นักออกแบบไทยที่ทำงานกับ Thomas Heatherwick
สู่ VMA Design Studio ออฟฟิศออกแบบขนาดเล็กที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ

จากการเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปศึกษาต่อที่ Architectural Association (AA) ประเทศอังกฤษ และ Lead Designer จากสตูดิโอใหญ่อย่าง Heatherwick Studio ก็นับเป็นเวลาหลายสิบปีที่ คุณแชมป์ – วิชยุตม์ มีนะพันธ์ โลดเล่นอยู่ในวงการออกแบบด้วยบทบาทที่แตกต่างกันออกไป แต่วันนี้เราชวนเขามาคุยร่วมด้วย คุณนกยูง – ปีรวิน สวัสดิ์ธนวณิชย์ พาร์ทเนอร์อินทีเรียในบทบาทของการก่อตั้ง VMA Design Studio สตูดิโอออกแบบขนาดไม่ใหญ่ที่ทำดีไซน์และภูมิใจกับงานดีไซน์จริง ๆ พร้อมความตั้งใจที่ว่า ‘อยากทำงานที่เจ้าของโครงการมีแพชชัน เรียนรู้ และสร้างงานออกแบบที่น่าสนใจไปด้วยกัน’

01 จุดเริ่มต้น และการตัดสินใจที่ไม่รู้จบ

ตอนเรียน ทั้งคู่เป็นคาแร็กเตอร์แบบไหนกัน?
นกยูง :
ตอนเรียน เราเป็นคนชอบอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่น แต่งตัวแบบเสื้อผ้าประดิษฐ์เอง ออกแบบเอง เลือกอะไรแตกต่างจากเพื่อนๆ จุดเด่นคือชอบใช้สีสัน สนุกๆ ชอบวัสดุ และ สร้างเทคนิคจากของง่าย ๆ ให้ดูแตกต่างจากคนอื่น กล้าใช้อะไรที่ไม่เหมือนเดิม แต่อยู่ด้วยกันแล้วคิดว่าใช่ ซึ่งพอมาจุดที่เราพูดคุยกันวันนี้ มองย้อนกลับไป ตอนนั้นเราต้องเป็นคนมั่นใจมากแน่ๆเลย…มันได้ (หัวเราะ)

แชมป์ : ส่วนของผม ตอนที่ผมเรียนคือเป็นช่วง 4-5 ปีแรกที่คณะสถาปัตย์เริ่มเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาสอนทำงาน 3D ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็ยังค้นหา Online Tutorial Library ได้ไม่เท่าในปัจจุบัน ซึ่งตอนนั้นเราจะมีกลุ่มเพื่อนที่ชอบเล่นเกมส์ด้วยกัน เลยชินกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คอยหาวิธีใหม่ ๆ มาลองเล่นกัน ทำ ไป ๆ มาๆ เพื่อนกลุ่มนั้นก็กลายเป็นแก๊งประกวดแบบสถาปัตย์กันไปเฉยเลย

ซึ่งเพื่อนแก๊งนี้แหละ จะมีคนหนึ่งที่ชอบซื้อนิตยสารนอกมาให้อ่านบ่อย ๆ ตอนนั้นเรามองว่างานพวกนั้นเป็นเรื่องไกลตัวมาก ได้แค่มองว่าเอ่อ…มันสวยดีนะ มองแต่พวกไดอะแกรมกับเรนเดอร์สวย ๆ แต่ปรากฏว่ามีอยู่งานหนึ่งที่เราประกวดแบบมาเรื่อย ๆ แล้วดันชนะได้รางวัลไปจัดแสดงในงานเวนิซ บินาเล่ ที่ประเทศอิตาลี ตอนนั้นเราน่าจะอายุประมาณ 23-24 มั้ง ได้ไปเจอระดับ Great Architects หลายคนที่เราเคยชื่นชมตอนเรียน เห็นตัวจริงเขาพูดแบบนั้น พรีเซนท์แบบนี้ มันเปลี่ยนความคิดเราไปเลย ไอเดียที่เขามองกลายเป็นว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราขนาดนั้น ไม่ได้ดูฟังยากซับซ้อนเหมือนเวลาเราไปตามอ่านบทความของเขา พอกลับมาไทยเลยคิดจะไปเรียนต่อ Design Research ที่ The Architectural Association School of Architecture หรือ AA ที่ประเทศอังกฤษ

ตอนที่เข้าไปเรียน มันสนุกมาก เหมือนเจอกลุ่มคนที่อินในเรื่องเดียวกัน  เป็นเด็กสายประกวดแบบจากแต่ละประเทศเลยคอนเน็คกันง่าย พอเรียนจบเราก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานที่ Heatherwick Studio ซึ่งก็โชคดีที่ได้ทำงานออกแบบกับ Thomas Heatherwick โดยตรงเลย ทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงาน และเห็นความทุ่มเทในการพัฒนางานออกแบบแต่ละชิ้น กว่าจะออกมาเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่เราได้เห็นกัน

ทำไมถึงตัดสินใจกลับไทยมาก่อตั้งออฟฟิศของตัวเอง?
แชมป์ : พอทำงานที่ Heatherwick Studio สักพักจนได้เป็น Lead Designer เริ่มชินกับชีวิตที่นู่น มันก็ถึงเวลาที่ต้องคิดว่าจะตั้งรกรากใหม่ที่นู่นเลย หรือจะกลับมาไทยดี ที่ต้องคิดเพราะอีกปีเดียว เราจะได้ Citizen ที่อังกฤษแล้ว แต่ก็คิดว่าอนาคตวันนึงก็คงต้องกลับ เลยปรึกษากับออฟฟิศที่อังกฤษว่าเรามีแพลนจะกลับเมืองไทยและตั้งใจจะเปิดสตูดิโอออกแบบเล็ก ๆ ที่กรุงเทพ ซึ่งทาง Thomas เองก็ยินดีที่เรามีแพชชันจะกลับมาเปิดสตูดิโอเอง ประกอบกับทางออฟฟิศที่นั่นบอกว่าถ้าอยากกลับมาร่วมทีมกันก็มาได้ทุกเมื่อ เลยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ตอนนั้นเราไม่ได้มีคอนเนคชันงานออกแบบที่ไทยเลย แต่พอดีมีเพื่อนของนกยูงเขาติดต่อเข้ามา อยากให้ออกแบบบ้านที่จันทบุรี เลยลองทำดู ตอนนั้นคือทำงานจากอังกฤษแล้วส่งมาที่ไทย ส่วนนกยูงก็จะเป็นคนพรีเซนท์ลูกค้าที่ไทย

นกยูง : ตัดสินใจยากอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะเอาตรง ๆ ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์มากนัก อยู่ที่นู่นก็น่าจะได้ทำงานสนุกๆอะไรอีกเยอะ แต่อีกมุมถ้าอยู่ที่นู่นไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่ได้ออกแบบในนามของเราเอง และเราก็คิดว่าอย่างน้อยถ้าเราเริ่มเร็วก็มีโอกาสได้ลองได้ทำเร็วขึ้น ก็ปรึกษากันและทางแชมป์เลยตัดสินใจกลับมาไทย เปิดสตูดิโอของเราเองโดยเริ่มต้นจากโปรเจกต์บ้านจันทบุรีที่เราลองทำนั่นแหละ

แชมป์ : ความแปลกคือ ปกติเราดีไซน์ มี Design Director เป็น Thomas Heatherwick ให้ปรึกษา ช่วยเขียน ช่วยไกด์ ช่วยรีวิว พอออกมาทำเอง ความรู้สึกมันต่างกันเยอะเลย เหมือนเราเป็นคนที่ว่ายน้ำเป็นอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าต้องว่ายท่าอะไรถึงจะไปเส้นชัยได้สวยงามและเร็วที่สุด แต่พอมีโปรเจกต์เข้ามาเรื่อย ๆ ให้เราได้ลอง ได้เจออะไรที่เราอยากค้นหา หรือได้เจอลูกค้าที่เขาอินไปกับเรา เลยรู้สึกว่า..มันก็น่าจะมีทางไปนี่นา

Garden House / Guest Lodge

02 Passion รายละเอียด และความสนุกของการได้ลอง

มีคิดไว้ไหมว่า VMA จะทำงานแบบไหน ?
นกยูง :
อย่างที่บอกตั้งแต่เริ่มว่าเราเป็นคนชอบไม่เหมือนคนอื่น คาแร็กเตอร์เหล่านั้นมันส่งผลมาถึงปัจจุบันนะ คือ เราจะเป็นคนทำอะไรแล้วไม่อยากทำซ้ำ พยายามปรึกษาทางแชมป์และน้องๆ ในออฟฟิศเสมอว่า เวลาเราทำงานให้คิดเหมือนว่าลูกค้า อาจจะเก็บเงินสร้างบ้าน เพราะคนเราอาจจะไม่ได้มีบ้านหลายๆ หลัง ดังนั้นเราต้องทำมันให้ทั้งเราและลูกค้ารู้สึกภูมิใจกับโปรเจกต์ และต้องสนุก ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้กับพวกเราในแง่ของความคิด เราต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดให้มากในขั้นตอนนี้ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

แชมป์ : เราพยายามมองหาไอเดียของแต่ละโปรเจกต์ แต่ละบริบทให้มากที่่สุด เราพยายามใช้แนวทางการทำงานที่ได้จากเมืองนอก ในแง่ของการดีไซน์ในต่างประเทศ เขาจะให้เวลากับช่วงของการพัฒนาแบบเยอะมาก อาจจะเป็นเพราะการก่อสร้างแบบ Dry Process ทุกอย่างต้องคิดมาสำเร็จจากโรงงานไม่ใช่ระบบเปียกมาปรับที่หน้างานเหมือนเมืองไทย เราเลยต้องคิดให้รอบคอบ ดีไซน์ให้จบละเอียดจนพร้อมสร้างเลย

นกยูง : อันนี้เราเห็นด้วย เพราะเมื่อก่อนเราเป็นคนชอบเข้าหน้างานมาก ชอบเห็นการเปลี่ยนแปลงของงานที่ค่อย ๆ เสร็จสมบูรณ์ จนแชมป์กลับมาแล้วบอกว่า ถ้าเรารับโปรเจกต์เยอะขึ้น และถ้ามีโอกาสรับงานต่างประเทศเราจะมาเข้าหน้างานบ่อยแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ สิ่งที่เราทำได้คือ เราต้องทำแบบให้ดี ให้แบบมีคำถามน้อยที่สุด ถ้าเราจะเข้าหน้างาน คือเข้าไปดูว่าช่าง ผู้รับเหมาทำได้ตามแบบไหม แต่อย่างน้อยเขาจะไม่เกิดคำถามในเรื่องดีเทลการก่อสร้าง

ตอนนั้นเรารู้สึกเสียเวลากับขั้นตอนการเขียนแบบเหมือนกัน ซึ่งเราคิดว่าบางงานเราไม่น่ามาเสียเวลากับการทำแบบละเอียดยิบนะ แต่แชมป์บอกไม่ได้ ต้องทำแบบนี้แหละ พอเราเปิดใจแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนระบบมาทำแบบนี้ มันโอเคขึ้นเยอะเลย เราเองมีเวลาในการทำดีไซน์ดี ๆ ในออฟฟิศ หรือพอแบบเราเป๊ะ ราคาก็จะไม่หลุด แล้วกลายเป็นว่ามันไม่ได้ง่ายแค่กับเรา แต่ง่ายกับคนที่ทำงานกับเราด้วย อย่างช่าง หรือผู้รับเหมาเอง เขาเคยบอกว่าพอแบบเราละเอียด ทำตามแบบแล้วงานออกมาเหมือนในรูป Perspective ที่แปะอยู่ที่ผนังไซต์มากเลย

Tide Pattaya / Restaurant & Bar

งานดีไซน์แบบไหนคืองานของ VMA ?
นกยูง :
สตูดิโอของเราตอนนี้พึ่งเปิดมายังไม่นาน และก็ยังมีงานที่ทยอยสร้างกันอยู่คงต้องให้เวลาอีกซักพักเหมือนกัน แต่เราโชคดีที่ได้ลูกค้าที่เห็นคุณค่าของงานออกแบบและมีแพชชันแรงมาก เราเห็นถึงความอยากทำ อินไปกับงานดีไซน์ อะไรเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกท้าทาย ซึ่งพอเราได้เห็นโปรเจกต์ของลูกค้าประสบความสำเร็จ เติบโตไปกับสิ่งที่เราออกแบบให้เขา เราเลยเรียนรู้กันว่า นี่แหละ…ออฟฟิศเราอยากเติบโตแบบนี้ ไปพร้อมกันกับลูกค้า

แชมป์ : ตอนที่เรียนจบที่ AA ในหัวผมมีแต่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ของที่นู่น การดีไซน์ทั้งหมดจะเป็น Generative design Based, Scripting Based อาคารบ้านเขาเลยสร้างฟอร์มจัด ๆ Fabricate ออกมาเหมือนในเรนเดอร์ได้เป๊ะ ๆ ซึ่งเราว้าวมาก ตอนนั้นเรามองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มันไม่ได้เหมาะกับบ้านเรา เพราะเทคโนโลยีเราไม่ได้ล้ำขนาดนั้น จนเรามีโอกาสได้ไปสอน Workshop ของ AA ที่บราซิล ซึ่งเทคโนโลยีเขาใกล้เคียงบ้านเรา แต่งานดี สเปซก็ดี หรืองานในเวียดนามเอง เราก็เห็นการทำอะไรที่เบสิกแต่ใช้คอมพิวเตอร์เจเนอเรทมาปรับให้เข้ากับบริบทของบ้านเขา ซึ่งก็น่าจะใกล้กับบ้านเรา หลัก ๆ คือ เรื่องค่าแรงช่างบ้านเราที่ถูกกว่าต่างประเทศโซนยุโรป ค่าแรงช่างเขาแพงมากนะ การเห็นค่างานคราฟท์งานฝีมือมันเลยต่างกัน เราเลยคิดว่า สถาปัตยกรรมที่เอาคุณค่าตรงนี้มาใช้ มันจะเล่นอะไรได้บ้างไหม ? อันนี้เป็นไอเดียหลักที่เราพยายามนำมาใช้กับหลาย ๆ โปรเจกต์

M Residence / Private Residence

เช่นอะไรบ้าง อยากให้เล่าขยายความ?
แชมป์ :
อย่างฝ้าเพดานไม้ของโปรเจกต์ Sunseeker Bar & Rest เราใช้ไอเดียแบบ Computational Based แต่พอมาทำงานกับช่างไม้ท้องถิ่น ก็จะต้องหาวิธีการถ่ายทอด Instruction ที่ต่างกันออกไป หาทางสร้างไกด์ไลน์ในการขึ้นชิ้นงานที่เหมาะสม เพราะความจริงพอช่างเข้าใจภาพใหญ่ของเรา เขาก็ช่วยทำให้โปรเจกต์ออกมาสวยขึ้นได้อีก พอมีความเป็นแฮนเมดขึ้นมา มันจะมี Depth ของโปรเจกต์ขึ้นมาอีกเลเยอร์ มีความ Human Design มากขึ้นต่างจากงาน Prefab เนี้ยบ ๆ ในต่างประเทศ

หรืออย่างบ้านที่ลาดพร้าวเราออกแบบงานฟาซาดเป็นอลูมิเนียมคอมโพสิทที่เราจะเจาะแพทเทิร์น Supplier เคาะราคาฟาซาดมา 500,000 บาท แต่ผู้รับเหมาบอกไม่ต้อง เดี๋ยวเขาเจาะให้เอง 100,000 ก็อยู่แล้ว (หัวเราะ) เลยมองว่านี่คือข้อดีของเรามาก คือการใช้ฝีมือคนมากกว่าเครื่องจักรนี่คือจุดแข็งของที่ไทย และคนทั่วโลกก็ประทับใจ เขาเห็นคุณค่างานคราฟท์แบบนี้มาก

LAD-15 House / Private Residence

หรืองาน Double B / Bite & Bond เอง เราเอาของที่มีอยู่แล้วอย่างท่อไม้เทียมมาดัดงอด้วยเทคนิคแฮนเมดที่เราทำไกด์เหล็กที่กำหนดค่า R ไว้ให้แล้ว และนำมาเรียงกันตามแปลนที่เรากำหนด ซึ่งอันนี้ก็เป็นงานที่ต้องพึ่งฝีมือช่างเหมือนกัน อาจจะออกมาไม่ได้เพอร์เฟกต์มากเท่าการทำโดยเทคโนโลยีก่อสร้าง Prefab จากโรงงาน แต่ก็ดูเป็นงานคราฟท์ในแบบโซนบ้านเราซึ่งเรามองว่ามันก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าบ้านเราจะเนี้ยบไม่ได้นะ คืออาคารหลาย ๆ หลังที่เห็นก็เนี้ยบกริบ สวยงามได้เหมือนกัน

Bite & Bond Project / Café + Hostel

มี Culture Shock หรือมีอะไรที่เรามองว่าเหมือนและต่างในการดีไซน์ของไทยและต่างประเทศบ้างไหม?
แชมป์ : เราว่า มันเป็นการพัฒนาเชิงลึกอย่างพวก Critical Thinking อาจจะไม่ใช่ ไม่ถูกทั้งหมด แต่ความเป็นเด็กไทยจะยังติดอยู่ในกรอบที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ประมาณหนึ่ง เช่น ออกแบบไป อย่างน้อยก็ต้องมีการถามอาจารย์ว่าได้ไหม ไม่กล้าคิดเองหมด ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้ความกล้าของดีไซน์เนอร์มันไม่เท่ากัน ในต่างประเทศเขาจะมั่นใจที่จะลองทำมากกว่า แต่ใช่ว่าดีไซน์เมืองนอกจะสวยทุกแบบ ทำมา 100 แบบ อาจจะมีสวยแค่ 30 ซึ่ง 30 นั้นดันเป็นแบบที่เห็นแล้วว้าวสุด ๆ  อีก 70 เป็นอันที่ไม่รอด ไม่ผ่าน แต่อย่างน้อยเพราะความกล้าทำ มันเลยเกิด 30 นั้นขึ้นมาได้

ในบ้านเรา ผมมองว่าปัญหาหนึ่งคือ แมททีเรียลที่ขายในท้องตลาดมันยังมีไม่หลากหลายมาก สิ่งที่เราอยู่ได้คือการปรับตัวใช้งานให้มันแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งเราก็ยังไม่ค่อยเห็นการปรับที่ฉีก แหวกแนว ล้ำ ๆ ไปจากเดิมมาก มันเลยอาจจะทำให้หน้าตาอาคารออกมาคล้าย ๆ กัน ซึ่งถ้าถามผู้รับเหมา เขาก็จะคุ้นเคยกับการทำงานแบบเดิม ๆ มีเสาปูนก่อฉาบ ปูกระเบื้องแบบนี้ ทุกอย่างมันเลยออกมาไม่หลุดจากเดิมมากนัก

ถ้าเลือกเปลี่ยนไรในวงการออกแบบไทยได้ จะเปลี่ยนอะไร?
แชมป์ :
เรื่องวัสดุแล้วกัน เราอยากเห็นการพัฒนาแมททีเรียลที่ไปไกลกว่านี้ อย่างหินขัด ทรายล้าง ล่าสุดเราเห็นร้านคาเฟ่ที่เกสร พลาซ่า เขาใช้หินขัดทำผนัง ดูดีมากเลย เหมือนกับงานพื้นหินขัดในประเทศอิตาลี….ซึ่งเราอยากเห็นอะไรแบบนี้ในประเทศไทย ถ้าจะเป็นเซียนระบบเปียกแล้ว บ้านเราน่าจะพัฒนาโปรดักรูปแบบนี้ไปให้สุด จะได้โดดเด่นด้านนี้ขึ้นมา

การเป็นออฟฟิศที่มี Interior กับ Architect ออกแบบไปพร้อมกันเลย ดียังไง?
แชมป์
: สถาปนิกจะมองภาพใหญ่ ไอเดียภาพรวมหลัก ๆ  แล้วค่อยส่งต่อให้อินทีเรียสกรีนดีเทลว่าอยู่ได้จริงไหม ช่วยให้มีการปรับจูนกันก่อนออกมาเป็นแบบ ส่วนเรื่องเลย์เอาท์ อินทีเรียก็ทำงานเลย์เอาท์ไปพร้อมสถาปนิกเลย ในแง่ของ Space เลยค่อนข้างลงตัวและนิ่ง ผลพลอยได้อีกข้อคืองบประมาณค่อนข้างจะจบได้ง่ายเพราะดูรายละเอียดไปพร้อมกัน ไม่ต้องตีกันเรื่องตู้เสื้อผ้าบังหน้าต่าง

03 ความสุขของการเป็นนักออกแบบ

ความสุขการทำอาชีพนี้ทุกวันนี้คืออะไร?
แชมป์ :
ผมคิดมาตลอดว่าอาชีพเราก็เหมือนกับขายไอเดีย ขายกระดาษ ลูกค้าส่วนใหญ่นึกไม่ออกหรอกว่าแบบที่เห็นเป็นเล่ม ๆ หรือทัศนียภาพที่พรีเซ็นต์ไปพอสร้างออกมาจริงแล้วจะถูกใจไหม พอมาคิดดู…งานเราเป็นเรื่องของความเชื่อใจเหมือนกันนะ ซึ่งเราก็ต้องรักษาความเชื่อใจนี้ตลอดทางตั้งแต่ช่วงพัฒนาแบบไปจนถึงช่วงระหว่างก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะมีการปรับเปลี่ยนจากหน้างานบ้าง ผู้รับเหมาบ้าง ลูกค้าบ้าง แต่จะมีทีมเราคอยไกด์อยู่ตลอด พองานออกมาเสร็จตอนสุดท้าย งานออกมาสวยเหมือนภาพที่เราเคยนำเสนอให้เขา และช่วยให้โปรเจกต์ของเขาสำเร็จ มันทำให้ลูกค้ามีความสุขและยิ้มไปกับงานที่สร้างออกมาจริง ซึ่งความเชื่อใจนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับลูกค้าหลายๆ คน จากบ้านหลังแรกที่เราทำให้เขา ทุกวันนี้กลายเป็นเพื่อนกัน รู้สึกว่าจุดนี้แหละ คือความสุขที่เรามองเห็น นี่แหละ คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเขาประทับใจในผลงานและการทำงานของสตูดิโอเรา

Sichon Cabana Pool Villa / Resort & Pool Villa

นกยูง : เราโชคดีมากที่ได้ทำอาชีพที่เรามีความสุขได้เดินตามฝัน และ ฝันนี้ก็ได้เลี้ยงดูชีวิตเราอย่างดี คือมันดีมากนะ อย่างมีเคสลูกค้าที่เรามีความสุขไปกับเขาตอนออกแบบให้คือ เขาทำรีสอร์ทธุรกิจครอบครัว รุ่นคุณพ่อคุณแม่ และเขามีแพชชันอยากพัฒนาพื้นที่ดินตรงนั้น เลยให้เราไปดูพื้นที่จริง ว่าสามารถปรับหรือเริ่มจุดไหนได้บ้าง พอมองย้อนกลับไป เรารับโปรเจกต์นี้เข้ามา ไม่ใช่เพราะเล็ก-ใหญ่ แต่เป็นเพราะลูกค้าที่เราไปพบเลย คือเขามีฝันและแพชชัน มุมมองที่อยากพัฒนาโปรเจกต์รีสอร์ทเขาในขั้นสุด นั่งเครื่องบินกลับมา ปรึกษากับทางทีมว่า อยากทำงานนี้มากเลยนะ รับนะ เพราะรู้สึกสุขใจ ทางเขามีภาพและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขามี จุดนี้เลยทำให้เราอยากเป็นสะพานต่อยอดความฝันให้เขาจริง ๆ พอมาตอนนี้ โปรเจกต์นี้ประสบความสำเร็จไปแล้ว และกำลังพัฒนาขยายเฟส 2 ที่ใหญ่ขึ้น ในรูปแบบพูลวิลล่า คือเรียกได้ว่า โปรเจกต์นี้คือต้นแบบความสุขการทำงานเลยก็ว่าได้

ที่กล่าวมามันแอบพิสูจน์ ได้ว่า ถ้าเราทำให้ดี ทุกอย่างมันจะดีตามมา  สิ่งต่างๆ ที่บอกเล่ามา มันอาจจะเริ่มจากการที่เราได้เลือกลูกค้าจากที่เราคุยกับเขาแล้วรู้สึกว่าอยากทำงานร่วมกันไหม พอเป็นในรูปแบบนี้แต่แรก เลยทำให้เราอยากไปทำงานทุกวัน  สิ่งนี้เป็นเป้าหมายของสตูดิโอเรา ‘เราอยากเป็นสตูดิโอเล็กๆ ที่ตั้งใจทำงานดีไซน์และรู้สึกภูมิใจกับงาน’ เรามีแพชชั่นว่าในวันข้างหน้าถ้าสมมุติเราไม่อยู่ แต่งานเราจะยังคงอยู่ และไม่หายไปไหน เราเชื่อว่ามันจะได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างนั้น

ขอขอบคุณ VMA Design Studio
Design Team : Pattitar Na Chart, Suppasit Sirinukulwattana, Kattawan Pongsomsak, Peemai Sawattanawanit, Vichayuth Meenaphant, Peerawin Sawattanawanit
www.vmadesignstudio.com

Writer
Picture of Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading