Veil House บ้านเรียบเท่ที่แบ่งปันสวนให้กับชุมชน

ในปัจจุบันนี้บ้านส่วนใหญ่เลือกที่จะปิดทึบเพื่อความเป็นส่วนตัว และไม่มีปฏิสัมพันธ์กันกับคนในชุมชน จนบางครั้งคนกรุงเทพฯ มีสภาวะโดดเดี่ยว และมีสภาวะเครียดมากยิ่งขึ้น 

ด้วยเหตุนี้สถาปนิกจาก AAd – Ayutt and Associates design เลือกที่จะออกแบบ Veil House ให้แบ่งปันพื้นที่สีเขียวภายในบ้านออกไปยังชุมชนรอบข้างได้ แต่ก็ยังไม่เสียความเป็นส่วนตัวให้กับคนภายในบ้าน แนวคิดของการแบบบ้านหลังนี้จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน

บริบทที่มีการสัญจรอยู่ตลอดเวลา

ด้วยพื้นที่ที่ตั้งของบ้านหลังนี้อยู่บนถนน สุขุมวิท 101 ซึ่งเป็นถนนเส้นทางลัดจากถนนศรีนครินทร์ และพัฒนาการ ทำให้มีผู้คนผ่านไป-มาอยู่ตลอด ซึ่งข้อจำกัดของซอยนี้คือไม่มีทางเท้า และบ้านส่วนใหญ่มักจะทำรั้วสูงเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวมากที่สุด  

บ้านกล่องและสวนที่ดูแลง่าย

จากโจทย์ที่ได้รับ เจ้าของบ้านต้องการบ้านแบบยุคสมัยใหม่ที่ให้ความเป็นส่วนตัว สามารถมองเห็นสวนภายในบ้านได้ มีรั้วรอบขอบชิด และไม่ต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นกิจกรรม หรือการใช้ชีวิตภายในบ้านได้

“ถ้าจะให้คิดการออกแบบทั่ว ๆ ไปก็คือต้องออกแบบบ้านให้ล้อมไปด้วยคอร์ดยาร์ทซึ่งแน่นอนว่าเราทำบ้านแบบนั้นมาหลายหลังแล้ว และการทำดีไซน์อย่างที่กล่าวปรากฏว่าไม่ได้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยทั้งหมด เราจึงต้องก้าวข้ามให้พ้นการทำแพทเทิร์นบ้านล้อมคอร์ทแบบเดิมๆ ไป”

แรงบันดาลใจจากคอนโดมิเนียมยุคใหม่

เมื่อพูดถึงฟังก์ชันของสวนในบ้านทีไรจะต้องทำให้สวนมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด แต่สถาปนิกกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น สถาปนิกได้ใช้แนวคิดให้สวนส่วนตัวสามารถแชร์ไปยังชุมชน ผู้ใช้ถนน หรือผู้ที่ผ่านไปผ่านมาได้ บ้านหลังนี้จึงถูกเน้นไปที่สวนของบ้าน และให้บ้านสีขาวสไตล์โมเดิร์นทำหน้าที่ส่งเสริมสวนแทน

“ส่วนใหญ่แล้วการออกแบบบ้านจะถูกพัฒนาขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แต่เรากลับมองว่าสวนในบ้านกลับไม่เคยได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เราจึงหยิบแรงบันดาลใจที่ได้จากคอนโดมิเนียมสมัยใหม่ที่ใช้สวนมาเป็นตัวกั้นพื้นที่ และแบ่งสวนบางส่วนให้กับสังคม ทำให้บริบทพื้นที่ของกรุงเทพมีพื้นที่สีเขียวมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเราออกแบบบ้านเหล่านี้ได้ 10 หลังก็เท่ากับว่าเราคืนพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพได้มากขึ้น”

ฟาซาดแบ่งสวน ออกเป็น 3 ส่วน

ที่ดินประมาณ 450 ตารางวา สถาปนิกถมพื้นที่ขึ้น 1.50 เมตร เพื่อให้ระดับสายตาอยู่เหนือจากถนน ซึ่งคนภายนอกจะมองเห็นได้แค่ยอดต้นไม้ และไม่สามารถมองเห็นกิจกรรมภายในตัวบ้านได้ รวมไปถึงยังช่วยกันเสียงจากภายนอกบ้านได้อีกด้วย พื้นที่ส่วนหนึ่งออกแบบให้เป็นบ้าน 2 ชั้น และให้พื้นที่อีกครึ่งหนึ่งเป็นสวน พร้อมล้อมรั้ว เหล็ก ดัด ที่ทำหน้าที่เป็นฟาซาดกันแสง บังสายตา แต่สามารถรับลมให้เข้ามาในตัวบ้านที่ผ่านไปให้เพื่อนบ้านได้  นอกจากนี้ตัวฟาซาดยังแบ่งสวนออกแบบเป็น 3 ส่วน ได้แก่  Public Garden, Semi Private Garden และ Private Garden

สวนที่แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน

สถานปนิกอธิบายไดแกรมด้วยลูกศรสีน้ำเงิน ที่อธิบายว่าคนในบ้านสามารถมองเห็นยอดต้นไม้ของเพื่อนบ้านได้ ในส่วนลูกศรสีแดงอธิบายว่าส่วนที่เพื่อนบ้านสามารถมองเห็นยอดต้นไม้ของบ้านหลังนี้ได้ ซึ่งตำแหน่งของต้นไม้จะอยู่ตรงกับหน้าต่างของเพื่อนบ้าน แต่สถาปนิกก็ยังไม่ลืมความเป็นส่วนตัว ด้วยการดึงฟาซาดมากั้นสเปซให้กับสวน และเป็นที่กำบังสายตาบ้านโดยรั้วที่ใช้จะเป็น Brick wall ในส่วนทางเข้าบ้าน Steel Plate Façade กั้นในส่วนของรั้วบ้านที่ให้ความสูงเกือบ 5 เมตร เมื่อรวมกับระดับถมดินที่ทำหน้าที่เป็นตัวกั้นให้ Semi Private Garden และ Aluminum Strip Façade ที่ใช้กำบังในพื้นที่ส่วนตัวของบ้าน

“เวลามีคนจะมาสร้างบ้านใหม่คนรอบบ้านจะเป็นกังวลว่า รูปแบบของบ้านจะมีหน้าตาแบบไหน เพื่อนบ้านคนใหม่นี้เป็นมิตรมากน้อยเพียงใด เพียงแค่การสร้างสวนของเราให้เพื่อนบ้านได้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมิตรภาพที่ดีได้ ซึ่งการออกแบบบ้าน 1 หลังนี้สามารถแบ่งปันสวนให้ได้ถึง 7 ครอบครัว โดยรอบได้”

ในส่วนของทางเข้าบ้านออกแบบรั้วไม้พุ่ม และ ต้นไม้ขนาดใหญ่สำหรับเน้นทางเข้าของบ้าน ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้คนที่ผ่านไปมาได้สัมผัสกับต้นไม้ และฟังเสียงนกไปพร้อมๆ กัน ถัดมาทางด้านขวาที่จอดรถได้ออกแบบทางลาดสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่พักสำหรับคนเดิน หรือวิ่งจ๊อกกิ้งในยามเช้าได้เนื่องจากภายในซอยนี้ไม่มีทางเท้า ในยามค่ำคืนแสงจากพื้นที่จอดรถยังให้ความสว่างกับในซอยได้อีกด้วย

ถัดมาในสวนทางด้านซ้ายจะเป็นส่วนของ Semi Private Garden ที่สามารถให้เพื่อนบ้านสามารถเข้ามาใช้งานได้ และยังสามารถมองเข้ามาเห็นในส่วนของสวน Private Garden แต่ด้วยรั้ว Steel Plate Façade ที่มองได้โดยตรงเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถมองเห็นคนภายในบ้านได้ และส่วนสุดท้ายก็คือสวนที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุดคือทางด้านขวาที่อยู่ระหว่างส่วนกินข้าวกับส่วนนั่งเล่น และด้านบนสุดที่อยู่ระหว่างห้องทำงาน และห้องแม่บ้าน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากเลื่อนบานกระจกออกทั้งหมด สวนทั้ง 4 ทิศ จะเชื่อมโยงเข้ากับตัวบ้านเป็นชิ้นเดียวกัน นอกจากนี้ยังทำให้บ้านดูมีขนาดใหญ่มากขึ้นอีกด้วย  

สวนทั้งหมดจะถูกออกแบบให้เป็นเนินเพื่อเพิ่มพื้นที่สูงเขียวในระดับแนวตั้ง เมื่อคนเข้ามาใช้งานจะรู้สึกว่ามีพื้นที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันหากผู้สูงอายุเดินออกกำลังกาย ก็สามารถนั่งลงไปได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่บนเนินยังช่วยบังสายตาจากภายนอก และคนภายนอกก็ได้เห็นความยอดต้นไม้ได้อีกด้วย

จัดวางฟังก์ชันแบบ Open Plan

ส่วนภายในบ้านจัดวางฟังก์ชันเป็น Open Plan โดยมีพื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร ครัว อยู่เรียงกัน บันไดออกแบบให้เสมือนกับประติมากรรมพร้อมราวกันตกใสให้สะท้อนเห็นสวน นอกจากไว้เดิน ขึ้น-ลงแล้ว ยังสามารถนั่งพูดคุยกับคนที่กำลังทำงานในครัวได้ บริเวณใต้บันไดยังใส่ฟังก์ชันที่นั่ง หรือนอนที่สามารถมองเห็นวิวสวนได้ตลอดทั้งวัน 

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือบริเวณชั้น 2 จะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเพราะเป็นส่วนของห้องนอน จึงทำการยื่น Aluminum Strip Façade ออกไป และให้ต้นไม้จะชั้น 1 ทะลุขึ้นมาจนถึงชั้น 2 เพื่อให้เห็นยอดของต้นไม้ได้ ถึงแม้ตัวฟาซาดจะยื่นออกไปแต่ช่องแนวตั้งของฟาซาดก็ยังทำให้เพื่อนบ้านสามารถมองเห็นยอดของต้นไม้ได้อยู่ และห้องนอนก็ไม่จำเป็นต้องปิดผ้าม่าน เพราะแสงและลมก็จะพัดผ่านช่องฟาซาดเขามาได้ตลอดทั้งวัน

การออกแบบบ้านที่เป็นส่วนตัว แต่ก็ยังเคารพบริบทพื้นที่

“งานนี้เราภาคภูมิใจกับมันมาก เพราะเราไม่ได้พูดถึงความสวยงามเป็นหลัก แต่เราพูดถึงเรื่องที่มันมากไปกว่านั้น เราแค่ทำบ้านหนึ่งหลังให้เป็นส่วนตัวกับครอบครัวเดียว แต่ทุกคนรอบบ้านหลังนี้กลับได้ผลประโยชน์ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว ลม ความสวยงาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมิตรภาพที่คนกรุงเทพฯ ในปัจจุบันเลือกที่จะปิดบ้านให้ทึบ และไม่มีปฏิสัมพันธ์เหมือนกับคนสมัยก่อน”

Owner : สันติ-วราภรณ์ ส่งเสริมสวัสดิ์
Architect, Interior designer, Landscape designer, Lighting designer : A A D design (เอ เอ ดี ดีไซน์) 
Lead designer : Ayutt Mahasom (อยุทธ์ มหาโสม) เมธาพร จิตรายานนท์ (Methaporn Chittrayanont)
Photo : Sofography
Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn