Keep in Touch
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
การพัฒนาเมืองอย่างกระจัดกระจายไร้มาตรฐานปราศจากความเป็นมิตรย่อมส่งผลกระทบทางลบในทุกๆด้านโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและการเป็นอยู่ของคนเมือง จนในที่สุดอาจนำไปสู่การถดถอยทางวัฒนธรรมได้เลยทีเดียว งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยชิงหวาจากประเทศจีน (Tsinghua University) ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่าการพัฒนาเมืองที่เร็วเกินไปโดยไม่มีการวางแผนอย่างรอบคอบอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำลายดุลยภาพระหว่างการพัฒนาและอนุรักษ์ เกิดเป็นปรากฏการณ์ลูกโซ่ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมถอยทางอารยธรรมในที่สุด และให้คำตอบผ่านหลักปรัชญาจีนโบราณอย่างลัทธิขงจื๊อที่เน้นการใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ รวมถึงความสำคัญของผู้มีอำนาจที่ยึดมั่นในหลักจริยธรรมว่ามีส่วนช่วยทำให้เมืองยั่งยืนได้อย่างไร
ความเจริญรุ่งเรืองกับการล่มสลาย
ในงานสัมนานานาชาติสู่การพัฒนาเมืองอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน True Smart and Green City? Conference จัดโดยมหาวิทยาลัยซุงคยุนกวางแห่งเกาหลีใต้ (SungKyunKwan University, SKKU) ได้ตั้งคำถามสู่แนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน หนึ่งในงานวิจัยส่งเข้าร่วมจากมหาวิทยาลัยชิงหวาของจีนได้ตั้งข้อสังเกตถึงการพัฒนาเมืองของอารยธรรมจีนโบราณในที่ราบภาคกลาง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอารยธรรมในอาณาจักรใกล้เคียงเช่นวัฒนธรรมหงชานทางเหนือ วัฒนธรรมเหลียงจู่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซี หรือวัฒนธรรมซีเจี้ยเหอที่มณฑลมณฑลหูเป่ย์ พบว่าเมื่ออาณาจักรรุ่งเรืองถึงจุดหนึ่งความเจริญด้านวัฒนธรรมมักเสื่อมถอยลง ทั้งนี้ปัจจัยต่อการเสื่อมโทรมของสังคมนี้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนยากที่จะเจาะจงเพียงสาเหตุเดียวแต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่พบร่วมกัน คือการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการที่ฟุ่มเฟือย ขยายตัวของเมือง สิ่งก่อสร้างหรูหรา อนุสาวรีย์ทางศาสนา วังและสุสานขนาดใหญ่ สะท้อนความสำคัญของมนุษย์ว่าเป็นอันดับหนึ่งเหนือธรรมชาติ
หลักปรัชญาแห่งมนุษย์
ก่อนจะเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักปรัชญาโบราณกับการพัฒนาเมืองอยากจะแนะนำประวัติลัทธิขงจื๊อโดยสังเขปเสียก่อน ย้อนไปเมื่อช่วงห้าร้อยปีก่อนคริสตกาลในสมัยที่แผ่นดินจีนกำลังระส่ำระสายจนแยกออกเป็นก๊กเหล่าจากข้าราชการกังฉิน ปราชญ์ขงจื๊อในวัยสามสิบปี (ชิว แซ่ข่ง, 551-479 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ได้รับการนับหน้าถือตาและเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรมจึงได้ออกเดินทางไปเยือนรัฐต่างๆเพื่อเผยแผ่หลักประพฤติอันเหมาะสมมุ่งสู่ความสงบสุขของแผ่นดิน จนคำสอนของขงจื๊อได้กลายเป็นแนวทางการใช้ชีวิตของชาวจีนในทุกชนชั้น จนกระทั่งศาสนาพุทธมหายานเข้าสู่แผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นและผสมผสานกับหลักศาสนาเต๋าและขงจื๊อกลายเป็นสามหลักปรัชญาชาวจีนเรียกว่าซานเจี้ยว (三教) ในสมัยราชวงศ์หมิง
ลัทธิขงจื๊อให้ความสำคัญกับมนุษยนิยมหรือเชิดชูคุณค่าของมนุษย์ เรียนรู้ขัดเกลาตนเองมุ่งสู่ความสมบูรณ์ เชื่อว่าความสงบสุขของสังคมเกิดจากปัจเจกบุคคลโดยมีครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้น ลัทธิขงจื๊อเน้นย้ำใน“ความสัมพันธ์ทั้งห้า” อันได้แก่ พ่อกับลูก สามีกับภรรยา พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน ผู้ใหญ่กับผู้น้อย สรุปให้ง่ายว่าส่งเสริมให้ใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความกลมกลืนกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติว่า มนุษย์เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างฟ้าและดิน มนุษย์กลมกลืนกับธรรมชาติไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สอดคล้องหลักปรัญชาจีน เทียนเหรินเหออี (ฟ้าคนเป็นหนึ่งเดียวกัน) สะท้อนความตระหนักถึงจักรวาลและธรรมชาติรอบตัว
สถาปัตยกรรมที่ถ่อมตัว
เรียกว่าเมืองที่ยั่งยืนเป็นผลพลอยได้จากหลักคุณธรรมในลัทธิขงจื๊อก็ว่าได้ เนื่องจากหลักปรัชญาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันและมนุษย์กับธรรมชาติ หลักจริยธรรมที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างถ่อมตนกลายเป็นขนบธรรมเนียมครอบคลุมผู้คนในทุกชนชั้น ทั้งประชาชนและผู้มีอำนาจต่างต้องการสร้างอาคารที่ดู “ถ่อมตัว” ตามหลักสอนของขงจื๊อ ในคัมภีร์ลัทธิขงจื๊อชื่อ ปกิณกคดีหรือหลุนอวี่ (The Analects) กล่าวถึงพระเจ้าอวี่ (Yu the Great, 2194–2149 BC) ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์เซี่ยว่าท่านทรงใช้เวลามุ่งพัฒนาระบบชลประทานเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมมากกว่าจะสนพระทัยในความหรูหราของพระราชวัง บทความนี้กลายเป็นแบบอย่างให้ผู้ดำเนินรอยตามขงจื๊อสร้าง “พระราชวังที่เจียมตัว” (Making the Palace Humble) เพื่อให้สอดคล้องกับคำสอนในรุ่นต่อๆมา
ในประวัติศาสตร์จีนเมื่อมีการสร้างอาคารหรือพระราชวังใหญ่โตโออ่ามักพบกับเสียงท้วงติงจากผู้นับถือลัทธิขงจื๊อเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจดหมายเหตุซึ่งส่วนใหญ่บันทึกโดยปราชญ์ในลัทธิขงจื๊อมักเขียนคำวิจารณ์การกระทำต่างๆของผู้มีอำนาจโดยอิงจากหลักลัทธิขงจื๊อไปด้วย สิ่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องเตือนใจผู้ปกครองรุ่นต่อๆมา ธรรมเนียมเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างถ่อมตัวยังใช้กับคนทั่วไปและเหล่าขุนนางอย่างไม่เลือกปฏิบัตินำมาสู่การพัฒนาเป็นมาตรฐานการก่อสร้างอาคารในราชวงศ์ถัง (Statues of Building and Repairs of Tang Dynasty,ค.ศ.832) ซึ่งกำหนดแนวทางทั้งพื้นที่ ขนาดและความสูง รูปลักษณ์และองค์ประกอบอาคาร ถึงแม้มาตรฐานอาคารจะไม่ได้ครอบคลุมไปถึงการออกแบบภูมิทัศน์ แต่สวนจีนส่วนตัวที่หรูหราเกินไปก็มีสิทธิ์ที่จะโดนสาธารณะวิพากษ์วิจารณ์ได้ ตัวอย่างเช่น สวนของหวังจื่อเซิน (Private Garden of Wang Shizhen) นักวิชาการสมัยราชวงศ์หมิงที่ถูกประชาชนกดดันจนต้องเปิดให้เป็นพื้นที่สาธารณะในที่สุด
บ้านและสวนเป็นหนึ่งเดียวกัน
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมจีนซึ่งได้อิทธิพลจากปรัชญาความสัมพันธ์มนุษย์กับธรรมชาติคือ สถาปัตยกรรมมักประกอบด้วยกลุ่มอาคารโดยมีสวนและลานเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ กล่าวได้ว่าทั้งงานสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน การจะแยกพิจารณาเพียงอาคารหรือสวนเพียงอย่างเดียวนั้นทำได้ยากกว่าสถาปัตยกรรมฝั่งตะวันตก ความเอาใจใส่ต่อพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมโดยรอบไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลหรืออาคารสาธารณะล้วนเป็นปัจจัยต่อเมืองที่ยั่งยืนทั้งสิ้น
นอกจากนี้มาตรฐานการก่อสร้างอาคารจีน เช่นมาตรฐานการก่อสร้างอาคารราชวงศ์ถัง หรือหนึ่งในตำราก่อสร้างอาคารจีนที่รู้จักกันดีที่สุดอย่าง ตำราหยิงเซาฝาชี่หรือมาตรฐานอาคารรัฐในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือนำระบบโมดูลช่วงเสามากำหนดฟังก์ชันอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งช่วยประหยัดเวลาและวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งยังสร้างมาตรฐานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ว่าจะเป็นอาคารรัฐหรืออาคารส่วนบุคคล นอกจากนี้ความสูงอาคารยังเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวด้วย มาตรฐานการก่อสร้างอาคารราชวงศ์ถัง กล่าวว่าไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าขุนมูลนายก็ห้ามสร้างอาคารหลายชั้นไม่ว่าอาคารนั้นจะเป็นอาคารรัฐหรือบ้านเรือนเพื่อไม่ให้แอบมองไปยังเรือนผู้อื่นได้ การกำหนดขนาดและความสูงยังช่วยให้แสงสว่างและลมแทรกเข้าสู่ทุกๆอาคารเสริมสร้างภูมิอากาศระดับจุลภาค (Microcliamte) ที่ดีอีกด้วย
ทฤษฎีฮวงจุ้ยในผังเมือง
หลักปรัชญาของขงจื๊อมีอิทธิพลมากกับแนวคิดฮวงจุ้ยเป็นอย่างมากเช่น ตำราแห่งการเปลี่ยนแปลงหรืออี้จิง (Book of Changes) ที่พูดถึงความกลมเกลียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อาจจะไม่ค่อยถูกใจเหล่านักออกแบบยุคใหม่อย่างเราเท่าไหร่นักแต่ แก่นของฮวง(ลม)จุ้ย(น้ำ)คือการนำองค์ประกอบสภาพแวดล้อมมาเป็นปัจจัยในการออกแบบในทุกเสกลตั้งแต่อาคารหลังหนึ่งไปถึงระดับเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งในการสร้างเมืองซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ฮงจุ้ยมีการพิจารณาถึงภูมิประเทศ ภูเขา แม่น้ำ ลม คุณภาพดินและแหล่งน้ำ ทิศทางการวางผังเมือง สิ่งเล่านี้ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาตร์แล้วว่าช่วยให้เมืองมีความสอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น
เคลือบชาดไม่จำเป็นต้องปรับแต่ง หยกขาวไม่จำเป็นต้องขัดเงา
มีคำกล่าวจากปราชญ์ในชัทธิขงจื๊อว่า เคลือบสีชาดไม่จำเป็นต้องปรับแต่ง หยกขาวไม่จำเป็นต้องขัดเงา แปลว่าความงามจากธรรมชาตินั้นเพียงพอแล้ว ในแง่ของงานสถาปัตยกรรมเป็นการส่งเสริมสมดุลระหว่างองค์ประกอบตกแต่งกับพื้นผิวธรรมชาติของวัสดุ และใช้ประโยชน์จากวัสดุธรรมชาติให้คุ้มค่าที่สุด เช่นอาคารที่สร้างจากไม้คุณภาพดีอย่างไม้หนานมู่และสนไซเปรสจะไม่นิยมทาสีทับเพื่อแสดงความงามจากเนื้อไม้โดยตรง ในสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมการนำวัสดุอาคารเก่ามาใช้ซ้ำถือว่าเป็นวิถีปฏิบัติโดยทั่วไปอีกด้วย เช่น วัสดุปูพื้นในสวนจากเศษอิฐ กระเบื้องและหินของอาคารเดิมนำมาวางเรียงเป็นงานศิลปะลวดลายต่างๆ รูปหงส์หรือดอกไม้ นอกจากนี้ยังนิยมการใช้วัสดุพื้นถิ่นมาสร้างอาคารเช่นเปลือกหอยสำหรับเมืองที่ติดทะเล
การสร้างสถาปัตยกรรมที่ถ่อมตนเปี่ยมด้วยความสอดคล้องระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หลักคำสอนโบราณนำไปสู่มาตรฐานการควบคุมอาคารด้วยระบบที่ชาญฉลาด ปรัชญาด้านความงามส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ที่นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิพากษ์อย่างเปิดเผยและผู้มีอำนาจที่ยึดมั่นในหลักศีลธรรมส่งเสริมความกลมเกลียวกันในสังคม การออกแบบที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ กล่าวได้ว่าอิทธิพลจากหลักปรัชญาลัทธิขงจื๊อส่งผลให้สถาปัตยกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ซึ่งควรนำมารวิเคราะห์ศึกษาเพื่อปรับใช้ในบริบทปัจจุบันเช่นกัน
References
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
Automated page speed optimizations for fast site performance