Maid House (Vibhavadi 41)
บ้านหลังเล็กที่ช่วยยกระดับชีวิต Maid ให้ดีขึ้น

‘เมื่อเจ้าของอยากปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของตนเอง และอยากให้ Maid มีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกัน’ นี่คือโจทย์ตั้งต้นของ Maid House 

ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะเห็น บ้านพัก Maid หรือพื้นที่อยู่อาศัยของแม่บ้านมักจะเป็นห้องเล็กๆ ที่หลบซ่อนอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ แต่ภาพจำเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ Vibhavadi 41 House เพราะนอกจากจะตั้งใจออกแบบบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกครอบครัวทั้ง 8 คนแล้ว ทางเจ้าของยังมีความต้องการสร้างบ้านสำหรับแม่บ้าน พ่อบ้านและพี่คนสวนหลังใหม่แยกออกมาจากบ้านหลังใหญ่โดยเฉพาะ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของบุคคลที่ส่งผลโดยตรงกับบ้าน นั้นดีขึ้น เสมือนได้อยู่บ้านของตัวเองมากกว่าเพียงการอาศัยภายในห้องเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น

ก่อนหน้านี้บ้านหลังเดิมของเจ้าของบ้านตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ในย่านที่มีแต่ความวุ่นวายและแออัดจากเสียงที่รบกวนตลอดเวลา บ้านหลังใหม่ ณ Vibhavadi 41 House แห่งนี้จึงเน้นให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวของต้นไม้ แสงแดดและลมธรรมชาติให้นานยิ่งขึ้น

และไม่ลืมที่จะปรับเปลี่ยนส่วนของแม่บ้านขึ้นใหม่ กลายเป็น Maid House ที่แยกออกจากบ้านหลักอย่างชัดเจนเพื่อให้พ่อบ้าน แม่บ้าน รวมถึงคนสวนที่จะเข้ามาทำงานภายในบ้านหลังนี้สามารถสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติได้เช่นเดียวกันกับเจ้าของ เมื่อได้โจทย์ดังนั้นแล้ว ไม่รอช้า ทางเจ้าของก็มอบหมายให้ทีมสถาปนิกจาก PVWB Studio เข้ามารับหน้าที่ปรุงแต่งสเปซและเรื่องราวของบ้านทั้งสองหลังให้ตรงกับความต้องการ

ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว

หากจะเล่า Maid House ให้เข้าใจและเห็นภาพ คงต้องเล่าบ้านหลังใหญ่ Vibhavadi 41 House ไปพร้อมกัน
บ้านหลังใหญ่ที่เป็นที่อยู่อาศัยหลักของทางเจ้าของ มีรูปฟอร์มที่เกิดขึ้นจากลักษณะของไซต์ที่ดิน ซึ่งมีด้านหน้าแคบแต่มีเนื้อที่ด้านหลังในลักษณะยาว ทำให้ในการวางผัง สถาปนิกจำเป็นต้องวางฟังก์ชันในส่วนการอยู่อาศัยบนที่ดินในลักษณะยาว โดยให้ฟังก์ชันหลักต่างๆ ของบ้านกระจายตัวอยู่ห่างจากกัน ที่ว่างระหว่างอาคารที่กระจายตัวกันนั้นจึงกลายเป็นคอร์ดยาร์ดต้นไม้ใหญ่ และบ่อน้ำ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเพื่อให้เจ้าของมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติได้มากกว่าบ้านหลังเดิมที่ฟังก์ชันทุกอย่างกระจุกตัวกันแน่นจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ

(บ้านผู้อยู่อาศัยหลัก)

เมื่อพ้นจากทางเข้าซึ่งเป็นส่วนแคบของที่ดิน ภายในจะเปิดโล่งและสร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยต้นไม้ใหญ่ ระหว่างกลุ่มก้อนของอาคารยังเชื่อมเข้าหากันด้วยคอร์ริดอร์ทางเดินยาวที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้เดินชมสวน ธรรมชาติรอบตัวได้อย่างเนิบๆ ในยามที่กลับมาจากการทำงานเหนื่อยๆ

เพื่อให้ภาพรวมของสถาปัตยกรรมดูเป็นกลุ่มก้อนและเรื่องราวเดียวกัน สถาปนิกตั้งใจออกแบบ Maid House ให้มีภาษาทางสถาปัตยกรรมที่มองเห็นแล้วรู้สึกได้ว่าบ้านสองหลังนี้เชื่อมโยงถึงกัน แมสของบ้านเมดจึงกลายเป็นอาคารอีกกลุ่มหนึ่งที่วางชิดตัวไซต์ และมีวิธีเชื่อมระหว่างแมสอาคาร ด้วยการใช้คอร์ริดอร์และสวนเช่นเดียวกับกลุ่มอาคารอื่นๆ ของบ้าน โดยครึ่งหนึ่งของคอร์ดยาร์ดนี้จะถูกแบ่งให้เป็นที่จอดรถ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นสวนผักรับประทานได้ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบ้านเมดและบ้านของผู้อยู่อาศัยหลัก

(ภาพแสดงผังบริเวณของพื้นที่ทั้งหมด)
(ภาพแสดงแปลนบ้านหลักชั้น 1 โดยมี Maid House อยู่ติดกับที่ดินด้านขวามือ)
(ภาพแสดงแปลนบ้านหลักชั้น 2 โดยมี Maid House อยู่ติดกับที่ดินด้านขวามือ)

เมื่อบ้านต้องการออกแบบเพื่อเปิดรับความเป็นธรรมชาติ บางส่วนของผนังออกแบบให้มีช่องลมที่ช่วยระบายอากาศให้กับพื้นที่คอร์ดด้านใน ซึ่งสำหรับบ้านใหญ่ วัสดุทั่วไปจะเป็นการใช้อิฐสีเทาเข้มแทรกด้วยช่องลมเหล็ก ซึ่งเมื่อถึงคิวของ Maid House ที่ต้องแสดงรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน สถาปนิกจึงเลือกใช้บล็อกลมเข้ามาดีไซน์เพื่อให้อาคารบ้านเมดสามารถเปิดรับลมธรรมชาติ โปร่งโล่ง และอยู่สบายได้อย่างไม่ปิดทึบ

(ช่องลมเหล็กช่วยระบายลมให้กับบ้านหลัก)
(บล็อกลมช่วยระบายลมให้กับ Maid House)

ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

“เราอยากทำให้ Maid house หลังนี้รวดเร็ว ง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนเท่าบ้านหลังใหญ่ แต่ยังมีความเชื่อมโยงด้วยภาษาอะไรบางอย่างที่เข้ากันได้ดี” ด้วยความต้องการอะไรที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานรวมถึงง่ายต่อการดูแลรักษา ฟังก์ชันของ Maid House จึงตรงไปตรงมา โดยเป็นอาคารสองชั้นที่แบ่งการใช้งานระหว่างชั้นบนและล่างอย่างชัดเจน

โดยชั้นล่างจะเป็นส่วนเซอร์วิสของบ้านหลังใหญ่ มีถังเก็บน้ำ ปั๊มน้ำ ส่วนซักรีดทั้งหมด รวมถึงห้องเก็บของขนาดใหญ่ ส่วนอีกด้านหนึ่งของชั้นล่างจะถูกออกแบบไว้ให้เป้นพื้นที่กึ่งอเนกประสงค์ที่เหล่าแม่บ้านสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ อย่างเช่น ครัวไทย พื้นที่รับประทานอาหาร ซึ่งบริเวณนี้จะมีลักษณะเป็นใต้ถุนบ้านที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศต่างจังหวัด มีลมพัด ไหลผ่านเกือบตลอดเวลา ทำให้แม่บ้านสามารถมานั่งพักผ่อน พูดคุย หรือปูเสื่อทำอาหารและรับประทานอาหารหลังเลิกงานได้อย่างเป็นตัวเอง

ชั้นบนของอาคารเป็นฟังก์ชันของห้องนอนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นห้องนอนใหญ่ 2 ห้อง และห้องนอนเล็กอีก 3 ห้อง เผื่อสำหรับเมดที่อยู่อาศัยเป็นครอบครัว หรือเมดที่อยู่คนเดียว ส่วนห้องน้ำสถาปนิกดีไซน์ให้เป็นห้องน้ำรวม แต่แยกชาย หญิง โดยชั้นล่างจะเป็นพื้นที่ของห้องน้ำชาย ส่วนชั้นบนเป็นห้องน้ำหญิง  

(แปลน Maid House ชั้น 1)
(แปลน Maid House ชั้น 2)

ผนังบล็อกลมและคอร์ริดอร์ยังถูกออกแบบมาเพื่อบดบังมุมมองระหว่างบ้านใหญ่และ Maid House ให้มีความเป็นส่วนตัวระหว่างกัน ส่วนพิเศษของบล็อกลม คือ การเลือกใช้บล็อกลมที่มีการปาดรูเฉียงมาจัดเรียงแพทเทิร์นไปมา ทำให้เมื่อแสงตกกระทบ จะเกิดเงาที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ซึ่งผนังสีขาวถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความง่าย และยังทำหน้าที่ราวกับผืนผ้าใบที่รอให้แสงระหว่างวันตกกระทบ เกิดเป็นลวดลายที่สวยงามและชัดเจนบนผืนผนังเปล่า ทั้งในยามกลางวันที่มีแสงแดดจากพระอาทิตย์ และยามกลางคืนที่มีเงาจากการใช้งานพื้นที่ภายใน

อะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้บ้านหลังนี้แตกต่าง?
แน่นอนว่าสเปซที่ชักชวนผู้อยู่อาศัยให้ดื่มด่ำธรรมชาติคือคำตอบ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมจากนั้นคือเรื่องราวและวิถีชีวิตของกลุ่มแม่บ้าน พ่อบ้าน หรือพี่คนสวนที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง ยกระดับความเป็นอยู่จากห้องทึบตันเล็กๆ ภายในบ้าน สู่อาคารหลังใหม่ที่เปิดทักทายลม แสง และสีเขียวจากธรรมชาติ เพื่อให้ที่อยู่อาศัยสมกับคำว่า ‘บ้าน’ ได้อย่างแท้จริง

Location : วิภาวดี 41 ดอนเมือง กรุงเทพฯ
Gross Built Area:
272 ตารางเมตร
Owner :
เดโช สว่างรุ่งเรืองกิจ และดวงดาว  รัตนวงศ์ชัย
Architect & Interior :
วิชญ์วัส บุญประสงค์ PVWB studio
Contractor :
เดโช สว่างรุ่งเรืองกิจ
Photographer:
จิรายุ รัตนวงษ์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!