หลักปรัชญาลัทธิขงจื้อในเมืองจีนโบราณ
ทำให้เมืองยั่งยืนได้อย่างไร?

การพัฒนาเมืองอย่างกระจัดกระจายไร้มาตรฐานปราศจากความเป็นมิตรย่อมส่งผลกระทบทางลบในทุกๆด้านโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและการเป็นอยู่ของคนเมือง จนในที่สุดอาจนำไปสู่การถดถอยทางวัฒนธรรมได้เลยทีเดียว งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยชิงหวาจากประเทศจีน (Tsinghua University) ตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่าการพัฒนาเมืองที่เร็วเกินไปโดยไม่มีการวางแผนอย่างรอบคอบอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำลายดุลยภาพระหว่างการพัฒนาและอนุรักษ์ เกิดเป็นปรากฏการณ์ลูกโซ่ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมถอยทางอารยธรรมในที่สุด และให้คำตอบผ่านหลักปรัชญาจีนโบราณอย่างลัทธิขงจื๊อที่เน้นการใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ รวมถึงความสำคัญของผู้มีอำนาจที่ยึดมั่นในหลักจริยธรรมว่ามีส่วนช่วยทำให้เมืองยั่งยืนได้อย่างไร

รูป 1 เมืองชวีฟู่ มณฑลชานตง บ้านเกิดขงจื๊อปราชญ์คนสำคัญของประเทศจีน ในเมืองมีสถาปัตยกรรมโบราณที่สำคัญหลายแห่งเช่น วัดขงจื๊อ สุสานขงจื๊อและจวน(บ้านขุนนาง)ตระกูลขง เนื้อเมืองสะท้อนหลักปรัชญาขงจื๊อซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเมืองสีเขียวที่ยั่งยืนได้เป็นอย่างดี ชมวิดีโอบรรยากาศเมืองชวีฟู่ได้ใน https://www.youtube.com/watch?v=f5oZCnI9OR4

ความเจริญรุ่งเรืองกับการล่มสลาย

ในงานสัมนานานาชาติสู่การพัฒนาเมืองอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน True Smart and Green City? Conference จัดโดยมหาวิทยาลัยซุงคยุนกวางแห่งเกาหลีใต้ (SungKyunKwan University, SKKU) ได้ตั้งคำถามสู่แนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน หนึ่งในงานวิจัยส่งเข้าร่วมจากมหาวิทยาลัยชิงหวาของจีนได้ตั้งข้อสังเกตถึงการพัฒนาเมืองของอารยธรรมจีนโบราณในที่ราบภาคกลาง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอารยธรรมในอาณาจักรใกล้เคียงเช่นวัฒนธรรมหงชานทางเหนือ วัฒนธรรมเหลียงจู่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซี หรือวัฒนธรรมซีเจี้ยเหอที่มณฑลมณฑลหูเป่ย์ พบว่าเมื่ออาณาจักรรุ่งเรืองถึงจุดหนึ่งความเจริญด้านวัฒนธรรมมักเสื่อมถอยลง ทั้งนี้ปัจจัยต่อการเสื่อมโทรมของสังคมนี้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนยากที่จะเจาะจงเพียงสาเหตุเดียวแต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่พบร่วมกัน คือการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการที่ฟุ่มเฟือย ขยายตัวของเมือง สิ่งก่อสร้างหรูหรา อนุสาวรีย์ทางศาสนา วังและสุสานขนาดใหญ่ สะท้อนความสำคัญของมนุษย์ว่าเป็นอันดับหนึ่งเหนือธรรมชาติ

รูป SEQ รูป \* ARABIC 3 ในปี 2013 ได้มีการจัดตั้งองค์การพันธมิตรระหว่างประเทศทางนิเวศวิทยาแบบขงจื๊อ (ICEA) โดยมหาวิทยาลัยฮาวาร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพื่อหาคำตอบสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยใช้หลักปรัชญาขงจื๊อ การแพร่หลายของสถาบันขงจื๊อในตะวันตกได้รับเสียงตอบรับทั้งด้านบวกและลบโดยเฉพาะจากทางการสหรัฐที่กล่าวหาว่าเป็นแผนการแทรกซึมโดยรัฐบาลจีน ภาพ:รุปปั้นขงจื๊อในวัดขงจื๊อ กรุงปักกิ่ง ถ่ายโดย Melinda van den Brink ภาพจาก https://www.flickr.com/photos/melinda_brink/2796306193/

หลักปรัชญาแห่งมนุษย์

ก่อนจะเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักปรัชญาโบราณกับการพัฒนาเมืองอยากจะแนะนำประวัติลัทธิขงจื๊อโดยสังเขปเสียก่อน ย้อนไปเมื่อช่วงห้าร้อยปีก่อนคริสตกาลในสมัยที่แผ่นดินจีนกำลังระส่ำระสายจนแยกออกเป็นก๊กเหล่าจากข้าราชการกังฉิน ปราชญ์ขงจื๊อในวัยสามสิบปี (ชิว แซ่ข่ง, 551-479 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ได้รับการนับหน้าถือตาและเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรมจึงได้ออกเดินทางไปเยือนรัฐต่างๆเพื่อเผยแผ่หลักประพฤติอันเหมาะสมมุ่งสู่ความสงบสุขของแผ่นดิน จนคำสอนของขงจื๊อได้กลายเป็นแนวทางการใช้ชีวิตของชาวจีนในทุกชนชั้น จนกระทั่งศาสนาพุทธมหายานเข้าสู่แผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นและผสมผสานกับหลักศาสนาเต๋าและขงจื๊อกลายเป็นสามหลักปรัชญาชาวจีนเรียกว่าซานเจี้ยว (三教) ในสมัยราชวงศ์หมิง

รูป SEQ รูป \* ARABIC 2 จวนตระกูลขง (Kong Family Mansion) เมืองชวีฟู่ ที่อยู่ของลูกหลานทางสายเลือดของขงจื๊ สร้างในสมัยราชวงศ์ซ่ง ช่วงปีค.ศ. 1377 ถ่ายโดย Xiquinho Silva ภาพจาก https://www.flickr.com/photos/xiquinho/53688892106/

ลัทธิขงจื๊อให้ความสำคัญกับมนุษยนิยมหรือเชิดชูคุณค่าของมนุษย์ เรียนรู้ขัดเกลาตนเองมุ่งสู่ความสมบูรณ์ เชื่อว่าความสงบสุขของสังคมเกิดจากปัจเจกบุคคลโดยมีครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้น ลัทธิขงจื๊อเน้นย้ำใน“ความสัมพันธ์ทั้งห้า” อันได้แก่ พ่อกับลูก สามีกับภรรยา พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน ผู้ใหญ่กับผู้น้อย สรุปให้ง่ายว่าส่งเสริมให้ใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความกลมกลืนกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติว่า มนุษย์เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างฟ้าและดิน มนุษย์กลมกลืนกับธรรมชาติไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สอดคล้องหลักปรัญชาจีน เทียนเหรินเหออี (ฟ้าคนเป็นหนึ่งเดียวกัน) สะท้อนความตระหนักถึงจักรวาลและธรรมชาติรอบตัว

รูป SEQ รูป \* ARABIC 4 ขงจื๊อเป็นบรรณาธิการหนังสือสำคัญห้าเล่มแห่งประวัติศาสตร์จีนหรือ คัมภีร์ทั้งห้า “อูจิง” (Five Classics) อันได้แก่ ตำราประวัติศาสตร์ “ซูจิง” (Book of History) ตำราลำนำกวี “ซือจิง” (Book of Odes) ตำราแห่งการเปลี่ยนแปลง “อี้จิง” (Book of Changes) ตำราว่าด้วยพิธีกรรม “หลี่จี้” (Book of Rites) และ พงศาวดารแห่งวสันต์สารทฤดู (Spring and Autumn Annals) ภาพ:สวนจัวเจิ้ง หรือสวนขุนนางผู้ถ่อมตน (Humble Administrator’s Garden) เมืองซูโจว ถ่ายโดย Xiquinho Silva ภาพจาก https://www.flickr.com/photos/xiquinho/53682141941/in/album-72177720316540729/

สถาปัตยกรรมที่ถ่อมตัว

เรียกว่าเมืองที่ยั่งยืนเป็นผลพลอยได้จากหลักคุณธรรมในลัทธิขงจื๊อก็ว่าได้ เนื่องจากหลักปรัชญาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันและมนุษย์กับธรรมชาติ หลักจริยธรรมที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างถ่อมตนกลายเป็นขนบธรรมเนียมครอบคลุมผู้คนในทุกชนชั้น ทั้งประชาชนและผู้มีอำนาจต่างต้องการสร้างอาคารที่ดู “ถ่อมตัว” ตามหลักสอนของขงจื๊อ ในคัมภีร์ลัทธิขงจื๊อชื่อ ปกิณกคดีหรือหลุนอวี่ (The Analects) กล่าวถึงพระเจ้าอวี่ (Yu the Great, 2194–2149 BC) ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์เซี่ยว่าท่านทรงใช้เวลามุ่งพัฒนาระบบชลประทานเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมมากกว่าจะสนพระทัยในความหรูหราของพระราชวัง บทความนี้กลายเป็นแบบอย่างให้ผู้ดำเนินรอยตามขงจื๊อสร้าง พระราชวังที่เจียมตัว” (Making the Palace Humble) เพื่อให้สอดคล้องกับคำสอนในรุ่นต่อๆมา

ในประวัติศาสตร์จีนเมื่อมีการสร้างอาคารหรือพระราชวังใหญ่โตโออ่ามักพบกับเสียงท้วงติงจากผู้นับถือลัทธิขงจื๊อเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจดหมายเหตุซึ่งส่วนใหญ่บันทึกโดยปราชญ์ในลัทธิขงจื๊อมักเขียนคำวิจารณ์การกระทำต่างๆของผู้มีอำนาจโดยอิงจากหลักลัทธิขงจื๊อไปด้วย สิ่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องเตือนใจผู้ปกครองรุ่นต่อๆมา ธรรมเนียมเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างถ่อมตัวยังใช้กับคนทั่วไปและเหล่าขุนนางอย่างไม่เลือกปฏิบัตินำมาสู่การพัฒนาเป็นมาตรฐานการก่อสร้างอาคารในราชวงศ์ถัง (Statues of Building and Repairs of Tang Dynasty,ค.ศ.832) ซึ่งกำหนดแนวทางทั้งพื้นที่ ขนาดและความสูง รูปลักษณ์และองค์ประกอบอาคาร ถึงแม้มาตรฐานอาคารจะไม่ได้ครอบคลุมไปถึงการออกแบบภูมิทัศน์ แต่สวนจีนส่วนตัวที่หรูหราเกินไปก็มีสิทธิ์ที่จะโดนสาธารณะวิพากษ์วิจารณ์ได้ ตัวอย่างเช่น สวนของหวังจื่อเซิน (Private Garden of Wang Shizhen) นักวิชาการสมัยราชวงศ์หมิงที่ถูกประชาชนกดดันจนต้องเปิดให้เป็นพื้นที่สาธารณะในที่สุด

รูป SEQ รูป \* ARABIC 6 ภาพวาดสวนหวังจื่อเซิง นักวิชาการสมัยราชวงศ์หมิง วาดโดย Qian Gu ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณท์พระราชวังกู้กง ไทเป ภาพจาก https://www.researchgate.net/figure/Painting-of-Wangs-Garden-painted-by-Qian-Gu-qiangu-National-Palace-Museum-in-Taipei_fig2_300250318

บ้านและสวนเป็นหนึ่งเดียวกัน

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมจีนซึ่งได้อิทธิพลจากปรัชญาความสัมพันธ์มนุษย์กับธรรมชาติคือ สถาปัตยกรรมมักประกอบด้วยกลุ่มอาคารโดยมีสวนและลานเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ กล่าวได้ว่าทั้งงานสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน การจะแยกพิจารณาเพียงอาคารหรือสวนเพียงอย่างเดียวนั้นทำได้ยากกว่าสถาปัตยกรรมฝั่งตะวันตก ความเอาใจใส่ต่อพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมโดยรอบไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลหรืออาคารสาธารณะล้วนเป็นปัจจัยต่อเมืองที่ยั่งยืนทั้งสิ้น

รูป SEQ รูป \* ARABIC 7 โมเดลสวนจัวเจิ้ง หรือสวนขุนนางผู้ถ่อมตน (Humble Administrator’s Garden) ในพิพิธภัณฑ์เมืองซูโจว ถ่ายโดย Tim Sheerman-Chase ภาพจาก https://www.flickr.com/photos/xiquinho/53682141941/in/album-72177720316540729/

นอกจากนี้มาตรฐานการก่อสร้างอาคารจีน เช่นมาตรฐานการก่อสร้างอาคารราชวงศ์ถัง หรือหนึ่งในตำราก่อสร้างอาคารจีนที่รู้จักกันดีที่สุดอย่าง ตำราหยิงเซาฝาชี่หรือมาตรฐานอาคารรัฐในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือนำระบบโมดูลช่วงเสามากำหนดฟังก์ชันอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งช่วยประหยัดเวลาและวัสดุก่อสร้าง อีกทั้งยังสร้างมาตรฐานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ว่าจะเป็นอาคารรัฐหรืออาคารส่วนบุคคล นอกจากนี้ความสูงอาคารยังเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวด้วย มาตรฐานการก่อสร้างอาคารราชวงศ์ถัง กล่าวว่าไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าขุนมูลนายก็ห้ามสร้างอาคารหลายชั้นไม่ว่าอาคารนั้นจะเป็นอาคารรัฐหรือบ้านเรือนเพื่อไม่ให้แอบมองไปยังเรือนผู้อื่นได้ การกำหนดขนาดและความสูงยังช่วยให้แสงสว่างและลมแทรกเข้าสู่ทุกๆอาคารเสริมสร้างภูมิอากาศระดับจุลภาค (Microcliamte) ที่ดีอีกด้วย

รูป SEQ รูป \* ARABIC 8 สวนกูหยี (Guyi Garden) สวนจีนดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเซี่ยงไฮ้ ถ่ายโดย Fayhoo ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Guyi_Garden#/media/File:Guyiyuan.JPG

ทฤษฎีฮวงจุ้ยในผังเมือง

หลักปรัชญาของขงจื๊อมีอิทธิพลมากกับแนวคิดฮวงจุ้ยเป็นอย่างมากเช่น ตำราแห่งการเปลี่ยนแปลงหรืออี้จิง (Book of Changes) ที่พูดถึงความกลมเกลียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อาจจะไม่ค่อยถูกใจเหล่านักออกแบบยุคใหม่อย่างเราเท่าไหร่นักแต่ แก่นของฮวง(ลม)จุ้ย(น้ำ)คือการนำองค์ประกอบสภาพแวดล้อมมาเป็นปัจจัยในการออกแบบในทุกเสกลตั้งแต่อาคารหลังหนึ่งไปถึงระดับเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งในการสร้างเมืองซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ฮงจุ้ยมีการพิจารณาถึงภูมิประเทศ ภูเขา แม่น้ำ ลม คุณภาพดินและแหล่งน้ำ ทิศทางการวางผังเมือง สิ่งเล่านี้ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาตร์แล้วว่าช่วยให้เมืองมีความสอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น

รูป 9 ตำหนักต้าเฉิง หรือ พระวิหารมหาสมบูรณ์ (Hall of Great Ensemble) วัดขงจื๊อ (Confucius Temple) เริ่มสร้างประมาณ 478 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองชวีฟู่บ้านเกิดขงจื๊อ พระตำหนักหน้ากว้าง 9 ช่วงเสา ลึก 3 ช่วงเสา สูง 32 เมตร เสาหิน 28 ต้นตกแต่งด้วยมังกรแกะสลัก ถ่ายโดย Xiquinho Silva ภาพจาก https://www.flickr.com/photos/xiquinho/53689362965/
รูป 10 ผังวัดขงจื๊อ เมืองชวีฟู่ ค.ศ.1912 จาก Perry-Castañeda Library Map Collection มหาวิทยาลัยเท็กซัส https://en.wikipedia.org/wiki/Qufu#/media/File:Confucius_temple_1912.jpg

เคลือบชาดไม่จำเป็นต้องปรับแต่ง หยกขาวไม่จำเป็นต้องขัดเงา

มีคำกล่าวจากปราชญ์ในชัทธิขงจื๊อว่า เคลือบสีชาดไม่จำเป็นต้องปรับแต่ง หยกขาวไม่จำเป็นต้องขัดเงา แปลว่าความงามจากธรรมชาตินั้นเพียงพอแล้ว ในแง่ของงานสถาปัตยกรรมเป็นการส่งเสริมสมดุลระหว่างองค์ประกอบตกแต่งกับพื้นผิวธรรมชาติของวัสดุ และใช้ประโยชน์จากวัสดุธรรมชาติให้คุ้มค่าที่สุด เช่นอาคารที่สร้างจากไม้คุณภาพดีอย่างไม้หนานมู่และสนไซเปรสจะไม่นิยมทาสีทับเพื่อแสดงความงามจากเนื้อไม้โดยตรง ในสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมการนำวัสดุอาคารเก่ามาใช้ซ้ำถือว่าเป็นวิถีปฏิบัติโดยทั่วไปอีกด้วย เช่น วัสดุปูพื้นในสวนจากเศษอิฐ กระเบื้องและหินของอาคารเดิมนำมาวางเรียงเป็นงานศิลปะลวดลายต่างๆ รูปหงส์หรือดอกไม้ นอกจากนี้ยังนิยมการใช้วัสดุพื้นถิ่นมาสร้างอาคารเช่นเปลือกหอยสำหรับเมืองที่ติดทะเล

รูป 11 ลวดลายทางเดินรูปตะกร้าดอกไม้ในสวนกูหยี เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) ถ่ายโดย Ti Gong ภาพจาก https://www.shine.cn/feature/art-culture/1903261793/

การสร้างสถาปัตยกรรมที่ถ่อมตนเปี่ยมด้วยความสอดคล้องระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หลักคำสอนโบราณนำไปสู่มาตรฐานการควบคุมอาคารด้วยระบบที่ชาญฉลาด ปรัชญาด้านความงามส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ที่นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิพากษ์อย่างเปิดเผยและผู้มีอำนาจที่ยึดมั่นในหลักศีลธรรมส่งเสริมความกลมเกลียวกันในสังคม การออกแบบที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ กล่าวได้ว่าอิทธิพลจากหลักปรัชญาลัทธิขงจื๊อส่งผลให้สถาปัตยกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ซึ่งควรนำมารวิเคราะห์ศึกษาเพื่อปรับใช้ในบริบทปัจจุบันเช่นกัน

 

References

Alchemy, Q. M. (2017, August). ฟ้า คน ดิน. Retrieved from https://medium.com/@QiMenAlchemy/tian-ren-di-aba89d25e551

Liu, S., & Huang, X. (n.d.). An Old Concept Towards Green: The Confucian Impacts on Architecture and Urban Design in Traditional Chinese Society. True Smart & Green Urban Society. Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/300250318_An_Old_Concept_Towards_Green_The_Confucian_Impacts_on_Architecture_and_Urban_Design_in_Traditional_Chinese_Society

Ren, F., Wang, J., & Lv, W. (2021, July). Confucian harmony and the idea of sustainable development in modern society. Retrieved from https://www.redalyc.org/journal/3842/384272246003/html/

จิรภาไพศาล, ว. (2023, June). ขงจื่อ ปราญ์ผู้ยิ่งในปวศ.จีน กับท่าทีอีหลักอีเหลื่อของพรรคคอมมิวนิสต์. ศิลปวัฒนธรรม. Retrieved from https://www.silpa-mag.com/history/article_39355

มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (n.d.). จริยศาสตร์ของขงจื๊อและมหาตมะคานธี. Retrieved from http://old-book.ru.ac.th/e-book/p/PY336(50)/PY336-11.pdf

อาภาภิรม, อ. (2020, December). ขงจื้อสอนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนิเวศวิทยา. มติชนสุดสัปดาห์. Retrieved from https://www.matichonweekly.com/column/article_381907#google_vignette

Picture of Panon Sooksompong

Panon Sooksompong

สถาปนิกที่หลงใหลในการค้นคว้าสู่นักเขียนผู้ถ่ายทอดเรื่องราว จากกองหนังสือที่เอามารองนอน ตอนนี้ได้ฤกษ์จะถูกหยิบมาเปิดอ่านไปพร้อมกัน
Writer

Discover more from Design Makes A Better Life.

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading