์การบูรณปราสาทคุมาโมโต้นี้สร้างขึ้นมาควบคู่ไปพร้อมกับการซ่อมแซมปราสาท แทนที่จะปิดกันแบบยาวๆ ก็เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมการซ่อมแซมไปพร้อมกันเสียเลย นั่นเลยทำให้ปราสาทคุมาโมโต้กลับมาเปิดต้อนรับผู้มาเยือนอีกครั้งได้เร็วกว่าที่คาดไว้โดยหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพียง 2 ปีเท่านั้นปราสาทก็กลับมาเปิดบริการอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2019 พร้อมคอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่โด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงมุมมองปราสาทวิวใหม่ๆ ที่แปลกตาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะจุดชมวิวถูกยกระดับขึ้นมาให้สูงกว่าปกติ แถมทำแนวทางเดินทอดยาวต่อเนื่องแบบที่ไม่สามารถเที่ยวชมปราสาทแบบนี้ได้ในยามปกติแน่ๆ

สะพานแนวระเบียงปราสาทถูกสร้างขึ้นให้เป็นเส้นทางชมปราสาทอย่างใกล้ชิดในรูปแบบใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงสะพานชั่วคราวแต่โปรเจกต์นี้กลับใส่ใจรายละเอียดในการออกแบบอย่างพิถีพิถันตลอดจนเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพไม่ต่างอะไรกับการสร้างสถาปัตยกรรมแบบปกติเลยด้วยซ้ำ ส่วนโครงสร้างของตัวสะพานนั้นเป็นเหล็กคุณภาพสูงที่รองรับน้ำหนักได้ดีรวมถึงทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ยอดเยี่ยมด้วย เมื่อทอดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างเช่นกำแพงโบราณก็มีการใช้โครงสร้างแบบฐานโค้งที่คำนวณการรองรับแรงอย่างดี นอกจากเพื่อความปลอดภัยแล้วยังเป็นการรบกวนสิ่งก่อสร้างให้น้อยที่สุดรวมถึงสร้างเพื่อให้ทัศนียภาพโดยรวมดูสวยงามไปพร้อมกันด้วย

ในส่วนของพื้นสะพานนั้นก็เลือกใช้ไม้ฮิโนกิคุณภาพสูงในระดับเดียวกับที่ใช้สร้างบ้านหรือปราสาทต่างๆ ทั้งนี้ทางบริษัทต้องการให้สิ่งก่อสร้างนี้กลมกลืนกับความเป็นธรรมชาติของปราสาทให้มากที่สุดแล้วก็ต้องสวยงามเข้ากับความสง่างามของปราสาทด้วย แล้วรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการวางเส้นทางให้รบกวนธรรมชาติดั้งเดิมให้น้อยที่สุดโดยทางบริษัทมีวัตถุประสงค์หนึ่งในการก่อสร้างสะพานนี้ว่าต้องตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุดรวมถึงให้ความสำคัญกับต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่ภายในโบราณสถานแห่งนี้ด้วย

เราจึงได้เห็นเส้นทางแปลกๆ ที่ไม่ใช่ทางตรงหากแต่เป็นการหักมุมหลบต้นไม้ดั้งเดิมที่อยู่คู่ปราสาทแห่งนี้มายาวนาน เห็นเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านต้นไม้เพื่อได้วิวที่สวยงามในอีกรูปแบบ รวมถึงการเห็นมุมบูรณปราสาทที่กลับกลายเป็นว่าเป็นมุมโดดเด่นขึ้นมาสำหรับเส้นทางท่องเที่ยวนี้ รวมถึงได้เห็นเส้นทางท่องเที่ยวชมปราสาทยามค่ำคืนที่งดงามอลังการไม่แพ้ยามกลางวันเลยทีเดียว

สะพานยกระดับ Kumamoto Castle Reconstruction Observation Path นี้มีความยาวกว่า 450 เมตร สร้างสูงขึ้นเหนือพื้นดินราว 3-6 เมตร (แล้วแต่ความสูงต่ำของแต่ละพื้นที่ที่ฐานแต่ละตัวตั้งอยู่) เสริมแนวระเบียงสูงราว 1.2 เมตรเพื่อกันความปลอดภัยของผู้เข้าชมและไม่สูงจนทำให้บดบังการชมทัศนียภาพ ตลอดแนวระเบียงด้านล่างที่ติดกับพื้นสะพานในฝั่งตรงข้ามปราสาทจะมีการติดตั้งไฟ LED ไว้เพื่อให้เห็นทางเดินสะดวกในยามค่ำคืน แต่ออกแบบให้ติดตั้งเพียงด้านเดียวเท่านั้น (ด้านที่ตรงข้ามกับฝั่งติดปราสาท) เพื่อที่จะไม่ให้แสงจ้ากวนสายตาจนเกินไปตลอดจนเพื่อไม่ไปลดทอนความงามของปราสาทยามค่ำคืนที่มีการสาดส่องไฟให้โดดเด่นนั่นเอง นั่นยังไม่นับรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมายของการสร้างสะพานสังเกตการณ์บูรณะครั้งนี้ (ที่ไม่รวมถึงการบูรณะปราสาท) รวมถึงเฟสอื่นๆ ในอนาคตที่จะทยอยเปิดเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนอีกด้วย

การใส่ใจรายละเอียดในทุกมิติครั้งนี้นอกจากจะทำให้ได้รับคำชื่นชมอย่างมากรวมถึงสร้างแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจแล้วโปรเจกต์นี้ก็ยังสามารถคว้ารางวัลใหญ่ทางด้านการออกแบบอย่าง Good Design Award 2020 มาครองได้ด้วยในหมวด Good Focus Award (Disaster Prevention & Recovery Design) ที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ องค์กร หรือบริการที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันภัยพิบัติตลอดจนช่วยเหลือฟื้นฟูสาธารณะภัยต่างๆ นั่นเอง แล้วหลังจากที่ได้รับรางวัลบนเวทีใหญ่นี้ก็ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตาโปรเจกต์ไอเดียเจ๋งนี้ทันที

อันที่จริงการเปิดให้คนเข้ามาเที่ยวโบราณสถานขณะที่กำลังทำการบูรณะอยู่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับในประเทศญี่ปุ่นนัก เพราะก่อนหน้านี้ปราสาทหลายแห่งที่ปิดซ่อมแซมต่างก็ยังเปิดให้คนเข้ามาเยือนเหมือนปกติ แต่ความแตกต่างสำหรับโปรเจกต์นี้ก็คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาที่ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาด้านต่างๆ ได้ดีเท่านั้นแต่มันยังกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ใครหลายคนก็อยากมาเที่ยวดูสักครั้งให้ทันก่อนการบูรณะเสร็จ วัฒนธรรมท่องเที่ยวเพื่อเฝ้าติดตามการบูรณะนี้อยู่ควบคู่ญี่ปุ่นมาช้านานเพราะนั่นไม่ใช่การเสียโอกาสทางธุรกิจแต่มันเป็นการให้ชาวญี่ปุ่นได้เรียนรู้กระบวนการแห่งการเอาใจใส่ซ่อมแซมไปในตัว

นับเป็นโครงการบูรณะที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย คนท้องถิ่นตลอดจนนักท่องเที่ยวก็ได้เฝ้าชมการบูรณะอย่างใกล้ชิดแบบปลอดภัย โครงการบูรณะโบราณสถานก็สามารถกันคนทั่วไปไม่ให้เข้ามาในเขตก่อสร้างที่อันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการสงวนพื้นที่ให้บรรดาช่างได้ทำงานอย่างไม่ต้องถูกรบกวนอีกด้วย ทางเมืองเองก็ไม่สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวแถมยังสร้างรายได้เพิ่มจากแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่อีกด้วย ในขณะเดียวกันการบูรณะก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นการพลิกวิกฤติของภัยพิบัติให้กลายเป็นโอกาสสร้างมูลค่ารูปแบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมทีเดียว

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
NIHON SEKKEI, INC. 
Kumamoto City 
Good Design Award 

Photo Credit:
NIHON SEKKEI, INC.
Kumamoto City

Writer
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit

นักเขียนที่หลงรักการถ่ายภาพ หลงเสน่ห์การเดินทาง หลงใหลงานดีไซน์ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทุกยุค ตลอดจนสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยั่งยืน

จาก Nagaya House สู่ Row House บ้านกล่องคอนกรีตทรงโมเดิร์นของ Tadao Ando

Azuma House หรือที่รู้จักกันในชื่อ Row House เป็นหนึ่งในผลงานน่าสนใจช่วงแรกๆ ของสถาปนิกมีชื่อชาวญี่ปุ่นอย่างทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) ซึ่งถูกออกแบบและสร้างขึ้นในปี 1976 ตั้งอยู่ในเขต Sumiyoshi ใจกลางเมืองโอซาก้า ซึ่งถือเป็นย่านค้าขายและที่อยู่อาศัยสำหรับคนชนชั้นกลางในสมัยนั้น โดยบริบทรอบข้างเป็นบ้านไม้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเรียกว่า นากายะ (Nagaya) ซึ่งจะสร้างชิดติดกัน ใช้โครงสร้าง และผนังร่วมกันเหมือนลักษณะของตึกแถว บ้านแบบนากายะนี้เป็นที่นิยมในยุคเอโดะ ในขณะที่เศรษฐกิจและเมืองกำลังขยายตัว ที่ดิน จึงถูกซอยย่อยให้สามารถปลูกที่พักอาศัยสำหรับหลายครัวเรือน เก็บภาษีตามความหน้ากว้างของบ้านที่หันเข้าสู่ถนน ทำให้เกิดที่ดินลักษณะหน้าแคบ แต่ลึก

Continue reading “จาก Nagaya House สู่ Row House บ้านกล่องคอนกรีตทรงโมเดิร์นของ Tadao Ando”

“บ้านฟ้าบ่กั้น” เรือนอีสานยุคใหม่ที่ผสมผสมผสานความชนบทและความทันสมัยอย่างกลมกล่อม

Location : ขอนแก่น
Owner : คุณจัตวา ชุณหบุญญทิพย์ และคุณอนุสรา แท่นพิทักษ์
Architect & Interior Designer : ทวิชากร เหล่าไชยยงค์ S Pace studio
Constructor : K Kitrungruang
Photographer : S Pace studio

Continue reading ““บ้านฟ้าบ่กั้น” เรือนอีสานยุคใหม่ที่ผสมผสมผสานความชนบทและความทันสมัยอย่างกลมกล่อม”

หยุดเวลาไว้ที่ Britannica Brasserie กับเส้นสายโค้งละมุนที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากต่างแดน

Location: บริเวณชั้น 1 เกษรวิลเลจ
Designer:
Atelier of Imaginarists (aim) วรัมพร ศิริเจริญ, วฤณพร ตรีโสภา และภัทรกฤต ปทุมาสูตร
Owner:
นัชชา เหตระกูล
Story:
เสาวภัคย์ อัยสานนท์
Photographer:
จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์

Continue reading “หยุดเวลาไว้ที่ Britannica Brasserie กับเส้นสายโค้งละมุนที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากต่างแดน”

SLEEEP Bkk Silom : Take a deep SLEEEP เทคโนโลยี ดีไซน์ ธรรมชาติ

สมดุลของร่างกายคือสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับเรา ถึงกิจกรรมในเวลากลางวันจะใช้งานหนักแค่ไหน แต่การพักผ่อนนอนหลับอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดสำหรับร่างกายและจิตใจ SLEEEP Bkk Silom

Continue reading “SLEEEP Bkk Silom : Take a deep SLEEEP เทคโนโลยี ดีไซน์ ธรรมชาติ”

คุยกับรักศักดิ์ สุคนธะตามร์: ห้องน้ำที่ทำให้คนในบ้าน ‘อยู่ดีมีสุข’

ชีวิตคนเราจะทำให้มีความสุขหรือไม่มีความสุข เริ่มต้นขึ้นมาก็อยู่ในบ้านแล้ว โดยเฉพาะ ‘ห้องน้ำ’ ซึ่งเป็นอีกห้องหนึ่งของบ้านที่มีความสำคัญไม่แพ้ห้องไหนๆ เพราะเป็นห้องแรกที่เราจำเป็นต้องใช้งานเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ตื่นเช้ากระทั่งเข้านอน

Continue reading “คุยกับรักศักดิ์ สุคนธะตามร์: ห้องน้ำที่ทำให้คนในบ้าน ‘อยู่ดีมีสุข’”

CLASSROOM MAKEOVER FOR THE BLIND ห้องเรียนนักเรียนตาบอด : เรียนรู้ชีวิตประจำวัน เสริมสร้างจินตนาการ

หากพูดถึงงานสถาปัตยกรรม ปกติมักเป็นเรื่องของฟอร์ม สเปซ หรือความงามที่มองด้วยสายตาล้วน ๆ “แล้วถ้าเราต้องทำงานออกแบบให้กับคนที่ไม่ได้ใช้สายตาดู แล้วจะต้องทำอย่างไร?”

Continue reading “CLASSROOM MAKEOVER FOR THE BLIND ห้องเรียนนักเรียนตาบอด : เรียนรู้ชีวิตประจำวัน เสริมสร้างจินตนาการ”

ตามหาหินก้อนที่ 15 ที่วัดเรียวอันจิ…วัดนิกายเซนกับสวนหินอันโด่งดัง

เมื่อเอ่ยชื่อ เรียวอันจิ (Ryōan-ji) ไม่ว่าจะหมายถึงวัด หรือ สวนหิน อาจไม่ใช่ชื่อที่ใครหลายคนจะนึกภาพออก แต่ถ้าเปิดภาพสวนหินที่เต็มไปด้วยกรวดซึ่งถูกกวาดเป็นวงคลื่นอย่างพิถีพิถัน ก็คงจะร้องอ๋อ!กันได้ไม่ยาก

Continue reading “ตามหาหินก้อนที่ 15 ที่วัดเรียวอันจิ…วัดนิกายเซนกับสวนหินอันโด่งดัง”