Full-House
เมื่อสถาปัตยกรรมรวมความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุ

เมื่อสมาชิกทั้ง 9 ท่าน 3 เจนเนอเรชัน 2 ครอบครัวต้องมาอยู่อาศัยร่วมกันภายในขอบเขตของที่ดินเพียง 103 ตารางวา ที่รายล้อมไปด้วยถนนทั้ง 3 ด้าน ต้องเผชิญกับกฏหมายระยะร่นอาคารที่บีบบังคับให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยมีน้อยลง พื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่คุณ วิน -ธาวิน หาญบุญเศรษฐ สถาปนิกจาก WARchitect เข้ามารับหน้าที่รังสรรค์สเปซให้เป็นเรื่องราวของ Full-house บ้านหลังใหม่ของครอบครัวใหญ่ทั้ง 9 ท่าน ให้กลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว

Full House เริ่มต้นขึ้นจากการสร้างบ้านเต็มพื้นที่ดินสอดคล้องกับชื่อของบ้าน เพื่อความต้องการของสมาชิกถึง 9 ท่าน โดยคุณวินเล่าว่า “โจทย์แรกที่เราคิด คือทำอย่างไร ให้คนทั้ง 9 คนสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ ซึ่งความท้าทายกว่านั้น คือในสมาชิกทั้ง 9 ท่านจะถูกแบ่งเป็น 2 ครอบครัว 3 เจนเนอเรชัน นั่นก็คือ ครอบครัวของคุณปู่คุณย่า และครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ซึ่งกำลังมีลูกเล็ก ทั้งสองครอบครัวกึ่งๆ แยกออกมาแต่ยังคงอยู่อาศัยร่วมกัน อยู่ชิดกัน มองจากข้างนอกต้องรู้สึกว่าเป็นบ้านหลังเดียวกัน”

เริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัย สู่ฟังก์ชันภายใน

หากเคยเห็นผลงานต่างๆ ของ WARchitect ส่วนใหญ่เราจะคุ้นตากับอาคารแนวดิบ เท่ ลอฟท์ แต่สำหรับบ้านหลังนี้รูปลักษณ์กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความที่มีหัวใจสำคัญของบ้านเป็นสมาชิกตัวน้อยทั้ง 2 คนที่เชื่อมโยงสองครอบครัวใหญ่เข้าไว้ด้วยกันภาพรวมในการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งหมดจึงเน้นไปทางโคซี่ อบอุ่น มีความอ่อนโยนและปลอดภัยกับเด็กเสียมากกว่า สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ในใจที่ทางเจ้าของและสถาปนิกตั้งไว้ ไปพร้อมๆ กับการออกแบบฟังก์ชันภายในเพื่อสมาชิกทั้ง 9  คน

“ตอนแรกเลยเราไม่ได้คิดถึงการหารูปฟอร์ม มันมีความสำคัญก็จริง แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ตามมาทีหลัง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้สมาชิกทั้ง 9 มีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอในพื้นที่จำกัด” ซึ่งเมื่อได้ลองออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในและขึ้นฟอร์มของอาคาร ทางสถาปนิกก็พบว่า อาคารในฝั่งของคุณปู่คุณย่า จะกลายเป็นตึกสามชั้นที่คล้ายกับทาวน์เฮาส์หรือตึกแถว ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีที่ดินมากกว่าแต่กลับมีจำนวนสมาชิกน้อยกว่า ทำให้อาคารมีสามชั้นบ้าง สองชั้นบ้างปะปนกันไป

แต่เพื่อให้บ้าน 2-3 ชั้นที่กระจัดกระจายดูภายนอกแล้ว อยู่ใต้หลังคาเป็นบ้านหลังเดียวกัน สถาปนิกจึงต้องมองหาภาษาทางสถาปัตยกรรมบางอย่างที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง ซึ่งในที่นี้คือ หลังคาจั่วทั้ง 4 ก้อน ที่รับหน้าที่ลดทอนสัดส่วนสูงชะลูดของอาคาร ลดความเป็นตึกแถว โดยจั่วทั้ง 4 จะมีระดับที่แตกต่างกัน “พอมันมีสูง มีกลาง มีต่ำ ผมรู้สึกว่ามันเหมือนบ้านตุ๊กตาของน้องๆ หลานๆ ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ และมันก็ช่วยทอนสเกลของความเป็นตึก ช่วยให้รู้สึกถึงความเป็นบ้านได้ดี” คุณวินเล่าเสริม

ถึงแม้ภายนอกอาคารจะถูกร้อยเรียงรวมกันด้วยหลังคาจั่ว แต่สำหรับฟังก์ชันภายในบ้าน ถูกแบ่งออกเป็นสองหลังอย่างชัดเจน โดยที่จอดรถถูกออกแบบเป็น 2 พื้นที่ ฝั่งหนึ่งเข้าถึงได้จากทิศเหนือ ส่วนอีกฝั่งเข้าถึงผ่านทางทิศตะวันตก ก่อนจะนำทางเข้าสู่ฟังก์ชันหลักส่วนอื่นๆของบ้านที่แต่ละหลังจะมีพื้นที่เป็นส่วนตัว ห้องนั่งเล่น รับประทานอาหาร หรือแม้แต่ส่วนซักล้าง ซึ่งทั้งสองครอบครัวสามารถอยู่บ้านคนละหลังได้โดยไม่จำเป็น ต้องใช้พื้นที่อะไรร่วมกันเลย เว้นเพียงแต่ ครัวไทย ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนมาทำอาหารรับประทานร่วมกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกันโดยเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์ของบ้านทั้งหลังเอาไว้

(ห้องนั่งเล่นสองห้องที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน)

ทางสัญจรขึ้นสู่ชั้นสองจะถูกแยกส่วนเป็นบ้านแต่ละหลังอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้งานชั้นสองจะเป็นส่วนห้องนอนทั้งหมด ในขณะที่ชั้นบนสุดถูกออกแบบให้เป็นห้องนอนในอนาคตของหลานๆ “ผมมองว่า บ้านหลังนี้ ช่วงระยะเวลาในการอยู่อาศัยมันยาวมาก วันนึงหลานๆ ก็จะต้องโตขึ้นไปเรื่อยๆ บ้านหลังนี้อาจจะกลายเป็นของเขา ซึ่งเขาก็อาจจะยังอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัว มันก็เหมาะกับการอยู่อาศัย”

การใช้งานของผู้อยู่อาศัยที่ต้องไปในทิศทางเดียวกับวัสดุ

นอกจากฟังก์ชันบ้านที่ต้องตามใจผู้อยู่อาศัย วัสดุที่ต้องสัมผัสและอยู่ใกล้ชิดก็ต้องตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยเช่นกัน และสำหรับบ้าน Full house หลังนี้ ทางเจ้าของเองมีโจทย์ว่าอยากใช้ไม้สีอ่อน เติมแต่งให้บ้านคุมโทนสีสว่าง เนื่องจากมีสมาชิกของบ้านเป็นทั้งวัยชรา และวัยเด็ก อีกทั้งยังต้องการให้ภาพรวมวัสดุทำความสะอาดง่าย และไม่มีฝุ่น ในการออกแบบสถาปนิกจึงเน้นใช้วัสดุที่เรียบง่าย หรือทาสีอาคารธรรมดาเพื่อให้ได้พื้นผิวที่เรียบ และกักเก็บฝุ่นได้น้อยที่สุด

บริบทเฉพาะตัว กับแนวคิดวัสดุเฉพาะทาง

เนื่องจากทำเลที่ตั้ง รายล้อมไปด้วยถนนและที่อยู่อาศัยในเขตชุมชน ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา สัญจรเข้าออกไปมาอยู่เป็นกิจวัตร ประกอบกับทิศทางของแดด ทำให้สถาปนิกเลือกหันทิศทางของตัวบ้าน ไปทางทิศเหนือเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและความร้อน ส่วนด้านตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นด้านข้างของตัวบ้านจะถูกออกแบบให้ไร้ซึ่งช่องเปิด เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย

เมื่อข้อจำกัดของบริบทผสานเข้ากับความต้องการบ้าน ที่เรียบง่ายจากทางเจ้าของ ทำให้ภาพรวมของบ้านหลังนี้เรียบนิ่ง และมินิมอลจนดูเหมือนขาดรายละเอียดบางอย่างไป  “ภายในบ้านมันเรียบไปหมดแล้ว ส่วนรั้วมันก็ทึบ และมันลากยาว ทำให้ซอยมันแคบ ดูตัน ทำให้บ้านรู้สึกไม่ค่อยน่าอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนที่ดินตรงนี้มันเคยเป็นที่ดินโล่งมานาน มีต้นไม้ขึ้น กลายเป็นสวนส่วนกลางของชาวบ้านแถวนั้น ก็เลยเสนอเจ้าของบ้านว่า เราอาจลงทุนเพิ่มอะไรกับการเลือกใช้วัสดุผนังข้างนอกหน่อย เพื่อให้บ้านหลังนี้มันเหมือนเป็นล๊อบบี้ของชุมชน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ซอยนี้ดูดีขึ้นด้วย”

เพื่อสร้างเรื่องราวให้สถาปัตยกรรมน่าสนใจยิ่งขึ้น บริเวณรั้วทึบภายนอกอาคาร สถาปนิกจึงเลือกใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์ SCG D’COR Trim บัวผนังจากแบรนด์ เอสซีจี เดคคอร์มาตกแต่งโดยติดตั้งหันด้านเว้าออกสู่ถนน ด้วยลักษณะของวัสดุที่เป็นซี่ระแนงจึงสามารถติดตั้งให้โค้งไปตามผนังรั้วได้อย่างง่ายดาย และเมื่อถึงเวลาที่แสงแดดตกกระทบผนัง บัวผนังที่สร้างเท็กเจอร์นูนต่ำจะทำให้แสงเงาเปลี่ยนไป เกิดความเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา ที่สร้างความน่าสนใจและความสวยงามให้กับสถาปัตยกรรมได้ไม่น้อย

เช่นเดียวกับ ซุ้มประตูจั่วบริเวณทางเข้าหลักของบ้าน เพื่อสร้างความแตกต่างให้ภาพรวมของสถาปัตยกรรมดูโดดเด่นและไม่กลืนกันไปเสียหมด สถาปนิกจึงเติมความน่าสนใจ ด้วย SCG D’COR Modeena ไม้ตกแต่งผนังสีน้ำตาลธรรมชาติที่ช่วยสร้างพื้นผิว ลดทอนสเกลของบานประตูไม่ให้ดูใหญ่โต เทอะทะจนห่างไกลความเป็นบ้านไป

“พูดถึงการตกแต่งผนังภายนอก สมมติว่าเรามีผนังอยู่ระนาบหนึ่ง เราจะใช้วัสดุอะไรดี? ถ้าเรามีงบประมาณหลักร้อยปลายๆ ถึงหลักพันต้นๆ ผมว่าตัวเลือกอาจจะเหลือไม่เยอะ อาจจะเป็นสีพ่น หรือติดกระเบื้อง แต่มันก็จะเป็นการตกแต่งไปที่ผิวโดยตรง เกิดเป็นลวดลายแต่ไม่สามารถสร้างเท็กเจอร์หรือฟอร์มของผนังที่มีความนูนต่ำได้ ไฟเบอร์ซีเมนต์ก็เป็นกลุ่มวัสดุที่มาตอบโจทย์งานดีไซน์ตรงนี้ อีกทั้งราคาไม่แพง ติดตั้งง่าย และยังทำสีได้ง่าย เหมือนการทำสีผนังทั่วๆไป” สถาปนิกเล่า

Materials Tips

คุณวินยังแอบแชร์เทคนิคเล็กๆ ให้เราฟังว่า กลุ่มวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ หากติดตั้งบนโครงเหล็ก จะให้ความแข็งแรงปลอดภัยมากกว่า แต่ต้องมีการวัดระยะของตงเหล็กให้มีความถี่มากพอ หรือหากจะติดตั้งกับผนังโดยตรงก็ทำได้เช่นกัน แต่ผนังเหล่านั้นต้องได้ระนาบมากพอสมควร ส่วนการใช้งานวัสดุที่มีลักษณะเป็นร่อง มีความหยาบ หรือเป็นซี่ระแนง แน่นอนว่าอาจจะมีฝุ่นเกาะได้ง่าย แต่การเลือกใช้งานในแนวตั้ง จะช่วยให้ฝุ่นเกาะได้ยากขึ้นและยังสามารถฉีดน้ำ ชำระล้างได้ง่ายกว่า

“ทำบ้านหลังนี้ เหมือนเราได้ผูกพันกับทางเจ้าของบ้านไปด้วย ลูกของเขาก็เหมือนหลานของเรา เราก็อยากให้เขาได้บ้านที่ดีในการอยู่อาศัยต่อในอนาคต รวมถึงเรื่องวัสดุ ถ้าเรามองว่าวัสดุสวยวันนี้ แต่ปีหน้าเสียหาย แสดงว่าเราไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้า การเลือกวัสดุ ผมว่าสำคัญมากๆ วัสดุที่ดี หรือมีโปรไฟล์ตรงกับที่เราต้องการ ก็จะช่วยส่งเสริมงานสถาปัตยกรรมที่เราออกแบบให้มันดีหรือสวยยิ่งขึ้น” คุณวินเล่าทิ้งท้าย

ในขณะที่เด็กน้อยทั้งสองทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัว วัสดุ บริบทและผู้อยู่อาศัยก็ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของสถาปัตยกรรมไม่ต่างกัน สถาปัตยกรรมที่ดีจึงต้องใส่ใจทั้งผู้อยู่อาศัย บริบทที่รายล้อม หรือแม้แต่วัสดุเอง สามปัจจัยเหล่านี้จึงกลายเป็นสายใยแน่นแฟ้น ที่หากขาดใครคนใดคนหนึ่งสถาปัตยกรรมชิ้นนั้นก็คงจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุภายในบ้าน Full-House หลังนี้

Location: เสนานิคม บางเขน กรุงเทพฯ
Built Area: 730 ตารางเมตร
Architect: WARchitect
Photo Credits (เพิ่มเติม) : Rungkit Charoenwat

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!