เมื่อทฤษฎีโลกเสมือนจริงอยู่ในงานสถาปัตยกรรม..จะเป็นอย่างไร?

หลังจากที่ Facebook ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น Meta ที่เปรียบเสมือนการพัฒนาบริษัทสู่การเป็นแพลตฟอร์ม Metaverse ซึ่งเป็นการเชื่อมโลกแบบเสมือนจริงและอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน ซึ่งมนุษย์สามารถเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ภายในโลกเสมือนนั้นได้ โดยไม่ใช่แค่การมองผ่านสมาร์ทโฟนหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบในปัจจุบันอีกต่อไป แต่ใช้งานผ่านโฮโลแกรม, virtual reality (VR), Augmented reality (AR) หรือในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ซึ่งจะเป็นโลกในอนาคตที่ Mark Zuckerburg พยายามจะสร้าง และทำให้เกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้นี้

เทคโนโลยีโลกเสมือน (VR) ที่ว่านี้ คือการจำลองสภาพแวดล้อมจริงให้มีความเสมือนจริง โดยผ่านการรับรู้จากการมองเห็น เสียง และประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ โดยจะตัดขาดผู้ใช้งานออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อเข้าไปสู่สภาพแวดล้อมจำลอง

หากพิจารณาสิ่งดังกล่าวในเชิง ที่ว่าง (Space) ภายในงานสถาปัตยกรรม อาจเป็นการนิยามถึง ‘พื้นที่จินตนาการ’ ที่สถาปนิกในอดีตวาดฝันถึง โดยพวกเขามักใช้ ‘เส้นกริด’ แทนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพื้นที่นามธรรมในอุดมคติ ที่ไร้การอ้างอิงและไม่มีจุดสิ้นสุด ที่ซึ่งบริบทและสภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างอิสระ โดย Rem Koolhaas สถาปนิกรางวัลพริตซ์เกอร์ และนักทฤษฎีสถาปัตยกรรมคนสำคัญแห่งยุค ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Delirious New York ว่า “เส้นกริดเป็นสิ่งที่แทนค่าถึงพื้นที่ในจินตนาการโดยไม่สนใจต่อพิกัดทางภูมิศาสตร์ และอยู่เหนือความเป็นจริง”

วันนี้จะขอกล่าวถึงแนวคิด โลกเสมือน หรือสภาพแวดล้อมจำลองในเชิงศิลปะและสถาปัตยกรรมเพื่อให้ทราบถึงแนวคิดที่ล้ำสมัยในเชิงปรัชญาที่มาในอดีต ผ่านมุมของทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

แนวคิด The Continuous Monument จากกลุ่มสถาปนิกหัวก้าวหน้า Superstudio

เมื่อปี 1966 เป็นการนิยามถึงโครงสร้าง Megastructure คล้ายกับถนนที่ลอยอยู่บนอากาศท่ามกลางตึกระฟ้า ที่มีฉากหลังเป็นเกาะแมนฮัตตันของมหานครนิวยอร์ก เมืองบรู๊คลิน และแม่น้ำฮัดสัน พื้นที่ทั้งหมดจะถูกอ้างอิงด้วยโครงร่างเส้นกริดสามมิติทรงสี่เหลี่ยมเรขาคณิต คล้ายกับพื้นที่ในจินตนาการที่เชื่อมโยงทั้งโลกเข้าด้วยกัน ประหนึ่งโลกใหม่ที่เป็นพื้นที่สำหรับการอยู่ร่วมกันแบบสังคมอุดมคติ โดยไม่มีการเจาะจงถึงสถานะของพลเมือง ทั้งเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา และวัฒนธรรม ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้ ‘ที่ว่าง’ (space) แห่งนี้ รวมถึงการไม่เจาะจงเจาะจงถึงลักษณะทางกายภาพทางสถาปัตยกรรม อย่างเช่นรูปทรงอาคารหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆที่นำเสนอเป็นเพียงเส้นโครงร่างกริดสามมิติ

สิ่งดังกล่าวชวนให้นึกถึงสภาพแวดล้อมจำลองในเทคโนโลยี Virtual reality (VR) ที่ตัดขาดจากสภาพแวดล้อมในโลกความจริง มุ่งสู่สภาพแวดล้อมจำลองในโลกจินตนาการของ space ในเชิงสถาปัตยกรรมของสถาปนิกหัวก้าวหน้า แนวคิดดังกล่าว สถาปนิกจาก Superstudio อ้างอิงมาจากงานเขียนของ Thomas Moore กวีชาวไอริช ที่ว่า ‘โลกอุดมคติอาจหมายถึงสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริงทางกายภาพ’ และใช้โครงสร้างกริดสามมิติในการถ่ายทอดแนวคิดแห่งโลกเสมือนแห่งใหม่ในอุดมคติได้อย่างดี

แนวคิด Non-Stop City จากกลุ่มสถาปนิกหัวก้าวหน้า Archizoom

เมื่อปี 1964 เป็นการนิยามถึงสภาพแวดล้อมจำลองของสังคม Dystopia ในอนาคตที่แผ่แขยายไร้จุดสิ้นสุดแม้กระทั่งเส้นขอบฟ้า ภายในเป็นสังคมการอยู่ร่วมกันที่ไม่คำนึงถึงสถานะของพลเมือง อาชีพ การศึกษา หรือความมั่งคั่ง ทั้งหมดดำรงอยู่ในพื้นที่ในจินตนาการที่ไม่อ้างอิงถึงสถานที่ตั้ง ไม่มีขอบเขตแน่ชัด และไม่เจาะจงถึงสภาพแวดล้อมว่าเป็นเช่นใด คล้ายกับการกำหนดเส้นกริดสองมิติลงบน ‘ที่ว่าง’ (Space) ในสภาพแวดล้อมสมมุติ

แนวคิดดังกล่าวเป็นสังคมอุดมคติที่ทุกคนสามารถเป็นอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ อยู่ร่วมกันภายในสภาพแวดล้อมจำลอง โดยมีการวางสาธารณูปโภคและที่พักอาศัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตไว้ตามจุดต่างๆ ของเมืองด้วยระบบกริด โดย Andrea Branzi สถาปนิกและนักทฤษฎีสถาปัตยกรรมจากกลุ่มได้เปรียบเปรยสาธารณูปโภคดั่งชุดข้อมูล (Data) ของระบบสารสนเทศ ที่ได้ถูกวางกระจายตามจุดต่าง ว่าเหมือนกับไซเบอร์เสปซที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและสาธารณูปโภคได้อย่างเท่าเทียม รวมถึงเสรีภาพในการย้ายตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างอิสระ และสภาพแวดล้อมที่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรก็ได้

จากผลงาน Illustration ที่แสดงแนวคิด Nonstop City นั้น ได้ในเวลาต่อมาผลงานดังกล่าวได้ถูกจัดแสดงอีกครั้งในนิทรรศการสถาปัตยกรรม Superarchitettura ที่เมือง Pistoia ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1966 ในรูปแบบของ Art Installation โดยใช้เทคนิคการสะท้อนของห้องที่กรุกระจกรอบด้าน กับการจัดวางสิ่งของเชิงสัญลักษณ์ที่แทนค่าถึงสาธารณูปโภค อาทิเช่น เตนท์ ห้องสุขา ร้านสะดวกซื้อ ทำให้เกิดมุมมองที่ไร้จุดสิ้นสุดคล้ายกับสภาพแวดล้อมจำลองในเทคโนโลยี VR และผู้เข้าชมจะเปรียบเสมือนกับพลเมืองในโลกเสมือนที่ปราศจากสถานะ เพื่อจำลองพื้นที่ในอุดมคติที่ไร้ขอบเขตและมีสาธารณูปโภคและที่พักอาศัยแบบไม่จำกัด

อีกหนึ่งผลงาน Art Installation ที่ชวนให้นึกถึงโลกเสมือนไร้จุดสิ้นสุดก็คือ Infinity Mirror Room โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น Kusama Yayoi เมื่อปี 1965 โดยมีลักษณะเป็นเหมือนห้องกระจกที่ประดับด้วยหลอดไฟ และวัสถุต่างๆ บริเวณที่พื้นจะใช้การสะท้อนของน้ำจาก reflective pond เพื่อจำลองประสบการณ์ของการอยู่ในอยู่จักรวาลอันเวิ้งว้างที่ไร้ขอบเขต และเกิดการรับรู้ที่ลวงตาอันเกิดการสะท้อนไปมาไม่รู้จบ ในปัจจุบัน ผลงานดังกล่าวได้ถูกจัดแสดงไว้ที่หอศิลป์ที่สำคัญหลายๆที่ทั่วโลก

นอกจากนี้ แนวคิดโลกเสมือนยังปรากฏในภาพยนตร์ Ready Player One โดย Steven Spielberg ซึ่งเป็นจินตนาการถึงในโลกอนาคตในปี 2045 ที่มีวิทยาการก้าวล้ำทันสมัย ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบสารสนเทศได้อย่างเสมอภาค แต่เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม มีการการแบ่งชนชั้นระหว่างคนรวยและคนจนอย่างเห็นได้ชัด คนทั่วไปต้องอยู่รวมกันในสถานที่ที่แออัดคล้ายสลัม ทุกคนจึงต้องการหลีกหนีจากโลกความจริง ไปอยู่ในโลกเสมือนที่เรียกว่า The Oasis ผ่านเทคโนโลยี Augmented reality (AR) ซึ่งจะเป็นจักรวาลเสมือนจริงที่ทุกคนสามารถทำทุกสิ่งได้ตามจินตนาการ และเป็นสังคมเสมือนที่มนุษย์สามารถเจอกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน และสามารถสร้างลักษณะทางกายภาพของบุคคลได้ตามที่ต้องการ และสวมบทบาทเป็นตัวละครในจินตนาการได้โดยปราศจากข้อจำกัด

รวมถึงเกมส์ Minecraft โดย นักออกแบบเกมชาวสวีเดน Markus Persson ที่เป็นลักษณะเป็นโลกเสมือน 3 มิติที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะบล็อกเหลี่ยม ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ในจักรวาลของเกม ผู้เล่นสามารถมีปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกับคนอื่นๆได้ มีสังคม ลักษณะทางภูมิศาสตร์จำลองจากโลกความจริง โดยที่สามารถเลือกทำกิจกรรมได้อย่างหลากหลาย เกมส์นี้เป็นเกมส์ที่ไม่มีจุดมุ่งหมายอย่างแน่ชัด คือผู้เล่นจะมีอิสระในการเลือกว่าจะเล่นเกมอย่างไร เป็นตัวละครแบบไหน และสามารถสร้างโลกในจินจนาการตามที่ผู้เล่นต้องการได้

จากผลงานทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น หากมองในเชิงสถาปัตกรรม จะชวนให้ให้นึกถึงโลกเสมือนแห่งใหม่ ซึ่งไม่ใช่โลกทางกายภาพที่มนุษย์ดำรงอยู่ หรือที่เรียกว่า ‘ไซเบอร์สเปซ’ (cyberspace) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถอ้างอิงได้ ไม่มีพิกัดทางภูมิศาสตร์ ไม่มีสถานที่แท้จริง และไม่ไม่ขอบเขต รวมถึงการไม่ระบุตัวตนและสถานะของบุคคล ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพื้นที่ว่างทางสังคมในจินตนาการ ที่ทุกคนมีสิทธิมาพบเจอกันได้โดยไม่ผ่านอุปสรรคทางด้านภูมิศาสตร์ และมีสิทธิในการเข้าถึง space ในเชิงสถาปัตยกรรมได้อย่างเท่าเทียมโดยปราศจากข้อจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับวาทกรรมของ Mark Zuckerburg ที่มีต่อ Metaverse ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ว่า ‘บนโลกเสมือน ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อายุ ทุกคนจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน’

Writer
Torpong Limlunjakorn

Torpong Limlunjakorn

ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่พยายามสื่อสารแนวคิดผ่านตัวหนังสือ วันว่างมักจะหนีไปหายใจที่ใต้ทะเล เงียบๆ คนเดียว

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!