จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่ ‘BAAN123’ ที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

'BAAN123'
จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่บ้านที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

ภายใต้เมืองใหญ่ที่หนาแน่นไปด้วยตึกรามบ้านช่องมากครัวเรือน เราอาจพบได้ว่าการขยายตัวของที่พักอาศัยนั้น เกิดจากจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วการโยกย้ายไปยังถิ่นฐานใหม่อาจไม่ใช่คำตอบที่อบอุ่นนักสำหรับการสานสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวขนาดใหญ่ และนั่นทำให้คำว่า ‘ครอบครัวขยาย’ จึงไม่ใช่ศัพท์ที่คุ้นเคยสำหรับคนยุคปัจจุบัน

ทว่ายังคงมีอีกหนึ่งครัวเรือนในย่านงามวงศ์วานที่ยังแน่นแฟ้นและสานสัมพันธ์กันอย่างเข้าอกเข้าใจ สู่การออกแบบ ‘Baan123’ บ้านหลังใหม่ที่ได้กลายเป็นหัวใจหลักของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ด้วยแนวคิดการออกแบบจากทีมสถาปนิก IF (Integrated Field) กับการปะติดปะต่อความต้องการและเรื่องราวของสมาชิกในครอบครัวทั้ง 7 คน ที่มีถึง 3 เจนเนอร์เรชั่นให้ลงตัวเป็นเรื่องเล่าเดียวกันภายในขอบเขตของบ้านหลังนี้

‘1 2 3 เท่ากับ 1’

ทั้งหมดเริ่มจากบ้านหลังที่ 1 บ้านเดี่ยวหลังเดิมของพ่อและแม่ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดกว้างขวางในย่านงามวงศ์วาน จ.นนทบุรี ก่อนจะเอ่ยชักชวนลูกๆ ให้โยกย้ายครอบครัวเข้ามาปลูกบ้านอีกสักหลังสองหลังในพื้นที่ที่ยังคงว่างอยู่ สู่โจทย์ที่ผู้ออกแบบได้นำกลับไปขบคิดจนเกิดเป็น ‘Baan123’ บ้านที่หากมองกันเพียงผิวเผินคงเห็นเป็นอาคารที่มีหลังคาลาดเอียงล้อไปตามกันจำนวน 3 หลัง โดยอาคารไม่ได้แยกตัวออกจากกันเสียทีเดียว แต่ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยสะพานขนาดยาวทะลุขั้นระหว่างตัวอาคารแต่ละหลัง และกลับกันที่หากมองในแง่ของความลึกซึ่ง พื้นที่ส่วนนี้ก็อาจเป็นสะพานรักที่ได้ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของความใกล้ชิดระหว่างบ้าน 1 2 และ 3 หรือบ้านของครอบครัวพ่อแม่ และครอบครัวของลูกๆ บนพื้นที่โดยรวมกว่า 1,350 ตารางเมตร

รูปตัด BAAN123
รูปด้าน BAAN123

อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังได้ถูกตกตะกอนความคิดผ่านการตั้งคำถามโดยทีมผู้ออกด้วยว่า ทิศทางของบ้านหลังนี้จะต้องออกแบบอย่างไรจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องทั้งกิจกรรมส่วนตัวและกิจกรรมส่วนรวมของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นได้ เพราะกิจกรรมของช่วงวัยที่ต่างกันก็นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายต่อการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารไม่น้อย บ้านหลังนี้จึงนำด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยได้มากกว่า 1 เจเนอร์เรชั่น อาทิ พื้นที่จอดรถที่กว้างขวาง สระว่างน้ำขนาดยาว ไปจนถึงพื้นที่นั่งเล่นที่ยังเป็นส่วนต้อนรับเมื่อแขกไปใครมาก็สามารถแวะเวียนมานั่งพูดคุยได้ตลอดวัน

ผนวกกับตัวอาคารที่ได้ถูกออกแบบให้มีส่วนยกสูงคล้ายใต้ถุนในเรือนไทยสมัยก่อนร่วมด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยตอบโจทย์ให้การเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางนี้สามารถออกแบบให้มีความโปร่งโล่ง กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น และยังเกิดการหมุนเวียนของลมธรรมชาติได้อย่างคล่องตัว ซึ่งในวันที่อากาศดีๆ สมาชิกภายในครอบครัวก็สามารถมานั่งเล่นทำกิจกรรมร่วมกันได้ในพื้นที่ส่วนนี้โดยไม่ต้องเปิดแอร์ในระหว่างวันเลยก็ว่าได้

‘พื้นที่กลางใจ’

สำหรับส่วนที่พักของ Baan123 ผู้ออกแบบได้ปะติดปะต่อ Layout ให้สอดคล้องไปกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ด้วยการวางให้บ้านของพ่อและแม่เป็นบ้านหลังที่ 2 ที่อยู่ระหว่างกลางของบ้านลูกๆ หลังที่ 1 และ 3 เพื่อให้ครอบครัวของลูกๆ สามารถปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองได้และยังคงรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่งแม้ตัวบ้านจะถูกเชื่อมเข้าหากันตลอดทั้ง 3 หลังก็ตาม ขณะที่การจัดวางในรูปแบบนี้ก็ยังสื่อถึงการมอบให้บ้านของพ่อและแม่เป็นดั่งพื้นที่กลางใจ ที่เด็กและผู้ใหญ่จะสามารถเชื่อมถึงกันได้โดยไม่มีกำแพงของเจนเนอร์เรชั่นมากั้นขวาง อีกทั้งพ่อและแม่ก็ยังสามารถเฝ้ามองลูกหลานได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

นอกจากเรื่องของรายละเอียดในการออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านแล้ว การออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับแสงและลมธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่สามารถพบเห็นได้ในทุกๆ มุมของบ้านหลังนี้เช่นกัน เพราะผู้ออกแบบได้ดีไซน์ทั้งบานหน้าต่างและประตูกระจกให้มีขนาดกว้างขวางให้เอื้อต่อการรับลม ซึ่งช่วยให้เกิดการเคลื่อนตัวของอากาศที่ดีในแบบ  Cross ventilation อีกทั้งยังได้ทำการออกแบบช่องเปิดเพื่อรับแสงในอีกหลายๆ ตำแหน่งภายในบ้าน ที่จะช่วยให้บ้านหลังนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์และพึ่งพาบริบทของธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนโดยไม่รู้สึกร้อน ด้วยการเสริมชายคาให้ยื่นออกมาเล็กน้อยพร้อมกับระเบียงที่จะเป็นบัฟเฟอร์กันแดดให้กับตัวบ้านได้ในอีกชั้นหนึ่ง

‘พื้นที่พักใจ’

ในแง่ของการออกแบบพื้นที่ใช้งานสำหรับสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวที่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่สำหรับการปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองนั้น ผู้ออกแบบได้ทำการบ้านโดยทำความเข้าใจกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันและความชอบของเจ้าของพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำกลับมาตีความเป็นงานดีไซน์ให้เกิดการตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากที่สุด โดยแต่ละห้องจะมีฟังก์ชันและดีไซน์ที่แตกต่างกันออกไป

อาทิ ห้องของลูกชายคนโตก็จะมีความเป็นพื้นที่ที่ดูเพล็กซ์มากกว่าห้องอื่นๆ หรือห้องของลูกชายคนเล็กก็จะมีความกว้างขวางยืดหยุ่นต่อการใช้งานและง่ายต่อการรองรับเพื่อนๆ ที่จะเข้ามาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ซึ่งถึงแม้แต่ละห้องจะถูกออกแบบให้มีฟังก์ชันที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ทุกห้องจะถูกครอบด้วยการออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่สบายของผู้อยู่อาศัยทุกคนภายในบ้าน เพื่อช่วยมอบความรู้สึกที่ดีต่อพื้นที่ที่ถูกเอ่ยเรียกว่า ‘บ้าน’ ให้เป็น ‘พื้นที่พักใจ’ ของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างลงตัวที่สุด

แปลน BAAN123 ชั้น 1
แปลน BAAN123 ชั้น 2
แปลน BAAN123 ชั้น 3

แม้นิยามของคำว่าบ้านสำหรับเราทุกคนนั้นอาจต่างกัน แต่ Baan123 ก็ทำให้ได้พบในอีกหนึ่งนิยามแล้วว่า ‘บ้าน คือพื้นที่สำหรับการแบ่งปันที่แท้จริง’ โดยเฉพาะการแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลางผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์กับกิจกรรมการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ไปจนถึงการแบ่งปันพื้นส่วนกลางที่จะนำไปสู่พื้นที่กลางใจสำหรับการแบ่งปันคำสั่งสอนจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลังได้อย่างห่วงใยใกล้ชิด ภายใต้ชายคาของบ้าน 1 2 และ 3 หลังนี้

Location : ชินเขต 2 งามวงศ์วาน นนทบุร
Gross Built Area : 1,350 ตารางเมตร
Owner : ครอบครัวธนาดํารงศักดิ์
Architect & Interior Team : IF (Integrated Field Co.,Ltd.)
Structure Engineer : Basic Design Co.,ltd
Photograph : วีระพล สิงห์น้อย

Writer
Pichapohn Signimittrakul

Pichapohn Signimittrakul

Copy writer ผู้มีความสนใจในงานจิตอาสา และ Eco-Living ที่เชื่อว่างานออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้

HOUSE COVE(R) ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

HOUSE COVE(R)
ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

ส่วนต่อขยายของบ้านสีขาวในชื่อ HOUSE COVE(R) นอกจากจะทำหน้าที่ปกคลุมพื้นที่ เป็นเกราะกำบังแสนปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยตามความหมายของคำว่า ‘Cover’ อย่างตรงไปตรงมา อีกนัยหนึ่งยังหมายถึงการห่อหุ้มบ้านจัดสรรสองชั้นเดิมในพื้นที่ 150 ตารางเมตร รวมถึง ‘Cove’ ที่วางตัวอยู่นอกวงเล็บ ยังเล่นคำ สื่อความหมายถึง ลักษณะโค้ง เว้า ซึ่งหากมองประกอบกับบ้านหัวมุมหลังนี้ ก็ถือว่าชื่อ HOUSE COVE(R) ทำหน้าที่บ่งบอกตัวตน และรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเอาไว้ได้มากทีเดียว

เมื่อบ้านจัดสรรหลังเดิมเริ่มมีขนาดไม่เพียงพอต่อการใช้งานของสมาชิกครอบครัว เพราะมีลูกเล็กที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ประกอบกับมีคุณยาย ผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแล บ้านจัดสรรแปลงหัวมุมที่มีพื้นที่ด้านข้างเหลือว่าง จึงถึงเวลาที่ต้องต่อเติม ขยับขยายกลายเป็นบ้านหลังใหม่ โดยได้สถาปนิกจาก TOUCH ARCHITECT นำทีมโดย คุณเอฟ-เศรษฐการ ยางเดิม และคุณจือ-ภาพิศ ลีลานิรมล มาเป็นผู้ออกแบบ

ในส่วนของบ้านเดิม ทางเจ้าของไม่มีความต้องการที่จะรีโนเวทขึ้นใหม่แต่อย่างใด เพียงแค่อยากให้บ้านหลังใหม่ที่ต่อเติมกลมกลืนไปกับบ้านเดิมอย่างเนียบเนียน ทีมสถาปนิกจึงตั้งโจทย์ที่จะสร้างตัวอาคารใหม่ขึ้น และทำฟาซาดใหม่ปกคลุม ไหลต่อเนื่องทั้งบ้านเดิมและบ้านใหม่ ให้ภาพรวมทั้งหมดกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

ส่วนฟังก์ชันของบ้าน ทั้งสองหลังต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยแบ่งการใช้งานอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองหลังก็ยังจำเป็นต่อการอยู่อาศัยโดยไม่มีใครน้อยหน้าใคร บ้านหลังเดิมเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องนอนของลูกๆ ในอนาคต ในขณะที่บ้านใหม่จะมีฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นกว่า โดยทำหน้าที่เป็นห้องเล่นของลูกๆ ห้องนอนของคุณยาย ห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ และห้องดูโทรทัศน์

(ฟาซาดใหม่ที่สร้างขึ้นปกคลุม เพื่อให้บ้านทั้งสองหลังกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน)

จัดสรรพื้นที่จำกัดให้คุ้มที่สุด

เส้นเฉียงพาดไปพาดมาที่ทำให้คาแร็กเตอร์ของบ้านหลังนี้ชัดเจน ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของเจ้าของ แต่เกิดจากข้อจำกัดและปัจจัยในเรื่องที่ดิน ด้วยความที่เป็นบ้านหลังมุม รูปทรงของแปลงที่ดินจึงโค้งมนไปตามเส้นถนนหลักต่างจากแปลงอื่นๆ ในหมู่บ้าน ประกอบกับความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นพอสมควร สถาปนิกจึงจำเป็นต้องเริ่มออกแบบบ้านจากเส้นโค้งที่ล้อไปกับตัวไซต์ เพื่อให้ได้ฟังก์ชันใช้งานเต็มพื้นที่ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตามระยะการร่นของอาคารที่ถูกกฎหมาย

แมสอาคารถูกจัดสรรขึ้นตามรูปทรงของแปลงที่ดิน โดยฟังก์ชันภายในก็ต้องเกิดการประหยัดพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะทางสัญจรอย่างบันได ตำแหน่งบันไดของชั้น 2 และชั้น 3 จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งบันไดที่พาดไปมาระหว่างชั้นนี้เองที่เป็นตัวกำหนดแมสอาคาร เส้นสายและ Slope ความเฉียง โดยที่ชั้นบนสุด สถาปนิกออกแบบ Skylight ขนาดใหญ่ขนานไปกับช่องบันไดเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ส่องเข้าถึง มุมเฉียงของบันไดในบริเวณห้องนั่งเล่นชั้น 1 ยังถูกแทรกด้วยกระจกสูงขึ้นไปจนถึงใต้ Slope ของบันได เพิ่มโอกาสให้แสงสว่างเข้าถึง ช่วยให้ขนาดพื้นที่ที่มีจำกัดนั้นดูกว้างและโปร่งมากขึ้นจากองค์ประกอบธรรมชาติ

Dtips : ด้วยโครงสร้างภาพรวมของบ้านที่เป็นเหล็ก โครงสร้างบันไดจึงต้องทำขึ้นจากเหล็กตามไปด้วย สถาปนิกยังดีไซน์บันไดแผ่นเหล็กพับ โดยออกแบบคานให้เล็กลง และใช้ดีเทล Cladding หุ้มวัสดุไม้ลงบนตัวเหล็กพับ เพื่อโชว์ดีเทลของงานเหล็กสร้างความสวยงามให้กับโครงสร้างบริเวณทางสัญจรทั้งหมดของบ้าน

ด้วยบริบทของบ้าน 2 ชั้นหลังอื่นๆ ที่อยู่รายล้อม ทำให้สถาปนิกมองว่าบ้านที่ต่อเติมใหม่มีเพียงสองชั้นครึ่งก็น่าจะเพียงพอ เพื่อไม่ให้บ้านหลังใหม่นี้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเพื่อนๆ หรือผิดแปลกไปจากบริบทเดิม พื้นที่ส่วนที่เหลือของชั้นสาม จึงถูกออกแบบให้เป็นสวนหลังคาเล็กๆ ที่เปิดให้เด็กๆ ได้ออกมาวิ่งเล่น สัมผัสธรรมชาติภายนอก และยังได้ทดแทนพื้นที่สีเขียวที่หายไปจากเดิม

อีกหนึ่งพื้นที่สวนที่ทางสถาปนิกพยายามคืนให้กับเจ้าของบ้าน คือ ส่วนระยะร่นของอาคารที่ถูกปรับให้เป็นภูมิทัศน์ เทอเรสกลางแจ้ง บ่อน้ำ พื้นที่สีเขียว รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยกรองแสง กรองความร้อนที่จะเข้ามารบกวนการใช้งานพื้นที่ภายใน พื้นที่ทั้งหมดห่อหุ้มด้วยรั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่ง พรางสายตาจากผู้ที่สัญจรไปมาภายนอก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังยอมให้แสงธรรมชาติบางส่วนผ่านทะลุ เพื่อเพิ่มบรรยากาศที่ดีให้กับการอยู่อาศัย

ในขั้นตอนของเปลือกนอกอย่างการเลือกใช้วัสดุ ทีมสถาปนิกเลือกใช้อลูมิเนียม และวัสดุโปร่งแสงอย่างเช่น สกายไลท์ เป็นวัสดุหลัก แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความต้องการของทางเจ้าของ ซึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับโรงงานวัสดุ จึงสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก ซึ่งก็คงทนถาวรตอบโจทย์ความเป็นบ้านได้อย่างเหมาะสม

การอาศัยของสามเจนเนอเรชันในบ้านหลังเดียว

นอกจาก HOUSE COVE(R) จะเชื่อมโยงบ้านหลังเก่าและบ้านหลังใหม่เข้าไว้ด้วยกัน บ้านหลังนี้ยังทำหน้าที่หลอมรวมเจนเนอเรชันทั้งสามเอาไว้อย่างอบอุ่น ส่งผลให้พื้นที่ภายในต้องออกแบบจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวเหล่านี้ให้พอเหมาะพอดีกับไลฟ์สไตล์และการใช้งาน

แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 1
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 2
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 3

บ้านหลังใหม่และบ้านหลังเดิม มีทางเชื่อมเป็นหลังเดียวกันอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นเดิมที่ชั้น 1 ของตัวบ้าน ส่วนห้องนอนของคุณยายออกแบบตามมาตรฐานโดยจัดสรรไว้ที่ชั้น 1 เพื่อให้เดินเหินไปยังส่วนต่างๆ ของบ้านได้อย่างสะดวก ทั้งเดินเชื่อมไปส่วนครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหารภายในบ้านเดิม หรือจะนั่งเล่น คลุกคลีกับหลานๆ ในพื้นที่เล่นบริเวณชั้น 1 ของบ้านใหม่ก็สามารถทำได้สะดวก

ส่วนชั้นสองเป็นฟังก์ชันห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งบันไดที่อยู่ในชั้นนี้จะถูกปิดกั้นด้วยประตูอีกหนึ่งชั้นก่อนจะขึ้นสู่ชั้น 3 เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของทางเจ้าของซึ่งมีการจำกัดชั่วโมงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเด็กๆ เมื่อถึงเวลาดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์บริเวณชั้น 3 เด็กๆ จึงจะผ่านประตูในส่วนนี้ โดยต้องได้รับอนุญาติจากผู้ปกครอง หรือขึ้นไปใช้งานสเปซพร้อม กันเป็นครอบครัว

บริเวณพื้นที่ชั้น 3 เป็นที่ตั้งของห้องดูโทรทัศน์ หรือห้องนั่งเล่นขนาดย่อมที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ รวมถึงวิวที่มองเห็นเรือนยอดไม้ พื้นที่สีเขียวหนาตา ที่ชวนให้ลืมความวุ่นวายจากถนนภายนอกไปชั่วขณะ…

“ปกติ TOUCH Architect เราจะชอบออกแบบงานที่ Simple แต่เกิดฟังก์ชันที่ดี ดังนั้นมันจะไม่เกิดรูปร่างของแมสอาคารที่มันแปลกไป แต่สำหรับโปรเจ็กต์นี้ ไซต์มันแปลก มันเลยได้แมสอาคารที่รูปร่างแปลกตา แต่ว่าเราไม่ได้ทำเพราะอยากทำ เราทำเพราะมันเชื่อมโยงกับความต้องการ บริบท และความสวยงาม ซึ่งทางเจ้าของเองเขาก็ชอบด้วย เราก็แฮปปี้ตาม” คุณจือเล่า

คงจะเรียกได้ว่า HOUSE COVE(R) รับบทเป็นบ้านหัวมุมที่นำข้อจำกัดของพื้นที่มาผสมกับฝีไม้ลายมือในการดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ จากที่ดินทรงโค้งบนหัวมุมถนนที่ดูเหมือนจะกินพื้นที่และสร้างอะไรไม่ได้มากนัก จึงถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่ทั้งแปลกตาและกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดิมไปพร้อมกัน

รูปด้านบ้าน HOUSE COVE(R)
รูปตัดบ้าน HOUSE COVE(R)

Location : หมู่บ้านสีวลี สุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
Gross Built Area : 170 ตารางเมตร
Owner : ก้องเกียรติ พูนพานิช
Lead Architects : เศรษฐการ ยางเดิม และ ภาพิศ ลีลานิรมล TOUCH Architect
Architect & Interior Team : พิชญา ติยะพิษณุไพศาล , สุภานัน ตั้งสัจจานุรักษ์ และ ธนิตา ปัญจวงศ์โรจน์ TOUCH Architect
Structure Engineer : ชิตติณัฐ วงศ์มณีประทีป
Photograph : อานันท์ นฤพันธาวาทย์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

บ้าน ภ (ดิบ) พอดีที่บรรจุความทรงจำและความหมายที่มีคุณค่าของครอบครัว

บ้าน ภ (ดิบ) พอดี
ที่บรรจุความทรงจำและความหมายที่มีคุณค่าของครอบครัว

จากผืนที่ดินร้อยกว่าตารางวา บริเวณปลายซอยเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในย่านพระเก้า สู่การเป็น บ้าน ภ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวใหญ่ของ เหลียง-ศัลยเวทย์ ประเสริฐวิทยาการ ผู้เป็นทั้งสถาปนิกผู้ออกแบบจาก Atelier of Architects และเป็นเจ้าของบ้านในเวลาเดียวกัน บ้านของครอบครัวที่มีชื่อว่า บ้าน ภ แห่งนี้ จึงถูกออกแบบและสร้างให้ตรงกับโจทย์ความต้องการของคนในครอบครัวอย่างคุ้มค่า และ ‘มีความสุขมากที่สุด’

คุณเหลียงเล่าถึงที่มาของการริเริ่มคิดสร้างบ้านหลังนี้ว่า “เมื่อสักสี่ห้าปีก่อน คุณพ่อผมป่วย ผมก็อยู่คอนโดมานาน เลยคิดว่าน่าจะมาอยู่รวมกัน จะได้ดูแลกันแบบทั่วถึง แชร์สิ่งอำนวยความสะดวก เรื่องคน รถ การดูแลความสะอาดพื้นฐาน แต่ที่ดินจริงๆ ก็ถือว่าค่อนข้างจะเล็ก 130 ตารางวา ในช่วงบ้านยังไม่ทันสร้างเสร็จดี ผมก็ได้ลูกสาวเพิ่มมาอีกคน กลายเป็นว่ามีคุณแม่ผมอยู่ พ่อตาแม่ยายผมอยู่ แล้วก็ลูกอีกสามคน เป็นบ้านที่คนอยู่เยอะ แล้วก็อยู่ในพล็อตที่เล็ก ผมก็พยายามที่จะทำให้บ้านหลังนี้มันอยู่สบายๆ คนในครอบครัวเห็นกันเองเยอะๆ เหมือนจุดที่เรามาอยู่ด้วยกันคือการได้เจอกัน ก็ให้คนรุ่นปู่ย่าตายายเจอกับรุ่นหลานๆ มันก็เปลี่ยนชีวิตไปพอสมควร มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ”

บ้านแสนอบอุ่นหลังนี้มีทั้งหมด 6 ห้อง ประกอบด้วยห้องนอนของคุณเหลียงและภรรยา ห้องนอนของคุณตาคุณยา ห้องนอนของคุณย่า และห้องนอนของลูก ๆ อีกสามคน ด้วยความที่พื้นที่ค่อนข้างมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับความต้องการ และจำนวนห้องที่ตั้งเป้าหมายไว้ คุณเหลียงจึงออกแบบให้ใช้พื้นที่ดินให้คุ้มค่ามากที่สุด เพื่อให้ครอบครัวได้เห็นได้เจอกัน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นส่วนตัว และให้ความรู้สึกปลอดภัยจากภายนอก

สร้างสมดุลให้กับความเป็นส่วนตัวและสายสัมพันธ์ของคนในบ้าน

แผนผังของบ้านได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเป็นรูปตัว “C” เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวสามารถมองเห็นกันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ปิดล้อมบ้านไว้อย่างเป็นส่วนตัว เพื่อปกป้องสายตาจากผู้คนภายนอก และปกป้องจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต อย่างคอนโดหรืออาคารสร้างใหม่ ซึ่งจากผังรูปตัว C ยังก่อให้เกิดพื้นที่สวนตรงกลางบ้านที่ครอบครัวสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน และเติมบรรยากาศอันอบอุ่นร่มเย็นไว้ได้อย่างลงตัวอีกด้วย

“บ้านก็เป็น Courtyard ตัว C ง่ายๆ หัน Courtyard ไปทางทิศตะวันตก ช่วงครึ่งเช้าก็จะร่ม วงบ่ายตึกเนี่ยที่เป็นอพาร์ทเม้นต์ของเราเองมันก็บัง ตรงนี้ก็เลยจะอยู่ในสภาวะสบายๆ อยู่ได้ทั้งวัน เราพยายามจะเป็นบ้านที่มองเห็นกันเองเยอะๆ แต่อพาร์ทเม้นต์ไม่เห็นเรา ก็เลยใช้เสาโครงสร้างของบ้านที่เป็นครีบ เป็นตั้งๆ มันทำให้มองเข้ามา ไม่ได้เห็นบริเวณห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นเท่าไหร่ แต่เรามองกันเองฝั่งห้องนั่งเล่นกับห้องนอนเห็นกันพอสมควร”

เนื่องจากบริเวณที่ดินแปลงนี้ของบ้าน มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีถนนผ่านหน้าที่ดิน ทางด้านทิศเหนือ ด้านทิศตะวันออกกับทิศใต้ติดกับบ้านข้างเคียง ส่วนทิศตะวันตกนั้นอยู่ติดกับอาคารพักอาศัยสูง 5 ชั้นที่คุณเหลียงเป็นผู้ออกแบบเองเมื่อ 15 ปีก่อน ทั้งสี่ด้านนี้มีเพียงฝั่งตะวันตกเท่านั้นที่พอจะควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เพราะเป็นของตัวเอง ส่วนอีกสามด้านที่เหลือนั้นไม่สามารถควบคุมได้ เพราะในวันข้างหน้าอาจจะมีการสร้างอาคารใหญ่ หรืออาคารที่ติดกับพื้นที่ของบ้านก็เป็นได้

นอกจากจะพยายามวางบ้านให้ชิดเขตที่ดินมากที่สุด แล้วเปิดด้านทิศตะวันตกเป็นลานโล่งเข้าหาอาคารพักอาศัย 5 ชั้น ซึ่งในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่บังแสงอาทิตย์และไอร้อนจากทิศตะวันตกเข้าหาตัวบ้านไปด้วย ยังจัดห้องหรือพื้นที่ใช้งานหลักของบ้าน ให้อยู่ในปีกทิศใต้กับทิศเหนือ เพื่อให้หลบแดดและเปิดรับลม ส่วนผนังด้านที่อยู่ติดกับภายนอกอย่างทิศเหนือและทิศใต้ถูกจัดให้มีหน้าต่างทรงผอมยาว ดันบึกเข้ามาในผนังบ้านและใช้พื้นที่ใต้หน้าต่างเป็นตู้เสื้อผ้า ซึ่งวิธีนี้จะทำให้บังแดดได้ดีได้ รับลมได้ สามารถเช็ดกระจกได้ง่าย และใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า

คุณเหลียงยังเล่าเสริมอีกว่า  “เราเป็นบ้านที่ดูปิดทึบจากภายนอก แต่เปิดโล่งเข้าหาลานกลางบ้านภายใน ที่มีรายละเอียดของผนังครีบแนวตั้งเพื่อบังแดด และบังไม่ให้อาคารพักอาศัยสูงห้าชั้นมองเข้ามาเห็นในตัวบ้าน แต่เราสามารถเห็นกันเองได้”

แปลนบ้านชั้นที่ 1
แปลนบ้านชั้นที่ 2

ฟังก์ชันที่คิดมาอย่างถี่ถ้วนเพื่อคนในครอบครัว

ขณะที่บริเวณมุมด้านในของบ้าน ถูกจัดวางให้เป็นพื้นที่โถงบันไดเวียนทรงกลม มีสัดส่วนชานพัก มีขั้นบันไดให้เดินสบายพอสมควร และใช้พื้นที่รอบรูปทรงกลมนี้ เป็นชั้นหนังสือสูงใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ทุกคนต้องเดินผ่านทุกวัน ซึ่งเป็นโอกาสที่จะได้เห็นหนังสือที่ดีมีคุณค่า และให้ความสนใจหลังคาของโถงนี้ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีช่องแสงเป็นวงแหวนล้อมรอบ นำแสงธรรมชาติ ไล้ผิวผนัง ต่อเนื่องลงมาที่ชั้นหนังสือ ทำให้สามารถใช้พื้นที่นี้ตอนกลางวันได้ด้วยแสงธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับการให้แสงของห้องทุกห้อง ที่ชั้นสองของบ้านหลังนี้

“เราต้องการบ้านที่สงบสบาย และดูแลรักษาง่ายองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจึงเรียบง่าย มีเส้นตั้งที่ไม่เกาะคราบ น้ำคราบฝุ่น มากกว่าเส้นนอน จะได้ไม่จับคราบน้ำ น้ำลงมาก็ถ่ายลงมาข้างล่างไม่เป็นคราบ อะไรที่มันใกล้มือใกล้ตาก็เป็นอิฐ หรือวัสดุกับพื้นส่วนใหญ่ที่อยู่ข้างล่างก็เป็นหินล้าง หินขัด กระเบื้องดินเผา มันเป็นวัสดุที่ผมรู้สึกว่าถ้าเห็นไปรอยแตกบ้าง มันก็สวยไปตามวัสดุธรรมชาติของมัน มองมันเหมือนเป็นกางเกงยีนส์ที่เห็นรอยใช้แล้วสวยขึ้นเป็นเรื่องให้จำว่าบ้านหลังนี้มีการใช้งาน”

เพื่อเป็นบ้านที่มีความสงบมีสมาธิและให้พลังชีวิตกับทุกคน แต่ละห้องจัดวางพื้นที่และออกแบบให้เปิดรับลมและแสงธรรมชาติ กันฝนกันแดดได้ดี ในส่วนของโทนสีก็เลือกใช้สีเรียบง่าย ดูสบายตา ใช้วัสดุที่ทนกับดินฟ้าอากาศอย่างอิฐโบราณกับบริเวณที่ใกล้มือไกลตาของบ้าน เช่น รั้ว โรงรถ และลานกลางบ้าน ที่มีลักษณะการเรียงตัวแตกต่างกันไปตั้งแต่ผนังทึบ หรือการสร้างพื้นผิวและมิติที่สวยงามบนผนังอิฐด้วยการเรียงตัวให้มีช่องลมระบายอากาศได้จนถึงเรียงตัวกันเป็นสัญลักษณ์ตัวอักษร ภ ที่หน้าบ้านให้เป็นสัญลักษณ์เป็นคุณค่าความหมายกับบ้านไปตลอด

เหลียง-ศัลยเวทย์ ประเสริฐวิทยาการ เจ้าของบ้านและสถาปนิกผู้ออกแบบจาก Atelier of Architects

บ้านที่เป็นมากกว่างานออกแบบบ้าน แต่ยังออกแบบชีวิตไปด้วยกัน

บ้านหลังนี้ถูกคิด ถูกออกแบบมาจากโจทย์ที่เราตั้งไว้ เราต้องการดูแล ต้องการที่จะเห็นสมาชิกในครอบครัว ถ้ามองในแง่นี้ก็ตอบโจทย์ทุกประการ ทำให้ชีวิตมันนิ่งขึ้น มีพลัง ทุกคนก็ดูมีความสุขมากขึ้นมาก

“เรื่องหนึ่งที่ผมพยายามทำคือการเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นเรื่องส่วนตัวของสมาชิกครอบครัวมาใส่ในงาน จากหน้ารั้วบ้านที่เห็นเป็นรูปเรียงเป็นตัวอักษร ภ สำเภา จริงๆ ก็คือชื่อลูกสามคนที่ใช้ตัว ภ เป็นตัวสะกดนำ บางจุดในโถง ผมก็จะมีหมุดอยู่กลางโถงบันได ก็จะมีบันทึกว่า เริ่มสร้างบ้านหลังนี้ที่วันเกิดพ่อผม แล้วก็เข้าอยู่แล้วเสร็จที่วันเกิดแม่ มันก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราจำได้ตลอด แล้วในหมุดนี้ผมก็พยายามเอารูปร่างมือของลูกๆ กับผมและภรรยาสลักเป็นลายไว้ด้วย”

บ้าน ภ ไม่เพียงแต่จัดการพื้นที่เล็กๆ ให้ใช้งานได้ดี เกิดพื้นที่ใช้สอยได้อย่างคุ้มค่า และเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวมากที่สุด แต่ยังบรรจุความทรงจำ และความหมายของบ้านที่มีคุณค่าของครอบครัวไว้อย่างครบถ้วน

Owner & Architect: ศัลยเวทย์ ประเสริฐวิทยาการ จาก Atelier of Architects
Photographer: จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์

Writer
Saovapak Ayasanond

Saovapak Ayasanond

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารบันเทิงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะผันตัวมาเป็นนักเล่าเรื่องสายบ้านและสถาปัตยกรรม จนกระทั่งพบว่าการออกแบบเต็มไปด้วยคุณค่าและเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

Maid House (Vibhavadi 41) บ้านหลังเล็กที่ยกระดับชีวิต Maid ให้ดีขึ้น

Maid House (Vibhavadi 41)
บ้านหลังเล็กที่ช่วยยกระดับชีวิต Maid ให้ดีขึ้น

‘เมื่อเจ้าของอยากปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของตนเอง และอยากให้ Maid มีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกัน’ นี่คือโจทย์ตั้งต้นของ Maid House 

ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะเห็น บ้านพัก Maid หรือพื้นที่อยู่อาศัยของแม่บ้านมักจะเป็นห้องเล็กๆ ที่หลบซ่อนอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ แต่ภาพจำเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ Vibhavadi 41 House เพราะนอกจากจะตั้งใจออกแบบบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกครอบครัวทั้ง 8 คนแล้ว ทางเจ้าของยังมีความต้องการสร้างบ้านสำหรับแม่บ้าน พ่อบ้านและพี่คนสวนหลังใหม่แยกออกมาจากบ้านหลังใหญ่โดยเฉพาะ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของบุคคลที่ส่งผลโดยตรงกับบ้าน นั้นดีขึ้น เสมือนได้อยู่บ้านของตัวเองมากกว่าเพียงการอาศัยภายในห้องเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น

ก่อนหน้านี้บ้านหลังเดิมของเจ้าของบ้านตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ในย่านที่มีแต่ความวุ่นวายและแออัดจากเสียงที่รบกวนตลอดเวลา บ้านหลังใหม่ ณ Vibhavadi 41 House แห่งนี้จึงเน้นให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวของต้นไม้ แสงแดดและลมธรรมชาติให้นานยิ่งขึ้น

และไม่ลืมที่จะปรับเปลี่ยนส่วนของแม่บ้านขึ้นใหม่ กลายเป็น Maid House ที่แยกออกจากบ้านหลักอย่างชัดเจนเพื่อให้พ่อบ้าน แม่บ้าน รวมถึงคนสวนที่จะเข้ามาทำงานภายในบ้านหลังนี้สามารถสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติได้เช่นเดียวกันกับเจ้าของ เมื่อได้โจทย์ดังนั้นแล้ว ไม่รอช้า ทางเจ้าของก็มอบหมายให้ทีมสถาปนิกจาก PVWB Studio เข้ามารับหน้าที่ปรุงแต่งสเปซและเรื่องราวของบ้านทั้งสองหลังให้ตรงกับความต้องการ

ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว

หากจะเล่า Maid House ให้เข้าใจและเห็นภาพ คงต้องเล่าบ้านหลังใหญ่ Vibhavadi 41 House ไปพร้อมกัน
บ้านหลังใหญ่ที่เป็นที่อยู่อาศัยหลักของทางเจ้าของ มีรูปฟอร์มที่เกิดขึ้นจากลักษณะของไซต์ที่ดิน ซึ่งมีด้านหน้าแคบแต่มีเนื้อที่ด้านหลังในลักษณะยาว ทำให้ในการวางผัง สถาปนิกจำเป็นต้องวางฟังก์ชันในส่วนการอยู่อาศัยบนที่ดินในลักษณะยาว โดยให้ฟังก์ชันหลักต่างๆ ของบ้านกระจายตัวอยู่ห่างจากกัน ที่ว่างระหว่างอาคารที่กระจายตัวกันนั้นจึงกลายเป็นคอร์ดยาร์ดต้นไม้ใหญ่ และบ่อน้ำ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเพื่อให้เจ้าของมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติได้มากกว่าบ้านหลังเดิมที่ฟังก์ชันทุกอย่างกระจุกตัวกันแน่นจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ

(บ้านผู้อยู่อาศัยหลัก)

เมื่อพ้นจากทางเข้าซึ่งเป็นส่วนแคบของที่ดิน ภายในจะเปิดโล่งและสร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยต้นไม้ใหญ่ ระหว่างกลุ่มก้อนของอาคารยังเชื่อมเข้าหากันด้วยคอร์ริดอร์ทางเดินยาวที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้เดินชมสวน ธรรมชาติรอบตัวได้อย่างเนิบๆ ในยามที่กลับมาจากการทำงานเหนื่อยๆ

เพื่อให้ภาพรวมของสถาปัตยกรรมดูเป็นกลุ่มก้อนและเรื่องราวเดียวกัน สถาปนิกตั้งใจออกแบบ Maid House ให้มีภาษาทางสถาปัตยกรรมที่มองเห็นแล้วรู้สึกได้ว่าบ้านสองหลังนี้เชื่อมโยงถึงกัน แมสของบ้านเมดจึงกลายเป็นอาคารอีกกลุ่มหนึ่งที่วางชิดตัวไซต์ และมีวิธีเชื่อมระหว่างแมสอาคาร ด้วยการใช้คอร์ริดอร์และสวนเช่นเดียวกับกลุ่มอาคารอื่นๆ ของบ้าน โดยครึ่งหนึ่งของคอร์ดยาร์ดนี้จะถูกแบ่งให้เป็นที่จอดรถ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นสวนผักรับประทานได้ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบ้านเมดและบ้านของผู้อยู่อาศัยหลัก

(ภาพแสดงผังบริเวณของพื้นที่ทั้งหมด)
(ภาพแสดงแปลนบ้านหลักชั้น 1 โดยมี Maid House อยู่ติดกับที่ดินด้านขวามือ)
(ภาพแสดงแปลนบ้านหลักชั้น 2 โดยมี Maid House อยู่ติดกับที่ดินด้านขวามือ)

เมื่อบ้านต้องการออกแบบเพื่อเปิดรับความเป็นธรรมชาติ บางส่วนของผนังออกแบบให้มีช่องลมที่ช่วยระบายอากาศให้กับพื้นที่คอร์ดด้านใน ซึ่งสำหรับบ้านใหญ่ วัสดุทั่วไปจะเป็นการใช้อิฐสีเทาเข้มแทรกด้วยช่องลมเหล็ก ซึ่งเมื่อถึงคิวของ Maid House ที่ต้องแสดงรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน สถาปนิกจึงเลือกใช้บล็อกลมเข้ามาดีไซน์เพื่อให้อาคารบ้านเมดสามารถเปิดรับลมธรรมชาติ โปร่งโล่ง และอยู่สบายได้อย่างไม่ปิดทึบ

(ช่องลมเหล็กช่วยระบายลมให้กับบ้านหลัก)
(บล็อกลมช่วยระบายลมให้กับ Maid House)

ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

“เราอยากทำให้ Maid house หลังนี้รวดเร็ว ง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนเท่าบ้านหลังใหญ่ แต่ยังมีความเชื่อมโยงด้วยภาษาอะไรบางอย่างที่เข้ากันได้ดี” ด้วยความต้องการอะไรที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานรวมถึงง่ายต่อการดูแลรักษา ฟังก์ชันของ Maid House จึงตรงไปตรงมา โดยเป็นอาคารสองชั้นที่แบ่งการใช้งานระหว่างชั้นบนและล่างอย่างชัดเจน

โดยชั้นล่างจะเป็นส่วนเซอร์วิสของบ้านหลังใหญ่ มีถังเก็บน้ำ ปั๊มน้ำ ส่วนซักรีดทั้งหมด รวมถึงห้องเก็บของขนาดใหญ่ ส่วนอีกด้านหนึ่งของชั้นล่างจะถูกออกแบบไว้ให้เป้นพื้นที่กึ่งอเนกประสงค์ที่เหล่าแม่บ้านสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ อย่างเช่น ครัวไทย พื้นที่รับประทานอาหาร ซึ่งบริเวณนี้จะมีลักษณะเป็นใต้ถุนบ้านที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศต่างจังหวัด มีลมพัด ไหลผ่านเกือบตลอดเวลา ทำให้แม่บ้านสามารถมานั่งพักผ่อน พูดคุย หรือปูเสื่อทำอาหารและรับประทานอาหารหลังเลิกงานได้อย่างเป็นตัวเอง

ชั้นบนของอาคารเป็นฟังก์ชันของห้องนอนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นห้องนอนใหญ่ 2 ห้อง และห้องนอนเล็กอีก 3 ห้อง เผื่อสำหรับเมดที่อยู่อาศัยเป็นครอบครัว หรือเมดที่อยู่คนเดียว ส่วนห้องน้ำสถาปนิกดีไซน์ให้เป็นห้องน้ำรวม แต่แยกชาย หญิง โดยชั้นล่างจะเป็นพื้นที่ของห้องน้ำชาย ส่วนชั้นบนเป็นห้องน้ำหญิง  

(แปลน Maid House ชั้น 1)
(แปลน Maid House ชั้น 2)

ผนังบล็อกลมและคอร์ริดอร์ยังถูกออกแบบมาเพื่อบดบังมุมมองระหว่างบ้านใหญ่และ Maid House ให้มีความเป็นส่วนตัวระหว่างกัน ส่วนพิเศษของบล็อกลม คือ การเลือกใช้บล็อกลมที่มีการปาดรูเฉียงมาจัดเรียงแพทเทิร์นไปมา ทำให้เมื่อแสงตกกระทบ จะเกิดเงาที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ซึ่งผนังสีขาวถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความง่าย และยังทำหน้าที่ราวกับผืนผ้าใบที่รอให้แสงระหว่างวันตกกระทบ เกิดเป็นลวดลายที่สวยงามและชัดเจนบนผืนผนังเปล่า ทั้งในยามกลางวันที่มีแสงแดดจากพระอาทิตย์ และยามกลางคืนที่มีเงาจากการใช้งานพื้นที่ภายใน

อะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้บ้านหลังนี้แตกต่าง?
แน่นอนว่าสเปซที่ชักชวนผู้อยู่อาศัยให้ดื่มด่ำธรรมชาติคือคำตอบ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมจากนั้นคือเรื่องราวและวิถีชีวิตของกลุ่มแม่บ้าน พ่อบ้าน หรือพี่คนสวนที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง ยกระดับความเป็นอยู่จากห้องทึบตันเล็กๆ ภายในบ้าน สู่อาคารหลังใหม่ที่เปิดทักทายลม แสง และสีเขียวจากธรรมชาติ เพื่อให้ที่อยู่อาศัยสมกับคำว่า ‘บ้าน’ ได้อย่างแท้จริง

Location : วิภาวดี 41 ดอนเมือง กรุงเทพฯ
Gross Built Area:
272 ตารางเมตร
Owner :
เดโช สว่างรุ่งเรืองกิจ และดวงดาว  รัตนวงศ์ชัย
Architect & Interior :
วิชญ์วัส บุญประสงค์ PVWB studio
Contractor :
เดโช สว่างรุ่งเรืองกิจ
Photographer:
จิรายุ รัตนวงษ์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

A House Is Not (just) a Home 6 บ้าน ที่มีฟังก์ชันมากกว่าบ้าน

A House Is Not (just) a Home
6 บ้าน ที่มีฟังก์ชันมากกว่าบ้าน

เอกลักษณ์หนึ่งของตึกรามบ้านช่องในประเทศไทย คือ ตึกแถว หรืออาคารพาณิชย์ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เรียงรายอยู่ทุกหัวมุมถนน กลายเป็นสเปซที่ใครหลายคนคุ้นเคย ชั้นล่างเปิดทักทายผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยการขายของ หรือประกอบกิจการนานาชนิด ส่วนชั้นบนคือพื้นที่อยู่อาศัยที่ต้องจัดสรรปันส่วนกันให้พอดีจึงจะลงตัว

เพราะในบางครั้ง ‘บ้าน’ ก็ไม่ใช่เพียงพื้นที่อยู่อาศัย แต่ยังถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ทำงาน พื้นที่หาเงิน หรือฟังก์ชันเสริมอื่นๆ เพื่อให้ที่ดินที่มีอย่างจำกัด สามารถตอบสนองการใช้งานหรือไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยได้มากที่สุด วันนี้ Dsign Something จึงขอรวบรวม 6 ตัวอย่างของบ้านที่เป็นมากกว่าบ้าน บ้านที่นำฟังก์ชันเสริมอื่นๆ มาจับคู่และเรียงร้อยอยู่ภายใต้กรอบของการออกแบบสเปซและอาคารที่เรียกได้ว่า ลงตัวทั้งการใช้งานและการอยู่อาศัย

01 บ้านพริกแกง
บ้านและโรงงานพริกแกง

เมื่อโจทย์ของการออกแบบ คือ การแปลงโฉมบ้านไม้หลังเก่าในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเดิมเคยเป็นธุรกิจโรงงานทำพริกแกงของครอบครัวมากว่า 30 ปี ให้ดูทันสมัยรองรับการอยู่อาศัยและธุรกิจของคนรุ่นใหม่อีกเจนเนอเรชัน  ทีมสถาปนิกจาก BodinChapa Architects จึงเข้ามารับหน้าที่แปลงโฉม ปรับปรุงอาคารเก่าให้เข้ายุครวมถึงนำเรื่องราวอันร้อนแรงของพริกแกงและครก มาโขลกรวมกัน ก่อนจะเป็น บ้านพริกแกง ที่สะท้อน รูป รส กลิ่น เสียงของบริบทและวิถีชีวิตที่สนุกสนานภายในพื้นที่

อาคารไม้ 2 ชั้นที่ผุพังและนำมาใช้งานต่อได้ยาก และอาคารขนาดเล็กด้านข้างที่ถูกซื้อไว้เพิ่มเติมแต่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ทางเจ้าของเองตั้งใจที่จะขยายอาณาเขตพื้นที่ทำงานและพื้นที่อยู่อาศัยให้อยู่ภายในพื้นที่เดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริเวณด้านล่างของอาคารจึงเป็นส่วนโรงงานเล็กๆ ที่ใช้สำหรับทำพริกแกง มีพื้นที่ออฟฟิศรอให้เจนเนอเรชันต่อไปมารับช่วงต่ออยู่บริเวณด้านหลัง รวมถึงมีพื้นที่รองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เสริมด้วยฟังก์ชันที่รองรับการทำเป็นคาเฟ่ในอนาคต

ด้วยธุรกิจพริกแกงที่ยังคงต้องขายส่ง และไม่สามารถหยุดทำการผลิตได้ชั่วคราว ทีมสถาปนิกจึงต้องวางแผนการทำงานโดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 เฟส เฟสแรกเริ่มต้นด้วยพื้นที่โรงงานที่จัดวางให้อยู่ทางด้านซ้าย ต่อเนื่องด้วยพื้นที่ออฟฟิศและพื้นที่เก็บของ ส่วนเฟสที่สองจะเป็นอาคารทางด้านขวา รวมถึงพื้นที่ชั้นสองที่ถูกวางให้เป็นฟังก์ชันของการอยู่อาศัยทั้งหมด

การตีความหมายจากบริบทส่งผลให้สถาปัตยกรรมสะท้อนเรื่องราวของพื้นที่ได้อย่างไม่ต้องเกิดคำถาม อีกทั้งความไม่ตรงไปตรงมาของบ้านพริกแกงยังทำให้รูปลักษณ์อาคารออกมาร่วมสมัย กลายเป็นทั้งที่พักอาศัยและพื้นที่ทำงานของคนสองเจนเนอเรชันที่หาจุดร่วมกันตรงกลางได้อย่างลงตัว

Architect :
คุณบดินทร์ เมืองลือ และคุณพิชชาภา โล่ห์ทอง BodinChapa Architects
Photographer : วิศรุต เกกินะ
อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่ https://dsignsomething.com/2020/12/22/baan-priggang/

02 Bann 33 Apartment
เมื่อบ้านต้องอยู่ร่วมกับ Service Apartment

Bann 33 Apartment คือ บ้านที่นำฟังก์ชันของบ้านพักอาศัย และอพาร์ทเมนท์ของผู้เช่ามาอยู่รวมกัน  ‘Privacy’ หรือความเป็นส่วนตัวจึงเข้ามาเป็นโจทย์หลักที่ทำให้ทีมสถาปนิกจาก Stu/D/O Architects ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกๆ ในการออกแบบบ้านหลังนี้

เป้าหมายหลักๆ ของทางเจ้าของคือต้องการเน้นผู้เช่าเป็นชาวญี่ปุ่น ทำให้ผู้ออกแบบตีโจทย์ในส่วนของอพาร์ทเมนท์ให้มีขนาดค่อนข้างใหญ่สำหรับคนที่จะเข้ามาอยู่เป็นครอบครัว ประกอบกับในส่วนของบ้าน จะมีส่วนพื้นที่ที่มีผู้สูงอายุเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นโจทย์ของงานออกแบบจึงจำเป็นต้องมีบางส่วนของบ้านอยู่บริเวณชั้นล่างเพื่อสะดวกต่อการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และมีส่วนชั้นบนเพื่อแยกสัดส่วนของพื้นที่ในการอยู่อาศัยได้อย่างชัดเจน

สถาปนิกออกแบบโดยแยกทางเข้าระหว่างเจ้าของบ้านและผู้ที่เช่าอพาร์ทเมนท์ไว้อย่างชัดเจน โดยจะมีลิฟท์และบันไดหลักของทางผู้เช่าแยกไปต่างหาก เพื่อทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกถึงการใช้งานที่แบ่งสัดส่วนของพื้นที่อย่างชัดเจนระหว่างบ้านและอพาร์ทเมนท์

Architect : Stu/D/O Architects
Photographer : จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์
อ่านบทความเต็มๆได้ที่ http://bit.ly/2S4l6Qx

03 Baan Talia
บ้านกลางไร่ และครัวเปิด

Baan Talia รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์ภูเขาที่สามารถมองเห็นได้แบบพาโนรามา และกลับไปพูดคุยถึงสิ่งที่เบสิกที่สุดอย่าง แสงแดด สายลม เม็ดฝน และสีเขียวของธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในไร่พลิศา ไร่ออร์แกนิกพืชหมุนเวียนบนผืนที่ดินขนาดกว้างในอำเภอหัวหิน

ด้วยพื้นที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศของพืชไม้นานาพรรณที่ตนเองหลงใหล คุณตุ๋ย-อมรรัตน์ จันต๊ะ เจ้าของบ้าน จึงตั้งใจปลูกบ้านหลังหนึ่งเอาไว้กลางไร่ โดยมอบหมายให้ทีมสถาปนิกจาก Physicalist เข้ามารับหน้าที่ออกแบบ

สถาปนิกเล่าว่า “สิ่งสำคัญที่สุดของพื้นที่นี้ ซึ่งเราเห็นตรงกันกับเจ้าของ คือบรรยากาศ เราทำบ้านเพื่อให้อยู่ในบรรยากาศของไร่นี้แล้วมองเห็นวิวพาโนรามาโดยรอบตลอดเวลา อันนี้เป็นคีย์คอนเซ็ปต์ของมัน” ท่ามกลางที่ตั้งที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ การออกแบบบ้านหลังนี้กลับไปสู่โจทย์อันเรียบง่าย โดยมุ่งหวังให้สถาปัตยกรรมเป็นตัวรองที่ช่วยขับกล่อมให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่อย่างโดดเด่นเสียมากกว่า

สถาปนิกเลือกแบ่งฟังก์ชันออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยพื้นที่ส่วนตัวที่เจ้าของใช้งานทั้งหมดจะอยู่บริเวณชั้นสองเพื่อให้สัมผัสวิวทิวทัศน์ได้กว้างมากที่สุด ส่วนบริเวณชั้นล่างออกแบบเป็นส่วนเซอร์วิสและครัวส่วนกลางซึ่งเปิดให้มีกิจกรรมเวิร์คช็อปที่เปิดรับคนนอกให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ตามความตั้งใจของทางเจ้าของ

Architect : กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ , กนก นพวงศ์ และสิทธิโชค ชุ่มดี Physicalist Architects
Photographer :
ศุภกร ศรีสกุล และกึกก้อง ถิรธำรงเกียรติ
อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่ https://bit.ly/34SqIDl

04 One Roof House
บ้านและสตูดิโอถ่ายภาพที่อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน

บ้านบรรยากาศสบายๆ ในเมืองเชียงใหม่หลังนี้เป็นของ คุณเม่น-ดำรงศักดิ์ รอดเรือน ช่างภาพที่ไว้วางใจให้เพื่อนสนิทอย่าง คุณโน้ต- วรรัตน์ รัตนตรัยรวมทั้งทีมสถาปนิกจาก Mitr Architects มาออกแบบบ้านพักอาศัยและสตูดิโอให้เป็นจริง ภายใต้ความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่ถูกจัดเรียงในแบบที่แตกต่างจากเดิม

จากโจทย์ของเจ้าของบ้านผู้เป็นช่างภาพ ต้องการบ้านพักอาศัยพร้อมทั้งสตูดิโอถ่ายภาพ Doccupine ซึ่งต้องแยกการใช้งานฟังก์ชันทั้งสองออกจากกันอย่างชัดเจน ในการวางผังและรูปแบบของตัวบ้านนั้น สถาปนิกได้ออกแบบทุกฟังก์ชันให้อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน แต่ทว่าพื้นที่ภายในกลับมีการแบ่งการใช้งานเป็นสองส่วน โดยไม่มีทางเชื่อมต่อกันระหว่างสตูดิโอและบ้านพักอาศัยได้เลย เพื่อความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัย ในขณะที่มีคนมาเช่าสตูดิโอถ่ายภาพนั่นเอง

Architect: Mitr Architects
Photograph:
จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์
อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่ http://bit.ly/2svdFDN

05 Paper Series A
ความสุขขนาดกระทัดรัดของบ้าน ออฟฟิศ และร้านกาแฟ

การออกแบบที่อยู่อาศัยภายในพื้นที่จำกัด อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่เป็นอุปสรรคต่อความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่หลากหลาย แต่สำหรับ คุณสาริน นิลสนธิ สถาปนิกแห่ง D KWA DESIGN STUDIO กลับกลายเป็นความท้าทาย ซึ่งผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาเป็นบ้านขนาดกะทัดรัดที่ใส่หลากหลายฟังก์ชันลงไปอย่างเต็มพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือแม้แต่พื้นที่สวนเล็กๆ หลังบ้าน ภายใต้แนวคิด Compact Tropical ที่ช่วยสร้างบรรยากาศอันแสนร่มรื่นในการอยู่อาศัย

“ผมเริ่มออกแบบจากกระดาษ A4 แผ่นหนึ่ง แล้วเริ่มเขียนฟังก์ชันที่เราต้องการให้อยู่ภายในกระดาษ A4 นั้น” สถาปนิกเริ่มเล่าเรื่องราว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อบ้าน Paper Series A

พื้นที่ทั้งหมด แบ่งออกเป็น 3 โซน โซนด้านหน้าเป็นร้านอาหารที่กำลังวางแผนจะเปิดในอนาคต ด้านบนเป็นออฟฟิศสถาปนิก ถัดเข้ามาโซนกลางจะเป็น ส่วนของที่อยู่อาศัย ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ต่อเนื่องไปยังโซนหลังบ้านที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว อย่างห้องนอน โอบล้อมไปด้วยความเป็นธรรมชาติจากสวนเล็กๆ

นอกจากนั้นการออกแบบยังคำนึงถึงบริบทโดยรอบ ซึ่งเมื่อก้าวเท้าเข้าไปสู่พื้นที่ภายใน จะพบกับห้องนั่งเล่นที่สูงโปร่ง มีบานหน้าต่างกระจกทั้งด้านล่าง และด้านบน เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน ด้านทิศใต้ของบ้านถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมดเชื่อมต่อจากห้องนั่งเล่น รวมถึงมีบ่อปลา บ่อน้ำ และเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมภายในพื้นที่เอาไว้ทุกต้น เพื่อสร้างบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยความร่มรื่น
 
Owner & Architects:
สาริน นิลสนธิ D KWA DESIGN STUDIO
Photograph: จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์
อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่ http://bit.ly/2SQUG1f

06 StudioK
สตูดิโอ ที่พักอาศัย และแกลอรี่แสดงงานศิลปะส่วนตัว

หากลองสังเกตดูดีๆ ภายใต้ความร่มรื่นแห่งนี้ ยังคงมีภาพความแตกต่างของรูปแบบสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่ ทั้งสีสัน วัสดุ รวมถึงฟังก์ชันขั้วตรงข้าม ทั้งหมดที่เรากำลังกล่าวถึงนี้คือ “สตูดิโอเค” สตูดิโอผลิตผลงานศิลปะร่วมสมัยในเมืองเชียงใหม่ของคุณนาวิน ลาวัลย์ชัยกุลศิลปินรางวัลศิลปาธรผู้สร้างสรรค์ผลงานผ่านภาพวาดอันโด่งดัง ซึ่งนอกจากเป็นสตูดิโอแล้ว ยังเป็นที่พักอาศัย รวมถึงเป็นแกลอรี่แสดงงานศิลปะของเขาอีกด้วย

เดิมอาคารแห่งนี้เป็นอาคารคอนกรีตเปลือยรูปตัว L ซึ่งภายในวางผังให้เป็นพื้นที่รองรับการทำงานศิลปะของคุณนาวินและทีมงาน รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะไปด้วยในตัว ซึ่งในส่วนของพื้นที่ทำงานและพื้นที่จัดแสดงศิลปะนั้นอยู่ส่วนด้านซ้ายของอาคาร ออกแบบโดย ‘สำนักงานสถาปนิกแผลงฤทธิ์’ แต่ในส่วนที่พักอาศัยภายใต้อาคารหลังเดิมถูกเติมเต็มเข้ามาในภายหลัง เพื่อเป็นแกลอรี่อีกแห่งสำหรับรองรับงานศิลปะที่มีมากขึ้น ด้วยฝีมือการออกแบบของ ‘คุณสุเมธ กล้าหาญ จาก Materior Studio’

แม้ว่าวัสดุและโครงสร้างภายนอกที่เป็นคอนกรีตเปลือยจะสร้างความรู้สึกถึงความหนักแน่นในรูปแบบของอาคาร แต่พื้นที่ภายในกลับดูปลอดโปร่งไปด้วยการออกแบบช่องเปิดในห้องนั่งเล่นที่เชื่อมต่อไปยังสวนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แสงธรรมชาติและความร่มรื่นจากภายนอกจึงเป็นตัวเชื่อมบรรยากาศและฟังก์ชันทั้งหมดให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันได้อย่างกลมกลืน

Architect 1: บริษัทแผลงฤทธิ์ จํากัด
Architect 2:
สุเมธ กล้าหาญ Materior Studio
Photograph:
จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์
อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่ http://bit.ly/2U6i7ZU

และนี่ก็คือบ้านทั้ง 6 หลังที่เราหยิบยกมาเล่าให้ฟัง หากมองจากภายนอกบางหลังก็ดูผิวเผินแทบจะไม่รู้เลยว่า มีฟังก์ชันที่มากกว่าบ้านซ่อนอยู่ภายใน แต่บางหลังก็แสดงความชัดเจนในตนเองราวกับจะบอกให้รู้ว่า นี่คือบ้านที่เป็นมากกว่าบ้านธรรมดา ซึ่งแก่นสำคัญคงไม่ใช่รูปร่างหน้าตาของบ้านที่แสดงออกมาเท่านั้น แต่อาจหมายถึงพื้นที่ภายในที่รวบรวมการใช้งานของผู้อยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วน

สำหรับใครที่กำลังมองหา A House Is Not (just) a Home หรือมองหาไอเดียการดัดแปลงบ้านไปเป็นพื้นที่อื่นๆ  อย่างพื้นที่ทำงาน สตูดิโอ หรือพื้นที่ประกอบกิจการต่างๆ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ หรือเป็นไอเดียให้ได้ไม่มากก็น้อย

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Maneeya House แปลงโฉมบ้านขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ สู่นิยามใหม่ของคำว่า ‘พอดี’

Maneeya House
แปลงโฉมบ้านขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ สู่นิยามใหม่ของคำว่า ‘พอดี’

Maneeya House เป็นบ้านเดี่ยวขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ตั้งชื่อตามโครงการบ้านจัดสรรมณียาในย่านไทรม้า จังหวัดนนทบุรี ร่มไม้สีเขียวและการสัญจรที่ไม่พลุกพล่านทำให้บ้านหลังนี้เงียบสงบ รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ชวนให้น่าอยู่อาศัย จนกระทั่งเมื่อลูกๆ เริ่มเติบโต ก็ถึงเวลาที่ครอบครัวเอกอรัญพงศ์ เริ่มมองหาการขยับขยาย และรู้สึกว่าบ้านที่เคยไม่เล็ก ไม่ใหญ่หลังเดิมเริ่มจะแคบลงไปทุกวัน

คุณธนวัฒน์ เอกอรัญพงศ์ (เจ้าของบ้าน) จึงกลายเป็นนักสะสมที่ดินไปโดยปริยาย ที่ดินแปลงข้างบ้านเกิดการต่อเติมตัวบ้าน รวมถึงสร้างออฟฟิศเล็กๆ ไว้ที่มุมหนึ่ง เพื่อขยายเรื่องราวของการอยู่อาศัยให้กว้างขวาง ตอบรับการใช้งานมากขึ้น เมื่อขยายพื้นที่จนครบแปลงที่ดิน ก็ถึงเวลาวนกลับมาที่บ้านเก่าหลังแรก จนเกิดเป็นโจทย์ของการรีโนเวทที่ได้สถาปนิกอย่างคุณ คุณเบนซ์ – ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ จาก I like design studio มารับหน้าที่แปลงโฉม

ขยายขนาดแต่ฟังก์ชันไม่เปลี่ยนแปลง

ผู้อยู่อาศัยหลักของบ้าน Maneeya House มีทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย คุณพ่อ คุณแม่และลูกอีก 2 คน ด้วยความที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับธุรกิจการเงิน ทำให้คุณวัฒน์กลายเป็นคนเนี้ยบและใส่ใจในรายละเอียดสูง “ปกติเวลาเราได้โจทย์ปรับปรุงบ้าน คือบ้านเดิมต้องโทรมแล้ว เหมือนเรารื้อทิ้งได้โดยไม่ต้องเสียดายของเดิมมากนัก แต่บ้านหลังนี้ไม่ใช่ ด้วยนิสัยของพี่เขา เขายังคงดูแลบ้านจัดสรรหลังนี้ได้ดีมาก ถึงภายนอกจะเก่าไปบ้างตามอายุการใช้งาน แต่ส่วนไหนที่เสียหรือพังเขาเปลี่ยนใหม่หมด ทำให้ภาพรวมบ้านหลังนี้ยังดูใหม่อยู่ตลอด” สถาปนิกเล่า

โจทย์ของการแปลงโฉมในครั้งนี้ ทางเจ้าของอยากให้บ้านหลังแรกขยายขนาดใหญ่กว่าเดิมเกือบอีกเท่าหนึ่ง โดยที่ฟังก์ชันภายในไม่เปลี่ยนแปลง หมายความว่า มีจำนวนห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือฟังก์ชันอื่นๆ เท่าเดิม รวมถึงอยากได้สเปซโล่งๆ ที่ทลายข้อจำกัดของบ้านจัดสรร ซึ่งมักจะมีผนังกั้นเป็นสัดส่วนมากเกินไป จนทำให้บ้านดูแคบและแน่นไปเสียหมด  “โจทย์ของเรา ถ้าพูดกันขำๆ มันจะคล้ายการแกะห่อของขวัญ แกะมาจะเจอบ้านทั้งหลังที่เหมือนเราสร้างใหม่ โดยที่คนไม่รู้ว่าด้านในเราเอาบ้านจัดสรรเดิมมาใช้ประโยชน์ด้วย”

บ้านหลังนี้ถูกเปลี่ยนโฉมพื้นที่ภายในไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการจัดสรรฟังก์ชันใหม่ทั้งหมด แต่สิ่งที่ขัดแย้งคือในการเปลี่ยนใหม่ ก็ยังจำเป็นต้องเก็บโครงสร้างเสา คาน และพื้นเดิมเอาไว้ เนื่องจากยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์และน่าเสียดายหากจะทุบทำลายทิ้ง

ส่วนที่ยากในการรีโนเวทครั้งนี้ คือ ตำแหน่งของห้องน้ำ เสาเดิมของบ้านจัดสรรที่มีสแปนค่อนข้างเล็ก ทำให้บ้านโล่งๆ สเปซใหญ่ๆ ที่ทางเจ้าของตั้งใจไว้ กลายเป็นเรื่องที่ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ “เราต้องวางฟังก์ชันยังไงก็ได้ ให้หลบตำแหน่งเสา ให้เสามันไปแแอบอยู่ในผนังให้ได้” นี่จึงเป็นโจทย์ที่สอง ที่สถาปนิกต้องแก้ไขเพื่อให้บ้านตรงตามใจของผู้อยู่อาศัยมากที่สุด

พื้นที่สีเขียว โอเอซิสกลางบ้าน

นอกจากจะเป็นคนละเอียดแล้ว คุณวัฒน์ยังมีลักษณะนิสัยที่ชื่นชอบต้นไม้ พื้นที่สีเขียว ชอบความเป็นธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ในการวางผัง พื้นที่ทั้งหมดถูกห้อมล้อมด้วยสวนที่อยู่บริเวณกลางบ้าน กลายเป็นวิวของทุกฟังก์ชันที่สำคัญ เริ่มต้นตั้งแต่บริเวณทางเข้าบ้านและลานจอดรถ มีการเว้นพื้นที่บางส่วนเอาไว้เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นสวนที่อยู่ตรงกลางได้เต็มที่ แทรกด้วยทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมเรื่องราวสู่บ้านหลังที่สองได้อย่างลงตัว  

เมื่อเข้าสู่ตัวบ้าน ด้านซ้ายจะเป็นพื้นที่ของห้องนอนแขก หรือห้องนอนผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งมีช่องแสงที่เปิดให้แสงธรรมชาติและร่มเงาของสวนหน้าบ้านเข้ามาทักทาย ช่วยให้พื้นที่ห้องไม่ดูแคบและอึดอัดจนเกินไป แต่ในปัจจุบันห้องที่ว่านี้ยังคงเป็นพื้นที่เล่นและทำกิจกรรมของลูกๆ

ถัดเข้ามาภายในจะเป็นบริเวณของห้องนั่งเล่น ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องครัว ที่ออกแบบส่วนกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันกลิ่นรบกวน ใกล้เคียงบริเวณนั้นเป็นโต๊ะรับประทานอาหารตัวยาวที่ทางเจ้าของมักจะนำแล็ปท็อปมานั่งทำงาน นั่งเล่น เพื่อกินลมชมธรรมชาติจากพื้นที่สีเขียวด้านหลังที่เคยซื้อที่ดินเพิ่มเอาไว้

ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องรับประทานอาหาร ทั้ง 3 สเปซออกแบบให้เชื่อมต่อกับลานที่อยู่บริเวณหน้าบ้านหลังที่ 2 พอดิบพอดี หากเป็นวันที่มีแขกเรื่อมาเยี่ยมบ้าน คุณวัฒน์จะเปิดพื้นที่ทั้งหมด เพื่อใช้สำหรับสังสรรค์ หรือสามารถออกมานั่งรับลมกลางลานในวันพักผ่อน ซึ่งเปิดให้ลมไหลถ่ายเทไปสู่ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ในขณะที่ยังมองเห็นสวนหน้าบ้านไปพร้อมๆ กัน

บริเวณชั้นสอง แบ่งเป็นสามห้องนอนเช่นเดิม เพียงแต่ขยายขนาดให้ใหญ่มากขึ้น รวมถึงแก้ปัญหาจากบ้านจัดสรรเดิมที่ปกติต้องแชร์ห้องน้ำร่วมกัน ห้องน้ำเดิมในบ้านจัดสรรจึงถูกจัดไว้เป็นของห้องนอนห้องหนึ่ง ส่วนห้องน้ำอีกห้องที่ทำขึ้นใหม่จะอยู่ในส่วนต่อเติม ทำให้ห้องนอนของลูกๆ จะมีห้องน้ำในตัว เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการอยู่อาศัยในอนาคต

ห้องนอนมาสเตอร์อยู่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้วิวที่ดีที่สุด เพราะสามารถมองเห็นสวนที่อยู่หน้าบ้านได้ตรงองศาพอดี สถาปนิกจึงออกแบบให้เป็นห้องกระจกล้อมในพื้นที่ส่วนนอนทั้งหมด ราวกับกรอบรูปธรรมชาติที่ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นความพลิ้วไหวของเรือนยอดไม้ได้ตลอดเวลา แต่ด้วยความที่หน้าบ้านดันเป็นลมทิศตะวันตก และกระจกก็ยังคงเป็นที่ต้องการ ระแนงไม้จึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ปัญหา ช่วยกรองแสง และกันความร้อนได้ระดับหนึ่ง

“จะบอกว่าบ้านหลังนี้ เป็นบ้านหลังแรกตั้งแต่ทำงานมาที่เราไม่ได้ไปดูไซต์เลย ทางเจ้าของเขาเป็นคนดูเองทั้งหมด คุยกับช่างเอง ดีลทุกอย่างเอง ซึ่งมันน่าแปลกตรงที่ พอเราไปดูตอนบ้านเสร็จ มันเหมือนแบบที่เราทำเป๊ะเลย ซึ่งพี่เจ้าของเขาเล่าด้วยความภูมิใจว่า อันนี้พี่แก้ปัญหาแบบนี้ อันนี้พี่ทำแบบนี้ เขาเป็นคนละเอียดถึงขั้นว่าเขาดูทุกอย่างด้วยตัวเขาเอง เขาใส่ใจ ภูมิใจ เรามองเห็นเขามีความสุขกับบ้านหลังนี้มาก จนมันทำให้เราอิ่มเอมไปด้วย”

“ผมเคยออกแบบบ้านหลังหนึ่ง ทางเจ้าของเขาพูดขึ้นมาว่า นี่คุณกำลังออกแบบบ้านให้ผมอยู่ หรือออกแบบบ้านให้ตัวคุณเองอยู่ เราจุกเลย หลังจากนั้นมา เราเลยทำความเข้าใจกับสิ่งนี้ค่อนข้างเยอะ นั่งคิดวิเคราะห์ว่าจริงๆ เราทำอาชีพสถาปนิกในฐานะอะไร ทำในฐานะ ศิลปินที่จะฝากลายเซ็นของตัวเอง หรือเรากำลังจะไปเอาความต้องการของเขามาคลี่คลายในสิ่งที่มันควรเป็น เราควรจะดึงความฝันของเขาออกมาแล้วเอามาเรียบเรียงใหม่ ให้คำแนะนำ มันจะทำให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเขา เขามีส่วนร่วมในบ้าน เขาจะภูมิใจในบ้าน และเขาจะรู้สึกว่านี่คือบ้านที่เขาตามหามาตลอด” คุณเบนซ์ สถาปนิกกล่าว

จากบ้านจัดสรรหลังเดิมที่ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ แต่มีสเปซคับแคบ ไม่น่าอยู่อาศัย ณ ตอนนี้ถูกเปลี่ยนโฉมขยายออก ทุกอย่างดูสบายขึ้นและเป็นจุดกึ่งกลางที่เรียกได้ว่า สุดจะพอดิบพอดีสำหรับสมาชิกครอบครัวอบอุ่นทั้ง 4 คน การออกแบบพื้นที่ภายในและภายนอก ไม่น้อยจนมินิมอล แต่ก็ไม่เยอะจนแน่นตา Maneeya House จึงเป็นตัวแทนของความเรียบง่ายแบบถ่อมตัว ความพอดีส่งผ่านความสุขของผู้อยู่อาศัยที่เรามองเห็นได้ภายในบ้านหลังนี้

Location : ตำบลไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
Gross Built Area: 355 ตารางเมตร
Owner : ธนวัฒน์  เอกอรัญพงศ์
Architects : ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ และ ศิรประภา ประสมพันธ์จาก I like design studio
Interior Architect : ปนันดา โสพันธ์
Engineering: Kor-It Structural Design and Construction Co.,Ltd
Photographer: ศุภกร ศรีสกุล

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Inside-Out House บ้านทึบนอกโปร่งใน ที่รวมนิยามความสุขของสมาชิกครอบครัว

Inside-Out House
บ้านทึบนอกโปร่งใน ที่รวมนิยามความสุขของสมาชิกครอบครัว

คนส่วนมากมักใช้เวลาของวันไปกับชั่วโมงทำงาน ความเหนื่อยล้าจากงานที่เราเจอในแต่ละวัน ความวุ่นวายท่ามกลางเมืองใหญ่ที่ทำให้กายและใจอ่อนล้าลงไปทุกวัน ‘บ้าน’ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในแง่มุมเหล่านี้ และกลายเป็นเซฟโซนที่เราเอนกายลงพักผ่อน ปรับอารมณ์ให้พร้อม ก่อนจะกลับสู่รูทีนในเช้าวันใหม่

“บ้านควรจะเป็นที่ที่กลับมาแล้วมีความสุข ซึ่งความสุขของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ในฐานะสถาปนิกเราต้องเรียบเรียงเรื่องราวชีวิตกับวิชาที่เรามี ให้มันกลายเป็นบ้านที่เหมาะกับผู้อยู่อาศัย ให้ชีวิตเขาดีขึ้นและที่สำคัญ ต้องอยู่สบาย” นี่คือนิยามคำว่าบ้านของคุณแจ๊ค-ดนัย สุราสา สถาปนิกแห่ง Studio Krubka Co.,Ltd. ก่อนจะส่งต่อ สู่เรื่องราวของ Inside-Out House บ้านทึบนอกโปร่งใน ที่รวมนิยามความสุขของสมาชิกครอบครัวทั้ง 3 เอาไว้ภายในได้อย่างอบอุ่น

โยกย้ายสู่บ้านหลังสุดท้าย ‘Inside-Out House’

ด้วยความที่ทำงานในวงการธุรกิจภาพยนตร์ และวนเวียนอยู่ในงานสายอาร์ตเป็นทุนเดิม คุณสมบูรณ์ พิรพยะภักดีกุล (เจ้าของบ้าน) จึงซึมซับและชื่นชอบในงานออกแบบ งานดีไซน์อาคาร ซึ่งตลอดช่วงเวลาของการอยู่อาศัยที่ผ่านมา ครอบครัวของคุณสมบูรณ์มักจะซื้อบ้านโครงการ มาปรับปรุงและตกแต่งด้วยตนเองจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ทำให้มีผู้สนใจซื้อบ้านต่อในราคางาม เรื่องราวดำเนินในลักษณะนี้หลายต่อหลายครั้ง ทำให้คุณสมบูรณ์และครอบครัวมักจะต้องมีการย้ายที่อยู่อาศัยกันอยู่เรื่อยมา

คุณแจ๊คเองรู้จักกับคุณสมบูรณ์มานานนับ 10 ปีผ่านการออกแบบอาคารให้ แต่หลายหลังก็ยังไม่มีโอกาสได้สร้างจริง เมื่อคุณสมบูรณ์ได้ที่ดินย่านลาดพร้าวที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของครอบครัว ทั้งทำเลที่ใกล้กลุ่มเพื่อนฝูงและที่ทำงาน จึงตัดสินใจลงหลักปักฐานเป็นบ้านหลังสุดท้าย โดยชักชวนคุณแจ๊ค สถาปนิกมาเป็นผู้ออกแบบ

ซึ่งถึงแม้ความต้องการแรก ทางเจ้าของจะอยากได้บ้านที่กระทัดรัดพอดีสำหรับสมาชิกเพียง 3 คน แต่ด้วยที่ดินที่มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้ Inside-Out House กลายเป็นบ้านที่ถูกสร้างเต็มผืนที่ดินเพื่อให้ได้พื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่ามากที่สุด

ถึงไลฟ์สไตล์จะต่าง แต่ความสัมพันธ์ยังดี

อย่างที่เราบอกข้างต้นว่า ผู้อยู่อาศัยหลักของบ้านหลังนี้มีทั้งหมด 3 คน นั่นคือ คุณพ่อ (คุณสมบูรณ์) คุณแม่ และลูกชาย ทั้งสามค่อนข้างมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน โดยทางคุณพ่อจะชื่นชอบวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในแบบโมเดิร์นและมินิมอล ดูแลรักษาง่าย แต่ก็ต้องการให้บ้านมีลมโกรกเย็นสบาย และมีระเบียงที่กว้างขวาง ผิดกับคุณแม่และลูกชายที่ค่อนข้างหวงแหนความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบให้ใครมองเห็นกิจกรรมส่วนตัวที่ซ่อนอยู่ภายในบ้าน ‘ความเปิดโล่ง โปร่งสบายและความเป็นส่วนตัว’ จึงเป็นโจทย์ที่ขัดแย้งกันทั้งแนวคิดและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกครอบครัว

“มันคือความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ดีนะ เพียงแต่ไลฟ์สไตล์มันต่างกันมาก ผมก็เลยมองว่า มันควรจะเริ่มคิดจากปฏิสัมพันธ์ของพื้นที่ภายในมากกว่ารูปลักษณ์ หรือกลุ่มก้อนอาคารภายนอก เราพยายามสร้างระบบของสเปซภายในขึ้นมาก่อน เพื่อตอบโจทย์ความสัมพันธ์ของคนในบ้านและโจทย์ต่างๆ ที่เขาให้ไว้ เช่น เรื่องความเป็นส่วนตัว หรือเรื่องของการใช้สอยพื้นที่ที่ต่างกัน” คุณแจ๊ค สถาปนิกเล่า

หน้าตาโมเดิร์น แต่วางฟังก์ชันแบบไทย

เพื่อให้ตัวอาคารมีลมโกรก และเย็นสบายตามความต้องการของคุณพ่อ สถาปนิกวางผังอาคารโดยนำลักษณะของเรือนไทยแบบเรือนกลุ่มมาใช้ในการวางผังทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ซึ่งหากลองสังเกต การวางผังพื้นที่ภายในของชั้น 1 และชั้น 2 จะมีการแยกกลุ่มก้อนฟังก์ชันต่างๆ โดยมีชานตรงกลางเป็นตัวเชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าหากัน

แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบทางตั้งด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อนำฟังก์ชันของทั้ง 3 ชั้นมาต่อรวมเข้าด้วยกัน จึงยังมีช่องว่างที่ทำให้ลมสามารถไหลผ่านได้ทั่วทั้งอาคาร อีกทั้งยังมีการออกแบบคอร์ดขนาดเล็ก ใหญ่ วางสับหว่างกันไป เพื่อที่จะควบคุมการไหลของลมภายในให้ทั่วถึงกันทั้งหมด ส่วนใดของฟังก์ชันที่ต้องการให้รับลมเยอะ ช่องเปิดจะมีขนาดกว้าง ซึ่งการวางกลุ่มของฟังก์ชันใช้สอยภายในทั้งหมดจะคำนึงถึงเรื่องของลมเป็นหลัก

ภาพแปลนชั้น 1 Inside-Out House

ภาพแปลนชั้น 2 Inside-Out House

ภาพแปลนชั้น 3 Inside-Out House

บริเวณชั้นล่างของบ้านถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เซอร์วิส ส่วนพื้นที่ใช้สอยหลักของบ้าน จะเริ่มต้นขึ้นบริเวณชั้น 2 โดยเปิดโล่งและเชื่อมหากันด้วยระเบียงใหญ่พร้อมสระว่ายน้ำ ถึงแม้บ้านหลังนี้จะอยู่ใกล้บริเวณทางด่วนที่ได้ยินเสียงรถราวิ่งผ่าน แต่ผู้อยู่อาศัยกลับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก โดยรับรู้ได้เพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยจากสระว่ายน้ำ ร่มเงาจากกลุ่มต้นไม้ ท้องฟ้า และลมเย็นสบายที่ไหลผ่าน สร้างบรรยากาศพักผ่อนได้อย่างสูงสุด ถึงแม้ว่าบ้านจะอยู่กลางเมือง

เมื่อออกแบบฟังก์ชันภายในเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาของกรอบอาคารภายนอก ซึ่งคุณแจ๊คใช้เพียงกรอบอาคารแบบเรียบๆ มาครอบฟังก์ชันภายในเอาไว้ เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ โมเดิร์นมินิมอล ตอบโจทย์คุณพ่อ ในขณะที่ยังสร้างความเป็นส่วนตัวตรงตามที่คุณแม่และลูกชายต้องการ กรอบภายนอกของอาคารยังมีช่องเล็กๆ ที่ช่วยบังคับลมให้ไหลเวียนเข้าสู่คอร์ดบริเวณกลางบ้านได้ง่ายมากขึ้น

สำหรับสภาพอากาศอย่างบ้านเรา ลมเย็นอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แสงจากธรรมชาติเองก็จำเป็นต้องควบคุมด้วยเช่นกัน บริเวณหลังคาจึงมีการดีไซน์คอนกรีตในลักษณะซี่ระแนง (Fin) เพื่อลดเรื่องของแสงแดดที่จะส่องเข้าสู่อาคารโดยตรง แสงเงาตกกระทบที่เปลี่ยนแปลงในทุกฤดูยังทำให้สเปซภายในเกิดความเคลื่อนไหว ด้วยการใช้ธรรมชาติเข้ามาผสมผสานกับงานสถาปัตยกรรมได้อย่างกลมกล่อม

“ผมว่าบ้านหลังนี้จะสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับคนที่มาบ้าน คนที่เห็นบ้านจากถนน เขาจะคิดไปก่อนว่าบ้านมันไม่น่าจะอยู่สบาย อึดอัด เพราะถ้ามองจากภายนอก จะไม่เห็นหน้าต่างหรือช่องเปิดเลย แต่พอเข้าสู่ภายใน มันกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าขึ้นสู่ชั้นสอง จะรู้สึกว่าทุกอย่างมันเบา มันหายไปหมด”

เรียกได้ว่า Inside-Out House เป็นจุดศูนย์รวมของความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทั้งไลฟ์สไตล์ของสมาชิกครอบครัว ทั้งรูปลักษณ์สุดโมเดิร์นที่หยิบกลิ่นอายความเป็นไทยมาผสมผสาน หรือแม้แต่ความทึบ ความโปร่งและความเป็นส่วนตัว แต่ในความแตกต่างกันนั้น บ้านหลังนี้กลับทำหน้าที่เสมือนป้อมปราการสำหรับผู้อยู่อาศัย สร้างเกราะกำบังอันเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังห่อหุ้มเรื่องราวความสัมพันธ์เอาไว้ภายในได้อย่างอบอุ่น ละทิ้งความวุ่นวายเอาไว้เบื้องหลัง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปลดปล่อยอารมณ์ พักผ่อนได้อย่างสูงสุดภายในบ้านทึบนอกแต่โปร่งในหลังนี้

Location : ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
Gross Built Area: 1,115  ตารางเมตร
Owner : ลาวัลย์ พิทักษ์เขตต์ และ สมบูรณ์ พิรพยะภักดีกุล
Architects: ดนัย สุราสา Studio Krubka Co.,Ltd.
Interior designers : สร้อยพลอย พานิช
Engineering: สิงหา แดงนิเวศน์
Landscape Designer : อนุภาพ พงษ์นะเมตตา
Contractor: TSix7 Con สุทธิศักดิ์ บุญรักษ์
Photographer : วีระพงษ์ สิงห์น้อย

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

‘บ้านนนท์’ เมื่อความสุข แปลงกายเป็นสถาปัตยกรรม

“ครอบครัวนี้เขาจะมีกิจกรรมอยู่ร่วมกันตลอดเวลา ใครพอจะมีเวลาว่างก็จะมาขลุกรวมตัวกันอยู่ที่พื้นที่ส่วนกลางของบ้าน พอถึงเวลาขยับขยาย สมาชิกครอบครัวต้องแยกย้ายไปมีพื้นที่ส่วนตัวของตนเอง ผมเลยอยากให้พวกเขารับรู้ได้ว่าทุกคนก็ยังคงอยู่ด้วยกัน” คุณ ท๊อป-พิพล ลิขนะไพศาล หนึ่งในสถาปนิกผู้ออกแบบกล่าว

Continue reading “‘บ้านนนท์’ เมื่อความสุข แปลงกายเป็นสถาปัตยกรรม”

PM House บ้านไทยร่วมสมัย กับความหมายของคำว่า อยู่เย็นเป็นสุข

‘อยู่เย็นเป็นสุข’ ประโยคส่งต่อคำอวยพรแสนคุ้นเคยที่เรามักได้ยินกับความเป็นบ้านของคนไทยอยู่เสมอๆ หากลองหยิบมาคิดดูอีกที ประโยคที่ว่านี้ยังชวนให้เห็นภาพวิถีชีวิตแบบไทยสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ความธรรมดาสามัญสุดเรียบง่าย มีความสุขร่วมกันผ่านวิถีชีวิตที่อยู่กับความเป็นธรรมชาติ

Continue reading “PM House บ้านไทยร่วมสมัย กับความหมายของคำว่า อยู่เย็นเป็นสุข”

81 Trans-(parent) House จากบ้านทรงกล่องเต็มผืนที่ดิน สู่การเปลี่ยนถ่าย สร้างความโปร่งใสที่สวยงามเหนือกาลเวลา

ที่ผ่านมาเรามีโอกาสสำรวจบ้านมากมายหลายหลังที่มีแนวคิดน่าสนใจแตกต่างกัน ทั้งบ้านที่นำธรรมชาติเข้ามารับบทสำคัญ บ้านที่แสดงตนโดดเด่นด้วยการเลือกใช้วัสดุ หรือบ้านที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และบริบทของพื้นที่ แต่สำหรับ 81 Trans-(parent) House โจทย์ของการออกแบบเริ่มต้นขึ้นด้วยความต้องการ ‘สร้างบ้านเต็มพื้นที่ดิน’

Continue reading “81 Trans-(parent) House จากบ้านทรงกล่องเต็มผืนที่ดิน สู่การเปลี่ยนถ่าย สร้างความโปร่งใสที่สวยงามเหนือกาลเวลา”