ARCHSTUDIO สตูดิโอออกแบบสัญชาติจีนที่หลงใหลในชีวิต เรื่องเล่า และความทรงจำของอาคารหลังเก่า

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องมนต์สะกดของอาคารโบราณหลงใหลในเรื่องเล่าและความทรงจำที่อัดแน่นอยู่ในสถาปัตยกรรมยุคเก่า บทสนทนานี้อยากชวนคุณมาอ่านความคิดเบื้องหลังการทำงานของ Han Wenqiang จาก ARCHSTUDIO สตูดิโอออกแบบสัญชาติจีนที่มุ่งสืบสานภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม พร้อมกับการสร้างสรรค์กระบวนการคิดที่มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่านผลงานบูรณะอาคารเก่า และงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่มุ่งขับเน้นอารมณ์ของธรรมชาติ ซึ่งกำลังโดดเด่นเป็นที่จับตามองในวงการสถาปัตยกรรมร่วมสมัย จนนิตยสารชื่อดังด้านสถาปัตยกรรมของอเมริกายกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สตูดิโอระดับแนวหน้าของโลก

Han Wenqiang สถาปนิกผู้ก่อตั้ง ARCHSTUDIO

DsignSomething: อยากให้คุณช่วยเล่าถึงประวัติความเป็นมาของ ARCHSTUDIO

Han Wenqiang: ARCHSTUDIO ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 ในย่าน 798 อาร์ตโซน กรุงปักกิ่ง ด้วยความตั้งใจว่าเราจะทำงานออกแบบที่มุ่งสืบสานภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม เพื่อที่จะแก้ปัญหาด้านการอยู่อาศัยพร้อมกับการสร้างสรรค์กระบวนการคิดที่มุ่งสู่อนาคต การทำงานของเราตั้งอยู่บนหลักคิดของ ‘ความสัมพันธ์แห่งการออกแบบ’ (design of relationships) โดยใช้ ‘พื้นที่’ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงชีวิต ประวัติศาสตร์ และการสร้างสภาพแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน เพราะเราอยากที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมให้แนบชิดกันมากขึ้น

เมื่อปี 2015 เรายังได้รับเกียรติจากนิตยสารชื่อดังของอเมริกาอย่าง ‘Architectural Record’ ให้ติดอันดับ 1 ใน 10 สตูดิโอออกแบบชั้นแนวหน้าแห่งวงการสถาปัตย์อีกด้วย สำหรับผลงานที่โดดเด่นของเรามีทั้ง Waterside Buddhist Shrine (ศาลเจ้าริมน้ำ), Tangshan Organic Farm (ออร์แกนิคฟาร์มในเมืองถังชาน), Tea House in Hutong (คาเฟ่น้ำชาในย่านหูถง) Twisting Courtyard (ลานที่ออกแบบให้มีลูกเล่นโดยการบิด) และ Layering Courtyard (ลานที่มีการเล่นระดับ) ฯลฯ

Could you please briefly tell us about the background and strengths of ARCHSTUDIO?

Established in 2010 and based in 798 Art Zone, Beijing, ARCHSTUDIO advocates using traditional wisdom to solve practical problems and inspire future thinking. Based on the principle of “design of relationships”, we transform the physical space as a medium to realize the deep connection between body, nature, history and the artificial environment, to shorten the emotional distance between people and environment. In 2015, ARCHSTUDIO was honoured as one of the 10 Design Vanguards by the renowned American magazine Architectural Record. Our representative works mainly include Waterside Buddhist Shrine, Organic Farm, Tea House in Hutong, Twisting Courtyard, Layering Courtyard, etc.

โปรเจ็กต์ Waterside Buddhist Shrine

DsignSomething: คุณคิดว่าอะไรคือเอกลักษณ์หรือความเชี่ยวชาญในการออกแบบของ ARCHSTUDIO

Han Wenqiang: ชีวิต ประวัติศาสต์ และธรรมชาติ ทั้ง 3 อย่างนี้คือคีย์สำคัญในงานออกแบบของเรา ซึ่งเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบที่จำเป็นมากหากคุณต้องการที่จะสร้างสภาพแวดล้อมให้จับใจผู้คน และทุกองค์ประกอบที่ว่ามานี้ได้สะท้อนผ่านผลงานด้านต่างๆ ของเรา ทั้งงานออกแบบภายใน งานบูรณะอาคารเก่า และงานสถาปัตยกรรมที่มุ่งขับเน้นอารมณ์ของธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น Hillside Dwelling (ที่พักเชิงเขา) ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบภายใน Qishe Courtyard (ลานชี่ฉี) ที่เป็นโปรเจกต์บูรณะอาคารเก่า และ Waterside Buddhist Shrine (ศาลเจ้าริมน้ำ) ที่เน้นให้ความสำคัญกับธรรมชาติ

What are the fields that ARCHSTUDIO specializes in?

Body, history and nature have always been the key words during our design practices, which we believe are also the three necessary elements for achieving the sentimental environment. They represent the three areas we focus on: interior design, renovation of old buildings, and architecture with a sense of nature. For example, Hillside Dwelling is more about the interior design, Qishe Courtyard is a project of renovation for an old building (pls check the images below); Waterside Buddhist Shrine is more about nature.

โปรเจ็กต์ Hillside Dwelling

DsignSomething: Qishe Courtyard ถือเป็นผลงานที่เป็นดั่งมาสเตอร์พีซของ ARCHSTUDIO ก็ว่าได้ อยากให้คุณช่วยเล่าถึงแนวคิดในการออกแบบ และจุดเด่นของโปรเจกต์นี้ได้ไหม

Han Wenqiang: Qishe Courtyard (ลานชี่ฉี) ที่หูถง (Hu Tong) ในกรุงปักกิ่ง คือโปรเจกต์ที่เราเข้าไปบูรณะอาคารเก่า ซึ่งเดิมทีมันคือ Siheyuan (อ่านว่า ‘ซี่เห่ยหยวน’ คือบ้านแบบดั้งเดิมของจีนที่มักสร้างสวนไว้ตรงกลางบ้าน) ที่มีสวนอยู่ 3 จุดด้วยกัน สิ่งที่เราทำกับโปรเจกต์นี้ก็คือ ปรับปรุงตัวอาคารเดิมที่รกร้างให้เป็นระเบียบ ซ่อมพื้นผิวอาคารทั้งหมด และเสริมโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมเพิ่มในบางจุด ความตั้งใจของเราคือการจำลองรูปลักษณ์ของ Siheyuan แบบดั้งเดิมเอาไว้ เพิ่มเติมเรื่องของการฝังระเบียงลงในตัวอาคารเดิม เพื่อเชื่อมอาคารทั้ง 7 หลังของบ้านเข้าไว้ด้วยกัน เพราะระเบียงมีความสำคัญมาก มันไม่ได้เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมจีนแบบโบราณเท่านั้น หากแต่ยังตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุค

สมัยปัจจุบันด้วย Qishe Courtyard จึงเป็นโปรเจกต์ที่เราสามารถใช้พื้นที่และวัสดุดั้งเดิมมาสร้างสรรค์รูปแบบการใช้ชีวิตที่ร่วมสมัยแถมยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บนความสอดคล้องกลมกลืนของกลิ่นอายในยุคเก่าและยุคใหม่

We would like to talk about our project, Qishe Courtyard. It’s a small Siheyuan (a typology of traditional Chinese residence) with three courtyards, located in a hutong within a core old quarter of Beijing. As approaching the project, we neatened the houses, repaired all the building surfaces, and reinforced the architectural structures, to reproduce the appearance of the traditional Siheyuan. We embedded a veranda into the old Siheyuan to link up the seven separated pitched-roof houses. The veranda not only is a basic element of traditional Chinese architectures but also serves as the carrier of a contemporary lifestyle. We reused the original space and materials to create unique contemporary life scenes so that the old elements coexist harmoniously with the new elements.

โปรเจ็กต์ Qishe Courtyard

DsignSomething: ในมุมมองของคุณ อะไรคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบยุคเก่ากับสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่

Han Wenqiang: ผมอยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่าเรากำลังออกแบบพื้นที่ที่มีอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นการบูรณะอาคารเก่าจึงไม่ควรทำเพียงแค่ปลุกความทรงจำเก่าๆ ขึ้นมาเท่านั้น แต่ควรที่จะสร้างความทรงจำใหม่ๆ เข้าไปด้วย ผมเชื่อว่าความทรงจำทั้งสองแบบนี้ไม่อาจแยกขาดจากกันหรือแบบใดแบบหนึ่งจะมาทดแทนกันได้ง่ายๆ งานออกแบบร่วมสมัยจึงเกี่ยวพันใกล้ชิดกับมิติทางประวัติศาสตร์และความทรงจำ เรานำเอาลักษณะเฉพาะของงานออกแบบยุคเก่ากลับมาตีความใหม่และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมัน เพื่อให้อาคารเก่าได้กลับมามีชีวิต สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และสื่อสารทำงานร่วมกับทรัพยากรของเมืองยุคใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือการออกแบบที่จะนำไปสู่การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น

As you can see, several design works created by ARCHSTUDIO often portray values of Chinese old cultures in an interesting way; for example, Layering Courtyard, Qishe Courtyard, Twisting Courtyard, what are your opinions towards this perfect combination between the old and new architectural elements?

A sentient space should not only evoke memories but also create new ones. The new and the old are neither rigid separation nor simple functional replacement but should be more closely related to history through contemporary design. We want to reinterpret and transform the characteristics of traditional spatial relations, inspire the vitality of old buildings, interact with the historical environment and new urban resources, create new experiences for old buildings to realize a more sustainable future.

โปรเจ็กต์ Layering Courtyard

DsignSomething: คุณเริ่มสนใจในสถาปัตยกรรมแบบโบราณตั้งแต่เมื่อไหร่

Han Wenqiang: ผมเริ่มสนใจในสถาปัตยกรรมแบบโบราณตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เพราะตอนนั้นมีโอกาสได้เดินทางไปที่มณฑลชานซี ที่นั่นเป็นแหล่งรวมของโบราณสถานต่างๆ มากมาย ทั้งวัดโบราณ เจดีย์ไม้ เมืองโบราณ และอุโมงค์ ฯลฯ เมื่อได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของขนาดและการออกแบบห้องโถงใหญ่ของวัดชานหัว (อาคารสมัยราชวงศ์เหลียว) ผมก็รู้สึกประหลาดใจและตกหลุมรักเป็นอย่างมาก แล้วผมก็ใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายอยู่ที่นั่น สำหรับผมอาคารโบราณคือสิ่งที่สะท้อนยุคสมัยและมีเสน่ห์เฉพาะตัว ผมจึงสนใจนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

When did your interest in antique architecture begin to grow?

It was my junior year, and I went to Shanxi to visit the ancient buildings, including temples, wooden towers, ancient cities, grottoes and so on, I was shocked when I felt the awe-inspiring in size and design of the main hall of the Shanhua Temple (Liao Dynasty building). I loved it so much that I stayed there the whole afternoon. In my opinion, historical buildings have a charming contemporary quality, that is what I am interested in.

DsignSomething: คุณคิดว่าการขยายตัวของเมืองส่งผลกระทบต่อสถาปัตยกรรมโบราณหรือเปล่า

Han Wenqiang: แน่นอนว่าเมื่อสังคมพัฒนาขึ้น สถาปัตยกรรมโบราณก็ต้องวิวัฒน์ไปพร้อมกับพัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมด้วย เมื่อเมืองเกิดการขยายตัว ก็ย่อมส่งผลให้เกิดการรื้อถอนทำลายอาคารเก่า และการบูรณะอาคารโบราณที่กินพื้นที่กว้างมากๆ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ตอบโจทย์กับยุคสมัยใหม่ก็ได้ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ถ้าถามว่าการขยายตัวของเมืองจะส่งผลกระทบต่อสถาปัตยกรรมแบบโบราณมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับมุมมองของคนด้วย เดี๋ยวนี้หลายคนเริ่มหันมาตระหนักถึงคุณค่าและให้ความเคารพมันในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ดังนั้น ผมจึงมองว่าแนวโน้มของนโยบายเกี่ยวกับการออกแบบเมืองในอนาคตจะมุ่งไปสู่การรักษาสมดุลในหลายๆ มิติ ทั้งเรื่องความอยู่ดีมีสุขของผู้คน การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา รวมถึงการสืบสานทางวัฒนธรรม

In your opinion, how do urban sprawls affect antique architectures?

The idea of antique architectures will evolve with the development of social culture. With the expansion of cities, the demolition or reconstruction of large areas for traditional buildings may become a thing of the past. It is a phenomenon, but how it affects antique architectures depends on our attitudes. More and more people have realized the value of historic buildings and regarded them as cultural heritages. In my opinion, urban policies in the future will focus more on maintaining a balance among ensuring people’s wellbeing, promoting development, and inheriting culture.

DsignSomething: เรามีโอกาสที่จะหาวิธีฟื้นฟูเมืองเก่าที่กำลังทยอยสูญหายไปได้บ้างมั้ย

Han Wenqiang: การฟื้นฟูชีวิตให้เมืองเก่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งเรื่องนโยบายจากภาครัฐ เศรษฐกิจ ประชากร รวมถึงปัจจัยด้านการคมนาคม ฯลฯ ดังนั้นการออกแบบจึงเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เมื่ออาคารหรือสถาปัตยกรรมคือพื้นที่ที่ผู้คนอยู่อาศัย ใช้ชีวิต และทำงาน หัวใจสำคัญที่สุดในการที่จะรักษาและชุบชีวิตชีวิตเมืองเก่าจึงคือการทำพื้นที่นั้นๆ ให้เอื้อต่อผู้อยู่อาศัยและทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ

Is there any way to revive old towns that are currently fading out?

The revival of old towns involves many factors, such as policy, economy, population, transportation, etc. It is not simply about design. Architecture buildings are spaces where people live and work. To maintain vitality, the most important point is to make people stay and give them the life they want.

โปรเจ็กต์ Twisting Courtyard

DsignSomething: ในอนาคตสถาปัตยกรรมจีนโบราณจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

Han Wenqiang: สถาปัตยกรรมโบราณคือแหล่มขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ของจีน ซึ่งในช่วงเวลาต่างๆ ที่ผ่านมามันก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนและพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ และสิ่งใดก็ตามที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาแบบสากล ไม่ยึดติดกับความเป็นเชื้อชาติหรือภูมิภาคใดๆ ย่อมมีโอกาสที่จะได้การยอมรับจากผู้คนมากขึ้นเพราะว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตของเราจริงๆ ดังนั้น ผมจึงมองว่าในอนาคตสถาปัตยกรรมแบบโบราณจะถูกออกแบบให้รองรับความแตกต่างหลากหลาย อยู่สบาย และเป็นอาคารที่สามารถพัฒนาปรับปรุงต่อไปได้อีกเรื่อยๆ

What will be the future of old Chinese architecture?

Ancient buildings are the source of Chinese history, and they have been changing and developing at different times. Only those with universal wisdom that transcends nations and regions can be accepted by more people and benefit us. Therefore, I think in the future the old architectures must be more diverse, pleasant, developing and self-improving.

อีกบทบาทของ Han Wenqiang คือการเป็นอาจารย์สอนวิชาบูรณะอาคารเก่าที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สถาบัน CAFA (สถาบันทัศนศิลป์แห่งชาติ)

DsignSomething: คุณคาดหวังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อมุมมองของผู้คนและวงการออกแบบมากน้อยแค่ไหน และจะมีวิธีดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้อย่างไร

Han Wenqiang: การเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของตึกรามบ้านช่องไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมในยุคที่กำลังเผชิญกับวิกฤตต่างๆ นานาอย่างเช่นในปัจจุบัน ที่โลกประสบปัญหาจากวิกฤตด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง แต่การบูรณะจะเป็นหนทางที่ดีในการปรับปรุงพัฒนาตัวอาคารเดิม นอกจากนี้เทคโนโลยีและฟังก์ชันใหม่ๆ จะช่วยให้เราสร้างสภาพแวดล้อมของเมืองในอนาคตบนความยั่งยืนมากขึ้น

ในแง่ของการทำงาน เราอยากจะสร้างพื้นที่ที่มีความเข้าอกเข้าใจต่อบริบทต่างๆ รอบตัวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ และหวังว่าผลงานของเราจะสร้างผลกระทบในแง่บวก ทั้งในมิติของวัฒนธรรม การบริโภค รวมถึงมีคุณูปการต่อเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยความที่ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาบูรณะอาคารเก่าที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สถาบัน CAFA (สถาบันทัศนศิลป์แห่งชาติ) ทุกๆ ปีผมจะพานักศึกษาไปศึกษาทำความรู้จักกับถนนหนทางในย่านหูถง กรุงปักกิ่ง และนำงานวิจัยที่ได้จากการสื่อสารทำงานร่วมกับผู้อยู่อาศัยและหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกลับไปจัดแสดงให้กับท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย

To what extent do you expect to trigger changes in people’s perspectives and designs? How will you draw people’s attention to this?

Nowadays, under the condition of an energy crisis and ecological crisis, the infinite expansion for buildings is no longer appropriate. Renovation is a good way to achieve the self- upgrading for the buildings. With new technologies and new functions of the buildings, we can also create a more sustainable future in the existing urban environment.

We hope to create more perceptive spaces by continuous practices and our works can have more positive effects in terms of culture, consumption and contribution to the city. Meanwhile, I am teaching the subject of old building renovation in School of Architecture of the CAFA (Central Academy of Fine Arts), so every year I would lead the students to the streets of hutong in Beijing to learn and our research results would be exhibited in the local area, by which we communicated with residents and relevant government departments.

DsignSomething: ในยุคหลังวิกฤตโควิด-19 อุตสาหกรรมด้านสถาปัตยกรรมของจีนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

Han Wenqiang: จริงๆ การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว เนื่องจากเมืองชะลอการขยายตัวลง อุตสาหกรรมสถาปัตยกรรมของจีนจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เน้นเรื่องการเพิ่มจำนวนของสิ่งปลูกสร้างไปสู่การเน้นในมิติของประโยชน์ใช้สอย ซึ่งหมายความว่าเราต้องการอาคารที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งในแง่วัฒนธรรม ประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ และผมคิดว่าโรคระบาดที่สังคมกำลังเผชิญได้เร่งกระบวนการที่ว่านี้ให้เร็วยิ่งขึ้น

In the post-COVID-19 period, to what extent do you think the Chinese architectural industry will shift?

It has already shifted before the COVID-19 outbreak when the pace of urbanization slowed down, Chinese architecture industry began to shift from incremental construction to stock utilization. It means that there is an increased demand for building qualities, such as its cultural attributes, consumer attributes, ecological attributes, etc., and I think the epidemic has accelerated the process.

Supermachine Studio กับการออกแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนสังคมที่เปรียบเสมือนการแต่งเพลงเพื่อชีวิต

คงพูดได้ว่า สถาปัตยกรรม เปรียบเสมือนเครื่องมือที่สามารถเปลี่ยนชีวิตมนุษย์จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ทั้งการออกแบบที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ งานดีไซน์ที่ทิ้งประเด็นเอาไว้ให้ขบคิด การออกแบบที่สะท้อนปัญหาที่เรามองเห็นในของสังคม

Continue reading “Supermachine Studio กับการออกแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนสังคมที่เปรียบเสมือนการแต่งเพลงเพื่อชีวิต”

คุยกับหนิง-สิริน ภิญญาวัฒน์ ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ Architectural Hardware แบรนด์ Knuckle Olive ที่เชื่อว่า Simple Details ที่ดี เติมเต็มคุณค่าของสถาปัตยกรรมให้โดดเด่นขึ้นได้

 

“เพราะองค์ประกอบเล็กๆ คือส่วนสำคัญที่ช่วยให้งานออกแบบโดยรวมเกิดความสมบูรณ์และสวยงามยิ่งขึ้น”

นี่คือประโยคสั้นๆ ที่ คุณหนิง-สิริน ภิญญาวัฒน์ บอกเล่าถึงความน่าสนใจของ Architectural Hardware

Continue reading “คุยกับหนิง-สิริน ภิญญาวัฒน์ ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ Architectural Hardware แบรนด์ Knuckle Olive ที่เชื่อว่า Simple Details ที่ดี เติมเต็มคุณค่าของสถาปัตยกรรมให้โดดเด่นขึ้นได้”

มองดีไซน์ในอนาคตของสถาปัตยกรรมจีนกับ ONEXN Architects

ช่วงปีที่ผ่านมาหลายคนคงรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการเติบโตของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ไปจนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ และวิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่ล้วนเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเราทุกคน ซึ่งยังรวมถึงแวดวงการออกแบบที่เราจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีหลายโปรเจ็กต์เกี่ยวกับสถาปัตยกรรม บ้าน และเมือง ที่ต่างก็พากันปรับตัว เปลี่ยนมุมมอง และวิธีคิดให้ง่ายต่อความท้าทายใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

Continue reading “มองดีไซน์ในอนาคตของสถาปัตยกรรมจีนกับ ONEXN Architects”

ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ แห่ง NPDA Studio สถาปนิกเจน X ผู้ก้าวข้ามเส้นทางเดิม ก่อนเป็นสถาปนิกไทยที่ได้ทำงานกับสถาปนิกชั้นครูระดับโลก

“มันก็อาจจะดูแรงนะ แต่เราไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร เราสนใจตัวเราและงานที่เราออกแบบ เพราะถ้าถามว่างานเราจะไปผลักดันสังคมได้อย่างไร อันนั้นเราไม่รู้ แต่เรารู้แค่ว่าถ้าเราได้งานมา เราจะทำหน้าที่ในฐานะสถาปนิก ในฐานะวิชาชีพนี้ ดูแลงานให้มันออกมาดีที่สุด”  

นี่คือคำพูดของคุณนัด-ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท NPDA Studio ถึงแม้จะเริ่มต้นด้วยคำพูดที่ตรงไปตรงมา แต่ภายใต้เสียงหัวเราะ และอารมณ์ขัน เรารับรู้ได้ถึงความหลงใหลที่มีต่อการออกแบบ ผ่านการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่ดิบ และจริงใจที่สุดของคุณนัด-ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ คนนี้

ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว คุณนัดเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ตั้งคำถามใหม่ๆ กับการออกแบบตามประสาดีไซน์เนอร์ไฟแรง ก่อนคว้าโอกาสสำคัญสู่การทำงานกับ Thom Mayne สถาปนิกระดับโลกผู้ได้รับรางวัล pritzker prize ในปี 2005 และ สถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง Rafael Viñoly

Dsign Something : ทำไมคุณนัดถึงเลือกเรียนสถาปัตย์
คุณนัด : ตอนเด็กๆ เราชอบศิลปะมาตลอด  พอมาสักตอนมัธยมปลาย ด้วยความที่สังคมตอนนั้นมันไม่ได้มีทิศทางอะไรให้เลือกมาก ถ้าเราไปเรียนทางด้าน fine arts ไปเลย เราไม่แน่ใจว่าเราจะดำรงอาชีพนั้นได้ไหมในยุคนั้น แต่ถ้าไปทางวิทยาศาสตร์ เป็นหมอ เป็นวิศวกร เราก็จะขาดสิ่งที่เราชอบก็คือศิลปะ สุดท้ายก็เลยมาลงตัวที่เรียนสถาปัตย์

ตอนนั้นก็สอบติดสถาปัตย์ขอนแก่น ยุคนั้นถ้ามองสถานะทางสังคม เนื่องด้วยเป็นมหาลัยที่เพิ่งเปิดใหม่ ระบบการเรียนการสอนเลยค่อนข้างมีขอบเขตที่เป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเอามากๆ ตอนนั้นเราก็ตั้งคำถามในใจ ‘ทำไมงานส่วนใหญ่ต้องไปตอบโจทย์ว่า อยู่ขอนแก่นต้องเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น? เราก็แอบอิจฉามหาลัยในกรุงเทพฯ ที่เริ่มมีอาจารย์จบต่างประเทศ เขาเริ่มสอนอะไรใหม่ๆ ทดลองอะไรใหม่ๆ แบบนั้นมันก็ได้เหมือนกันนี่
คุณนัด-ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท NPDA Studio

Dsign Something : จากนักเรียนสถาปัตย์ในวันนั้น เริ่มต้นการเป็นสถาปนิกได้อย่างไร
คุณนัด : ตอนเรียนจบที่ขอนแก่น ปรากฏว่าฟองสบู่แตกพอดี ตกงานและหางานยาก เราได้เริ่มงานแรกไปช่วยเคลียร์แบบก่อสร้างที่สนามบินสุวรรณภูมิ  จำได้ว่าตอนนั้น เบื่อมาก รู้สึกว่า เราจบสถาปัตย์ ทำไมเราไม่ได้เป็นดีไซน์เนอร์ ทำไมเราต้องมานั่งเคลียร์ดีเทลพวกนี้ หลังจากนั้นโอกาสมันมา เราก็ได้ทุนไปเรียนที่อเมริกา โห…เหมือนได้เปิดโลกทัศน์ เพราะเมืองไทยยุคนั้นงานจะไม่ค่อยมีคอนเซ็ปต์ อย่างมากแค่เรียบ แค่สวยก็ถือว่าโอเคแล้ว ในการออกแบบก็ค่อนข้างจะเป็นทิศทางที่ผู้ใหญ่ตีกรอบไว้ อันนี้พูดถึงในยุคของผมนะ
ผิดกับที่ต่างประเทศ อาจารย์จะค่อนข้างสอนให้เราเป็นตัวของเราเอง ผลักดันในสิ่งที่เราเป็น ตอนไปอยู่ที่นู่น เราเองก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน เพราะเราสามารถแสดงตัวตน แสดงไอเดียเราออกมาได้อย่างเต็มที่ ณ ตอนนั้นเราก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จเลย แล้วสุดท้ายก็ได้ไปทำงานที่ Morphosis กับคุณ Thom Mayne ได้เรียนรู้เยอะมาก ตั้งแต่วันแรกมากวาดพื้น เก็บของในช็อปเลย จนได้มาตัดโมเดล จนกระทั่งช่วงท้ายๆ เราถูกดึงเข้าไปอยู่ในทีมประกวดแบบตึกสูงชื่อ Phare Tower ที่ปารีส ซึ่งได้ยินข่าวดีว่าเขาชนะรางวัลอันดับ 1 ด้วย
Dsign Something : การได้ทำงานกับสถาปนิกระดับโลก ถือเป็นความฝันสูงสุดในตอนนั้นหรือยัง
คุณนัด :
จริงๆ สำหรับความคิดเด็กเจเนอเรชัน X ที่อยู่เมืองไทย แล้วมีความคิดที่มองว่า ทุกอย่างมีขอบเขตที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ เราเลยคิดว่า การที่เราได้ทำงานกับคนเก่งๆ สักคนไปจนตาย มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จสูงมากแล้ว  ตอนนั้นก็มีโอกาสได้ทำงานกับสถาปนิกรุ่นใหญ่อีกคนหนึ่ง คือ Rafael Viñoly เราได้ขึ้นมาเป็นดีไซน์เนอร์หลัก ตอนนั้นเราก็ได้ออกแบบโรงแรมให้กับ Beyonce ด้วย แต่ทีนี้กระแสสถาปนิกรุ่นใหม่ ความคิดใหม่ อาคารสเกลเล็ก ดีๆ ใน Archdaily ในสื่อต่างๆ มันเริ่มมา เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า เราก็สามารถที่จะเปิดออฟฟิศเล็กๆ ได้ ก็เป็นความคิดในใจอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มเก็บตังได้ก้อนหนึ่ง แล้วบังเอิญเศรษฐกิจที่อเมริกาเริ่มแย่ลง ก็เลยตัดสินใจกลับมาที่เมืองไทย แล้วก็เปิดออฟฟิศเล็กๆ ในชื่อ ‘NPDA’
Dsign Something : NPDA Studio ย่อมาจาก ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ?
คุณนัด : มันคือ The New Paradigm of Design and Architecture  ถ้าแปลตรงตัวมันคือกระบวนทัศน์ใหม่ๆ กระบวนการทดลองใหม่ๆ กับงานใหม่ทุกครั้ง เพราะเรามีความเชื่อว่า งานมันควรจะต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง เฉพาะเจาะจงในพื้นที่นั้นๆ  เพราะว่าในแต่ละบริบท แต่ละโจทย์ แต่ละผู้ใช้งาน แต่ละปัจจัยมันไม่เหมือนกันเลย เราเลยพยายามผลักดันให้ทุกงาน มีความแตกต่าง และมีเสน่ห์ในแต่ละจุดด้วยตัวของมันเอง
Dsign Something : อยากให้คุณนัดเล่าหน่อยว่า การทำงานของ NPDA เป็นอย่างไร?
คุณนัด: เราเปิดออฟฟิศเล็กๆ ควบคู่ไปกับการสอนที่เอแบค ช่วงทำงานยุคแรกๆ เราได้อิทธิพลจากชาวต่างชาติมาเยอะมาก เอาเทคนิคใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้จากเขามาใช้ รู้สึกตอนนั้นงานเข้ามาเยอะมาก เต็มโต๊ะเลยนะ แต่เราเองเป็นคนที่ว่า ในแต่ละงานต้องคิดให้ละเอียด คิดให้ดี บางทีพอมันหวือหวาไป สุดท้ายก็ไม่ได้สร้าง พอไม่ได้สร้าง ค่าแบบก็ได้ไม่ครบ ทำให้ช่วงหนึ่งของ NPDA เราพูดอย่างไม่อายเลยคือ ออฟฟิศไม่มีงานเลยหนึ่งปี

บังเอิญทางบ้านมีที่อยู่ที่เกาะพะงัน เลยเริ่มต้นใหม่ โดยทำโปรเจกต์ ‘บ้านสมใจ’ เป็นบ้านเกษียณอายุของคุณพ่อคุณแม่ พอเริ่มก่อสร้างไปได้ครึ่งทาง ปรากฏว่าผู้รับเหมาเขาทิ้งงานไป  เราก็เลยตัดสินใจพักการสอน  เอาสิวะ! ลองงานนี้กับมันจริงๆ จังๆ เราลงไปคลุกอยู่กับช่าง เริ่มได้เจอเทคนิคใหม่ๆ กับงานก่อสร้าง เริ่มเข้าใจระบบสังคมเมืองไทยว่า งานจะออกมาดี ต้องทำหรือคุยกับช่างอย่างไร งานระดับโลคอล ช่างอ่านแบบไม่ได้ละเอียด เราตัดโมเดลให้เขาดูเป็นชิ้นๆ เพื่อให้เขาสร้างได้ตามแบบ พอสร้างเสร็จ บ้านสมใจมีชื่อเสียงเลย กลับกลายเป็นว่าเราเริ่มได้งานกลับมาอีกครั้ง
โปรเจกต์บ้านสมใจ Photo credits: NPDA Studio

Dsign Something : ดีเทลแบบก่อสร้างที่เคยเบื่อ เลยถูกนำมาใช้อีกครั้ง?
คุณนัด: ใช่ เรามาทำโรงแรมต่ออีกหลังหนึ่งเป็นของที่บ้านเอง ขึ้นเป็น ‘บ้านบรรจบ’ งานนี้ทำให้ได้ทำงานกับผู้รับเหมาและช่างแบบเต็มๆ ตั้งแต่ศูนย์จนถึงงานเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าองค์ความรู้ที่เราเคยทำงานเคลียร์แบบสุวรรณภูมิกับอิตาเลียนไทย กับผู้รับเหมา ที่เราเคยเบื่อนั่นแหละ มันได้กลับมาใช้อย่างเต็มที่ มันกลับมาส่งผลดีกับเราในภายหลัง แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ตัว
สุดท้ายคือ บ้านบรรจบมีชื่อเสียงและได้รางวัลระดับโลก jury winner ของ Architizer ซึ่งเราภูมิใจมาก  เราก็เลยตกตะกอนความคิดสำหรับ NPDA ว่า จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องมีงานเยอะๆ มากองเต็มโต๊ะเหมือนเมื่อก่อน แต่เรามีงานปีละไม่กี่ชิ้น แต่ตั้งใจทำกับมันจริงๆ อยู่กับลูกค้าจริงๆ หรือถ้าบางงานอยู่ในสเกลที่เราสร้างได้ เราจะเริ่มมองหาสิ่งใหม่ๆ ทดลองสร้างจริงๆ จนกระทั่งเสร็จ ซึ่งคาดว่าจากนี้ไปงานหลายๆ งานของ NPDA ก็จะมีทั้งออกแบบและสร้างเองด้วย
โปรเจกต์บ้านบรรจบ Photo credits: NPDA Studio

Dsign Something : จากความคิดนี้ เลยทำให้ผลงานของ NPDA ออกมาดิบอย่างที่เห็น?
คุณนัด : ผมเคยหาข้อมูล จนไปเจอ Studio Mumbai Architects เขาทำงานที่อินเดีย แต่เรียนจบจากต่างประเทศเหมือนกัน ในบางครั้งการทำงานสเกลประมาณนี้ จำนวนสถาปนิกไม่ต้องเยอะ แต่ช่างที่จะสร้างสำคัญกว่า เขาได้แรงงานทางอินเดียมาทำงานคราฟท์แล้วได้ค้นพบ ศิลปะ วัฒนธรรม ใหม่ๆ ให้งานก่อสร้าง งานออกแบบได้มากขึ้น

ในสังคมไทยเราว่ามันคล้ายๆ กัน เราได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ อย่างที่ตั้งโจทย์ไว้ ได้ไปเจอวัฒนธรรมของช่าง บางคนเป็นช่างมาจากพม่า บางคนเป็นช่างมาจากยะไข่  แล้วในขณะเดียวกัน เราได้ทดลองกับวัสดุจริง เราได้เรียนรู้จากการจับต้องของจริงที่ไซต์ หลังๆ มันมีการแก้แบบสดๆ กันที่หน้างาน จากแต่ก่อนเรานั่งในห้องแอร์ สเก็ตช์ จินตนาการ ไม่ได้จับต้อง ไม่รู้ว่าจำนวนเหล็กเส้นเท่านี้ ความบางของคอนกรีตเท่านี้ เราจะทำระยะเท่าไรแล้วมันถึงจะแข็งแรง แน่นอนว่าวิศวกรเขาจะสเปคมา แต่ในบางรายละเอียด เราต้องสเก็ตช์ด้วยตัวเองจากประสบการณ์ นี่ก็เป็นทิศทางที่ NPDA เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น
Dsign Something : ความสุขของการทำงานทุกวันนี้คืออะไร ?
คุณนัด : ต้องบอกเลยว่า เรารักงานสถาปัตยกรรมมาก เคยล้มลุกคลุกคลานกับมันจนกระทั่งไม่มีงานเป็นปีเหมือนกัน หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานถึงมาลงตัวว่า จริงๆ ความสุขในการทำงานของเราคือ การที่เราได้ทำงานกับทีมเล็กๆ กับคนที่รู้ใจ เพราะเราเองไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียงมาก่อน เราไม่ได้เรียนมหาลัยที่ชื่อเสียงโด่งดัง คอนเนคชันเรามีไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่พี่มั่นใจคือ งานสถาปัตยกรรมมันเป็นของจริง สัมผัสได้จริง คนที่มาใช้เขารู้สึกได้จริงว่าเรามีความตั้งใจกับมันแค่ไหน เราไม่จำเป็นต้องมีข้ออ้างว่า งานนี้ได้ค่าแบบไม่เยอะ ไม่ได้ใหญ่โต แต่คุณสามารถทำงานเล็กๆ จะอยู่บ้านนอก คอกนาแค่ไหน ถ้าความตั้งใจดี โลกสมัยนี้มันออนไลน์ คุณจะส่งรางวัลระดับโลก คุณก็ทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีใจรักกับงานสถาปัตยกรรม ผมบอกได้เลยคุณจะไม่ผิดหวัง แต่ถ้าคุณไปทำชั่วกับมัน มันก็จะเป็นตัวประจานคุณไปตลอด
ถึงแม้ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงของบทสนทนากับคุณนัด ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของบรรยากาศสุดเป็นกันเอง อีกสิ่งหนึ่งที่มาควบคู่กันจนเราสัมผัสได้ คือ ความจริงจัง และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมที่สดใหม่ผ่านกระบวนการทดลองจริง ค้นหาจริง และเจ็บจริง บนเส้นทางของการเป็นสถาปนิกที่คุณนัดตั้งใจลงไปคลุกคลี เพื่อให้ได้ผลงานขั้นสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ ตามแนวทางของ ‘The New Paradigm of Design and Architecture’ หรือ ‘NPDA’

พล หุยประเสริฐ ‘นักออกแบบคอนเสิร์ต’ ผู้เชื่อว่าทุกอย่างออกแบบได้ แม้จะมองไม่เห็นด้วยตา

หากการออกแบบสถาปัตยกรรมและบ้านเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่มีกลไกคือ ‘สถาปนิก’ ผู้ทำหน้าที่ออกแบบ สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับ ‘ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้งาน’ การออกแบบคอนเสิร์ตสักงานหนึ่งก็เป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่ต้องอาศัย ‘นักออกแบบคอนเสิร์ต’ มาสร้างบรรยากาศและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับ ‘ผู้ชม’ และ ‘ศิลปิน’

Continue reading “พล หุยประเสริฐ ‘นักออกแบบคอนเสิร์ต’ ผู้เชื่อว่าทุกอย่างออกแบบได้ แม้จะมองไม่เห็นด้วยตา”

ศุภรัตน์ ชินะถาวร แห่ง p / s / d นักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านชื่อดังมากมายอย่าง Roast, Nana Coffee Roaster, Bottomless ผ่านการสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งการกินด้วยงานดีไซน์

ศุภรัตน์ ชินะถาวร แห่ง p / s / d นักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านชื่อดังมากมายอย่าง Roast, Nana Coffee Roaster, Bottomless ผ่านการสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งการกินด้วยงานดีไซน์

นอกจากนามสกุลไฟล์ที่เหล่านักออกแบบล้วนคุ้นเคย PSD ยังเป็นชื่อของบริษัท party / space / design หรือ p / s / d ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบร้านอาหารและคาเฟ่ ผู้ออกแบบร้านชื่อดังอย่าง Roast, Nana Coffee Roaster, Bottomless, Wine Republic, Too Fast To Sleep, Red Diamond, WWA Café ผ่านการสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งการกินด้วยงานดีไซน์ให้น่าจดจำกว่าที่เคย

คุณโต-ศุภรัตน์ ชินะถาวร Design Director & Founder แห่ง party / space / design หรือ p / s / d

นอกจากร้านจะสวยแล้วต้อง ‘อยู่รอด’ ด้วย คำสั้นๆ ที่เหมือนจะง่ายแต่สุดแสนจะท้าทายนี้ กลายเป็นความสนุกของ คุณโต-ศุภรัตน์ ชินะถาวร  Design Director & Founder แห่ง p / s / d นักออกแบบผู้ชอบนำตัวเองไปอยู่ท่ามกลางปัญหา เพื่อช่วยให้ร้านอาหารอยู่รอด ขายได้ และยั่งยืน

อยู่ท่ามกลางปัญหาโดยไม่สร้างปัญหา

   “สถาปนิกเป็นวิชาชีพที่เอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางปัญหาโดยที่ต้องไม่สร้างปัญหา เพราะสถาปนิกเป็นตัวกลางระหว่างวิศวกร เจ้าของโครงการ นักออกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ หน้าที่ของอาชีพนี้จึงต้องวางตัวเป็นกลาง และจัดการทุกปัญหาได้โดยที่ไม่สร้างปัญหาเพิ่ม”
   “เราชอบที่จะเจอปัญหาใหม่ สมมติถ้าเราเจอปัญหาเดิมๆ เราจะเบื่อ ซึ่งเรารู้สึกว่าอาชีพนักออกแบบเป็นอาชีพพิเศษ ที่อนุญาตให้สร้างและแก้ปัญหาเองได้ ช่วงนี้เลยเป็นช่วงที่เราสนุกกับการตั้งโจทย์ หาความท้าทายใหม่ ทดลองอะไรที่ไม่เคยทำ และต้องแก้ไขมันให้ได้ ซึ่งผมว่ามันสนุกดี”  คงพูดได้ว่า ความกล้าที่จะเผชิญกับปัญหานี้เองที่ทำให้เราได้เห็นผลงานของ p / s / d ออกแบบมาอย่างมีเอกลักษณ์ สวยงามแปลกตาอยู่เสมอ และที่สำคัญคือสามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างได้อย่างตรงจุด

นักออกแบบร้านอาหาร ที่เกิดและเติบโตในร้านอาหาร
   ที่บ้านเคยเป็นร้านอาหารมาก่อน ผมเกิดและโตในร้านอาหาร ตอนนั้นนั่งคุยกับพ่อว่า เมนูร้านเรามันเชยเนอะ แต่พ่อก็บอกว่าขายได้ ผมเคยบอกพ่อว่าร้านเรามันไม่ค่อยสวยเลย แต่พ่อก็จะบอกว่า เอาน่ะ มันก็มีลูกค้าประจำอยู่ เรื่องนี้เป็นเหมือนปมลึกๆ ของผม 
   จนวันหนึ่งความฝันก็เป็นจริง เมื่อหลังจากที่ก่อตั้งบริษัทออกแบบเป็นของตนเอง โจทย์แรกที่ได้รับนั้นคือ การออกแบบร้านอาหาร คุณโตจึงตั้งใจทำโดยไม่ได้มองว่าตนเองเป็นสถาปนิกที่ต้องออกแบบอาคารภายนอกหรือภายในเท่านั้น แต่ยังออกแบบไปถึงองค์ประกอบทั้งหมดที่สร้างความรู้สึกให้ผู้มาเยือนตั้งแต่ Branding เมนู เก้าอี้ ชุดพนักงาน แสงไฟ หรือแม้แต่เพลงที่เปิดภายในร้าน ซึ่งคุณโตบอกกับเราว่า นี่คือความสนุกที่ตนเองชื่นชอบ และไม่ได้มองว่าเป็นการทำเกินหน้าที่ แต่กลับมองว่ามันคือความท้าทายที่นักออกแบบควรมองหาตลอดเวลา

 

มองปัญหาอย่างชัดเจนและแก้ไขอย่างตรงจุด
   หนึ่งในโปรเจกต์ของ p / s / d ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีในชื่อ ‘NANA Coffee Roaster’ คุณโตเริ่มต้นเข้ามารับหน้าที่ออกแบบตั้งแต่ร้านกาแฟร้านนี้ยังตั้งอยู่ที่บางใหญ่ ซึ่งคุณโตมองเห็นทั้งจุดเด่น และจุดที่เป็นปัญหาอย่างชัดเจน โดยจุดเด่นของร้านคือกาแฟชั้นดีบวกกับบาริสตาที่เก่ง แต่ปัญหาคือ Branding ที่ไม่โดดเด่นจึงทำให้ร้าน NANA ในสมัยนั้นค่อนข้างธรรมดาและไม่เป็นที่น่าจดจำ
   ด้วยความสนุกในการแก้ไขปัญหา คุณโตจึงเริ่มลงมือค้นหาและตีโจทย์ จนค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของแบรนด์กาแฟนี้ คือ ความเป็น Specialty Coffee ที่คั่วกาแฟเองและทำกาแฟพิเศษ โดยมีแชมป์ระดับโลกอยู่ภายในร้านถึง 3 คน แต่ยังคงความธรรมดาด้วยการให้ความสำคัญกับ Coffee Family และ Friends เมื่อเข้าใจถึงปัญหาที่ทำให้ร้านดูธรรมดาแล้ว คุณโตจึงลงมือเปลี่ยนโฉมร้านใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่โลโก้ Packaging ชุดพนักงาน เพลงที่เปิดภายในร้าน โทนสี ซึ่งทำให้ร้านเปลี่ยนคาแรคเตอร์ไปมาก ดูโมเดิร์นขึ้น ซึ่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากทีเดียว

 

ออกแบบประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงความสวยงาม

   เมื่อเราถามถึงตัวอย่างงานออกแบบ คุณโตเลือกยกตัวอย่างผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง ‘NANA Hunter Coffee Roasters’ ซึ่งไม่เพียงเต็มไปด้วยความสวยงามและโดดเด่นเท่านั้น แต่คุณโตยังใส่ใจถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานในแต่ละจุดของพื้นที่ รวมถึงจุดเด่นของแบรนด์ที่ล้วนถูกออกแบบมาภายในร้านที่กลมกล่อมลงตัว เป็นเรื่องราวเดียวกัน
   NANA Hunter Coffee Roasters เริ่มต้นด้วยอาคารโกดังเก่า ซึ่งคุณโตตั้งโจทย์กับทีมนานาว่า ทำอย่างไรให้ผู้ที่เข้ามาในโกดังเก่านี้ ได้อะไรกลับไปมากกว่ากาแฟและอาหารอร่อยจาก NANA Hunter จึงโฟกัสไปที่การออกแบบประสบการณ์ก่อนที่จะออกแบบหน้าตา หรือความสวยงามของการตกแต่ง
   บริเวณกลางร้านถูกวางให้เป็นบาร์ขนาดใหญ่ที่ดึงความสนใจจากผู้คนด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องลงตรงกลางพื้นที่ ด้านหลังเป็นโซนคั่วกาแฟล้อมด้วยที่นั่งโดยรอบ รวมถึงมีโซนเก็บเมล็ดกาแฟพร้อมด้วยบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นสองที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเดินถ่ายรูป มองลงมาจากด้านบน และสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับร้านนี้ คือโซนคั่วกาแฟ ซึ่งค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับร้านกาแฟในยุคปัจจุบัน NANA สาขานี้จึงเปรียบเสมือนโรงคั่วกาแฟขนานแท้ ที่เปิดให้เหล่าคอกาแฟเข้าไปชิมและลิ้มรสแบบใกล้ชิด

 

ใส่ใจรายละเอียดในทุกส่วนของการออกแบบ

   หลังจากออกแบบพื้นที่ภาพรวมของ NANA Hunter เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาของการออกแบบดีเทลดีไซน์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ละเอียดและพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ โดยบาร์บริเวณตรงกลางพื้นที่ถูกออกแบบสะท้อนเมนูกาแฟหนึ่งของร้านที่มีชื่อว่า Dirty ซึ่งเป็นกาแฟเข้มข้นที่หยดลงบนนม สีของบาร์จึงถูกออกแบบให้คล้ายกับสีของเมนูกาแฟดังกล่าวด้วยการใช้วัสดุ “หินเอ็มพาราโด การเลือกใช้วัสดุชนิดนี้จึงเป็นเหมือนการทดลองสิ่งใหม่ เนื่องจากปกติหินเอ็มพาราโดจะใช้กับงานที่ค่อนข้างหรูหราและไม่เคยนำมาใช้กับงานร้านกาแฟมาก่อน
   ดีเทลน่าทึ่งยังมีอีก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหินที่ถูกนำมาขัดให้เก่าด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Aging เพื่อทำให้บาร์ดูเก่าแบบมีสไตล์ และไม่เพียงแต่บาร์เท่านั้น แต่ภาพรวมของตึกทั้งหมดยังถูกทำให้เก่าด้วยการใช้น้ำกรดและน้ำเกลือเพื่อทำให้เกิดสนิม นอกจากนั้นผนังทั้งหมดยังใช้เป็นไม้เผาไฟ ที่นอกจากดูดิบเท่แล้ว ยังช่วยทำให้ไม้ไม่ลามไฟและป้องกันไฟไหม้ได้ รายละเอียดยิบย่อยทั้งหมดที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีและแฝงอยู่ตามจุดต่างๆ จึงเป็นที่มาที่ทำให้ลูกค้าเกิดปฏิสัมพันธ์กับอาคาร เพลิดเพลินไปกับสเปซและการมองเห็นที่ไม่ใช่เพียงความสวยงามผิวเผิน

Presentation เสมือนของจริง ที่ช่วยให้เข้าใจงานได้ง่ายที่สุด

   สำหรับสถาปนิก สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการออกแบบ คือ การ Presentation ให้ลูกค้าซึ่งอาจจะไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านสถาปัตยกรรมเข้าใจงานได้ง่ายที่สุด “เรามีโจทย์เล็กๆ ในออฟฟิศว่า ลูกค้าต้องเห็นสามมิติและต้องเห็นของเหมือนจริง เช่น ถ้าเราใช้เครื่องบดกาแฟรุ่นนี้ เราจะให้ทีมออกแบบปั้นโมเดลรุ่นนี้ในโปรแกรมสเก็ตอัพและวางตำแหน่งจริงๆ รวมถึงความสูงของบาร์ ของคนต้องเป็นขนาดจริงที่ถูกต้อง ลูกค้าต้องเห็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ รายละเอียดที่เราออกแบบมันต้องมองเห็นใน perspective ทั้งหมด ไม่ว่าจะขอบโต๊ะที่เราตั้งใจเจีย การเพิ่มหินไปเป็นสองชั้น หรือการซ่อนไฟ 3-4 เส้น”

จอภาพขนาด 15.6 นิ้ว แต่น้ำหนักเบา พร้อมความละเอียดระดับ 4K UHD ช่วยให้ภาพเรนเดอร์เนียนสมจริง มองเห็นรายละเอียดของการออกแบบในสเกลเล็กๆ ได้คมชัดมากยิ่งขึ้น
แก้ปัญหาหน้าจอสีเพี้ยนด้วยค่าความแม่นยำของสีในระดับ delta E<1.5 ให้ช่วงสี Adobe RGB 100% สีที่ได้จากจอแสดงผลจึงสมบูรณ์ ถูกต้อง และสามารถถ่ายทอดภาพการออกแบบได้เสมือนจริงมากที่สุด แถมผ่านการรับรอง Pantone Validated จาก Pantone ให้ความเที่ยงตรงของสีที่แม่นยำในระดับมืออาชีพ

   วิธีนี้ยังช่วยทำให้บาริสตาที่ต้องทำงานกับพื้นที่นี้โดยตรงเข้าใจมากขึ้น ซึ่งนอกจากขึ้นโมเดลภาพสามมิติเสมือนจริงในคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีการสร้าง Mockup หน้างานด้วยขนาดจริง 1:1 เพื่อให้เหล่าบาริสตาได้ลองใช้งานจริงๆ “การทำบาร์ให้พอดีกับบาริสตามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ผมว่าเหมือนการตัดสูทเลย บาริสตาสูงเท่าไหร่  flow ตรงนี้เป็นอย่างไร ต้องมีการออกแบบ flow ด้วยกันก่อน จึงจะบาร์ที่ใช้งานจริงๆ ได้”
   อุปกรณ์ (Tools) การทำ Presentation ที่ดีจึงเป็นเหมือนตัวช่วยของนักออกแบบ อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ที่ทำให้การเรนเดอร์ภาพสามมิติทำได้เร็วขึ้น เหมือนจริงมากขึ้น เมื่อการทำ Presentation ที่เคยกินเวลามากใช้เวลาน้อยลง จึงทำให้มีเวลาในส่วนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น อย่างการเตรียมตัวพรีเซนท์งานลูกค้า การคุยแบบกันในทีมหรือแม้แต่ช่วงเวลาพักผ่อนของสถาปนิก คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการทำงาน Presentation จึงเป็นสิ่งที่สถาปนิกยอมลงทุนเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของผลงานที่ดีที่สุด
   ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างถูกทำให้เป็นสามมิติ การคุยแบบกับลูกค้าก็เช่นเดียวกัน ภาพสามมิติจึงมาคู่กับความต้องการแบบเรียลไทม์ เช่น การเปิดงานสามมิติดูร่วมกับลูกค้าโดยตรงและอาจจะมีแก้ไขแบบ ขยับขยายกัน ณ ตรงนั้น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้จึงต้องมีประสิทธิภาพมากพอที่จะรองรับความเร็วในระดับสูง เพื่อให้ขั้นตอนการทำงานเหล่านี้เป็นไปอย่างลื่นไหล ไม่ติดขัด

ด้วยกราฟิกการ์ดอันทรงพลังที่รองรับสายงานออกแบบโดยเฉพาะอย่าง NVIDIA® Quadro RTX™ 5000 Max Q สามารถสร้างสรรค์งานที่เน้นกราฟิกจำนวนมาก ด้วยคุณสมบัติของ RTX ขั้นสูงอย่าง Ray Tracing จะสามารถเร่งความเร็ว รวมถึงความช่วยเหลือจาก AI พิเศษแบบเรียลไทม์ ช่วยให้เราสามารถทำงานหนัก ไฟล์ใหญ่ๆ ได้อย่างลื่นไหล
มีฟังก์ชัน AI Up-Res ที่จะช่วยสร้างพิกเซลใหม่ เพิ่มความละเอียดของภาพและวิดิโอในระดับสูง ซึ่งถือเป็นฟังก์ชันที่มีประโยชน์มากสำหรับนักออกแบบที่ต้องใช้ความละเอียดของภาพในสเกลงานระดับยิบย่อย

“ผมขอยกคำพูดพี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) ที่บอกว่าเวลาเจอปัญหา ให้เราเต้นรำไปกับมัน เวลาเจอปัญหา ทุรนทุราย ร้องไห้ ปัญหามันไม่ได้หายไป ให้เรามองมุมกลับไปเลย ถ้าปัญหามันมาเป็นจังหวะแทงโก้ก็เต้นแทงโก้ไปกับมันเลย แล้วมันจะสนุกมากขึ้น อยากให้ทุกคนมองปัญหาเป็นเรื่องบวก เพราะถ้าผมไม่มีปัญหาคือผมตกงานนะ ทุกวันนี้เลยมองว่านักออกแบบคือนักแก้ปัญหาจริงๆ” คุณโตกล่าวทิ้งท้าย คงพูดได้ว่าถึงแม้ปัญหาจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่อยากจะพบเจอ แต่ในบางครั้ง ปัญหาเหล่านี้ก็หลอมรวมเป็นบทเรียน สร้างประสบการณ์ใหม่มากมาย เช่นเดียวกับแนวคิดของคุณโตที่พาให้ผลงานของ p / s / d ออกมาแปลกใหม่ ละเอียดในทุกขั้นตอน และตอบสนองทั้งผู้ใช้งานและเจ้าของร้านได้อย่างแท้จริง

แล็ปท็อป ProArt StudioBook Pro 15 (W500) เป็นโน้ตบุ๊คสำหรับครีเอเตอร์ หรือนักออกแบบระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ผู้ใช้งานที่ต้องการเน้นประสิทธิภาพเครื่องแรงแต่ไม่ต้องการใช้แล็ปท็อปรุ่นเกมมิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย  ด้วยขนาดที่บางเพียง 18.9 มม. และน้ำหนักโดยรวมเพียง 1.89 กก. ทำให้สามารถพกพาไปทำงานนอกสถานที่ได้

พร้อมด้วยดีไซน์สวยงาม เรียบหรูและทันสมัย ตัวเครื่องผลิตจากโลหะเสริมความทนทาน และมีการออกแบบขอบด้านบนและด้านข้างให้เหลือขนาด 7.5 มม. ทำให้ StudioBook Pro 15 มีอัตราส่วนจอ ภาพที่เต็มตาและกะทัดรัด ที่สำคัญคือกราฟิกการ์ดเสปคสูง NVIDIA® Quadro RTX™ 5000 Max Q อันทรงพลังสามารถช่วยให้คุณสร้างสรรค์งานที่เน้นกราฟิกจำนวนมาก จึงเหมาะสำหรับการทำงานของนักออกแบบ หรือสถาปนิกในยุคปัจจุบัน  สำหรับใครที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://www.asus.com/th/Laptops/ProArt-StudioBook-Pro-15-W500G5T/

คุยกับอยุทธ์ มหาโสม แห่ง AAD สถาปนิกผู้สนุกกับการออกแบบบ้านให้คนตาบอด ดาวน์ซินโดรม ไปจนถึงบ้านที่มีท่าเรือส่วนตัว

หากมองในฐานะผู้ใช้งานสักอาคารหนึ่ง นอกจากความสวยงามที่เราเห็นในงานสถาปัตยกรรม มีสิ่งใดที่เราสัมผัสได้อีกบ้าง? สเปซที่ถูกออกแบบตั้งใจพาเราไปในทิศทางที่ต้องการให้เป็น สเปซที่เอื้อให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สเปซที่สร้างความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิ่ง สงบ สนุก ผ่อนคลาย

Continue reading “คุยกับอยุทธ์ มหาโสม แห่ง AAD สถาปนิกผู้สนุกกับการออกแบบบ้านให้คนตาบอด ดาวน์ซินโดรม ไปจนถึงบ้านที่มีท่าเรือส่วนตัว”

คุยกับสองสถาปนิกผู้ก่อตั้ง Onion กับสถาปัตยกรรมที่เล่นกับความรู้สึกคน

“ฟังก์ชันมันคือพื้นฐาน แต่สิ่งที่มากกว่าคือความรู้สึกและประสบการณ์ของคน”
นอกจากตัวสถาปัตยกรรมที่ผ่านกระบวนการออกแบบมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แน่นอนว่าอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สถาปัตยกรรมสมบูรณ์คือ ผู้ใช้งาน

Continue reading “คุยกับสองสถาปนิกผู้ก่อตั้ง Onion กับสถาปัตยกรรมที่เล่นกับความรู้สึกคน”

P.O.AR (Patchara + Ornnicha Architecture co.,ltd.) สองสถาปนิกผู้สร้างสถาปัตยกรรมพอดิบพอดี ที่ไม่มีแบบแผน

“คำว่า P.O.AR มันมาจากชื่อเราสองคนรวมกัน เป็น ‘พ อ’ ซึ่งแต่ก่อนเรามองว่า มันเหมือนเป็นความพอดีอย่างหนึ่งในงานสถาปัตยกรรม คือทุกอย่างมันต้องลงตัว

Continue reading “P.O.AR (Patchara + Ornnicha Architecture co.,ltd.) สองสถาปนิกผู้สร้างสถาปัตยกรรมพอดิบพอดี ที่ไม่มีแบบแผน”