เพิ่งผ่านไปไม่นานกับภาคเสริม Elden Ring: Shadow of the Erdtree จากค่ายผู้พัฒนา FromSoftware ให้เหล่าผู้มัวหมองได้หวนสู่ดินแดนมัชฌิมาอีกครั้งกับการเดินทางครั้งใหม่ใน ดินแดนเงาทมิฬ (The Shadow Realms) ผลงานค่ายนี้นอกจากจะเป็นที่รู้จักในด้านความท้าทายชวนหัวร้อนแล้ว ยังเล่าเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิงผ่านการออกแบบสภาพแวดล้อม (Environmental Design) โดยองค์ประกอบต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ศิลปะ ไอเทม ตัวละคร และอื่นๆภายในเกมล้วนแฝงนัยยะหรือได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์โลกความเป็นจริงอีกด้วย
นอกจากจะมาอวยเกมอย่างเต็มที่แล้ว(สนุกจริงๆนะ)จึงอยากแนะนำ อีเนียร์-อิลลิม วิหารเกลียวอันศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนเงาทมิฬ และตำนานหอคอยบาเบลแห่งบาบิโลนให้รู้จักกัน พร้อมด้วยรายละเอียดสถาปัตยกรรมต่างๆที่น่าสนใจ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องราวต่อไปนี้อาจจะมีสปอยล์ในเนื้อเรื่องและสถานที่บางส่วนภายในเกมเอลเดน ริง และเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าค่ายนี้มีสไตล์การนำเสนอเนื้อเรื่องแบบปลายเปิดให้ผู้เล่นได้ใช้จินตนาการเสริมแต่งเรื่องราวในแบบฉบับของตน เนื้อหาในส่วนของเกมจึงเป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลเท่าที่รวบรวมได้ เพื่อให้คุณผู้อ่านได้นำเอาไปเป็นแต่งเติมเรื่องราวแห่งดินแดนมัชฌิมาในรูปแบบของตัวเองได้อย่างสนุกครบสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น เมื่อทราบดังนี้แล้วเตรียมดาบและคทาของท่านให้พร้อม เราจะเดินทางสู่วิหารอีเนียร์-อิลลิม ไปด้วยกัน
บาฝ-อิลิม ประตูของเหล่าเทพเจ้า
ย้อนไปกว่า 1,750 ปีก่อนคริสตกาลริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรติสในยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ชาวอะมอไรท์ (Amorite) รุ่งเรืองอำนาจขึ้นมาแทนที่ราชวงศ์ที่ 3 แห่งอูร์ เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “บาบิโลเนีย” แห่งดินแดนพระจันทร์เสี้ยวไพบูลย์ ที่มาของชื่อบาบิโลนนั้นยังไม่มีข้อเท็จจริงที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากภาษาอัคคาเดียน บาฝ-อิลลิม (Bāb-ilim) หรือ บาฝ-อิล (Bāb-il) แปลว่า ประตูของเหล่าเทพเจ้า (Gate of Gods, บาฝ-ประตู, อิลลิม–เทพเจ้า) หรือในภาษากรีก บาบิลู (Babillu)
ค่าย FromSoftware มักได้แรงบันดาลใจมาจากหลายแหล่งไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์จริง เรื่องแต่ง หรือแม้กระทั่งการ์ดเกม สำหรับ อีเนียร์-อิลลิม (Enir-Ilim) นั้นคำว่า Nir ในภาษาสุเมเรียนแปลว่าราชา (Lord) (เครดิต Nloki_Ciryaquen) อีเนียร์-อิลลิมจึงน่าจะหมายความว่าเป็นวิหารแห่งราชาและเทพเจ้า (Lord and God) หรือวิหารแห่งเทพราชันย์ (Lord of Gods) นั่นเอง
ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างราชาและเทพเจ้าแห่งดินแดนมัชฌิมาก็จะได้รับการไขกระจ่างในเนื้อหาของภาคเสริมนี้อีกด้วย เรียกได้ว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์อีเนียร์-อิลลิม กับประวัติศาสตร์โลกมีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ชื่อเมืองเลยทีเดียว
รูปภาพแสดงภาพความเชื่อมโยงในตัวเกมเอลเดน ริงกับวัฒนธรรมเมโสโปเตเมียพบได้ตั้งแต่ในเกมหลัก ณ ใต้ดินของดินแดนมัชฌิมาเราจะได้พบกับแผ่นหินขนาดใหญ่แกะสลักลวดลายเรขาคณิต หน้าตาคล้ายกับ แผนที่โลกของชาวบาบิโลน (Imago Mundi หรือ Babylonian Map of the World) แผ่นดินเหนียวแกะสลักภาพแผนที่โลกและบันทึกข้อความภาษาอัคคาเดียน แผนที่ดังกล่าวมีนครบาบิโลนเป็นศูนย์กลางขนาบด้วยแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส คล้ายกับแม่น้ำเอนเซลและซีโอฟราในเกม ภาพจาก smarthistory.com
รูป 9 และ 10 หนึ่งในธีมหลักของเกมเอลเดน ริง เกี่ยวโยงกับชีวิตและความตาย ความเชื่อดังกล่าวถ่ายทอดออกมาในองค์ประกอบสภาพแวดล้อมมาจนถึงของตกแต่งเล็กๆ เรือหัวแกะนี้คาดว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก เรือพิธีศพชาวอียิปต์ (Egyptian Funerary Boat) โดยมักมีรูปปั้นสุนัขล่าเนื้อ สัญลักษณ์ของเทพเจ้าแห่งความตายอนูบิส หมอบอยู่บนหลังคาเรือ ภาพจาก australian.museum
หอคอยบาเบล ต้นเหตุความสับสนในประวัติศาสตร์
บทปฐมกาลที่ 11 ในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึง หอคอยบาเบล (Tower of Babel) ว่ามนุษย์ทะเยอทะยานสร้างหอคอยสูงเทียมฟ้าเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตน พระเจ้าจึงสาปให้มนุษย์พูดกันคนละภาษาจนต้องกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดินและการสร้างหอคอยต้องยุติลง ในภาษาฮิบรูคำว่า บาเฝล (Bavel) แปลว่า ความสับสน แสดงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังจากมนุษย์คุยกันไม่รู้เรื่อง ดินแดน ซินาร์ (Shinar) ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครนั้นหมายถึงดินแดนเมโสโปเตเมีย และเป็นไปได้สูงว่าหอคอยบาเบลเคยตั้งอยู่ ณ นครบาบิโลนนี้เอง
จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวนักโบราณคดีจึงพุ่งความสนใจไปที่สถาปัตยกรรมสำคัญในสมัยเมโสโปเตเมียอย่างพีระมิดขั้นบันได ซิกกูแรต (Ziggurat, วิหารบูชาเทพเจ้า) ซิกกูแรตที่นครบาบิโลนชื่อว่า อีเตเมนอันกิ (Etemenanki) หมายถึง บ้านแห่งรากฐานของสวรรค์บนผืนโลก (House of the Foundation of Heaven on Earth)
สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นบันไดเชื่อมโลกสู่สวรรค์ ชาวบาบิโลนยังเชื่อว่าซิกกูแรตแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ กึ่งกลางของโลกอีกด้วย ตามการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าซิกกูแรตอีเตเมนอันกิมีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างประมาณ 91 เมตร สูง 7 ชั้นลดหลั่นกัน ชั้นบนเป็นห้องบูชาเทพเจ้ามี 7 ห้อง ห้องที่เจ็ดมีเตียงและบัลลังค์เรียกว่า บ้านแห่งเตียง (House of the Bed) เหนือขึ้นไปเป็นดาดฟ้าให้นักดาราศาสตร์ได้สังเกตเทหวัตถุบนท้องฟ้า ในบันทึกของบิดาแห่งประวัติศาสตร์ เฮโรโดตัส (Hēródotos, ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล)
เล่าว่าที่ชั้นบนสุดของวิหารหรือคาดว่าที่บ้านแห่งเตียงนี้เอง สตรีชาวบาบิโลเนียนที่ถูกคัดเลือกโดยนักบวชจะได้แต่งงานกับเทพเจ้าใน พิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Marriage Ceremony) ซึ่งในเกมเอลเดน ริง ที่ชั้นบนสุดของวิหารอีเนียร์-อิลลิมนั้นเราจะได้ไปเป็นสักขีพยานการเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างราชาและเทพ ณ ประตูแห่งเทพเจ้านี้เอง
ในเมื่อซิกูแรตอีเตเมนอันกิหรือหอคอยบาเบลในตำนานมีฐานสี่เหลี่ยม แล้วภาพจำหอคอยเกลียวมาจากไหน? ทั้งนี้คาดว่าหนึ่งในสาเหตุน่าจะมาจากภาพวาดของ ปีเตอร์ เบรอเคิล ผู้พ่อ (Pieter Bruegel the Elder ค.ศ.1525-1569) จิตรกรชาวดัตช์ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาแบบดัตช์และเฟลมิช (แถบประเทศแผ่นดินต่ำหรือบริเวณเนเธอแลนด์และเบลเยี่ยมในปัจจุบัน ช่วงศตวรรษที่ 15-16)
โดยได้แรงบันดาลใจจากหอคอยบาเบลในพระคัมภีร์ ส่วนรูปลักษณ์นำมาจาก โคลอสเซียม ซึ่งเขามองว่าเป็นสัญลักษณ์ความหยิ่งยะโสและความป่าเถื่อนของมนุษย์ สรุปได้ว่าหอคอยบาเบลแบบเกลียวที่เราเคยชินนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไหร่นัก แต่เมื่อพูดในแง่ของนิยายแฟนตาซีแล้ว เรื่องเล่าของเฮโรโดตัสและรูปทรงเกลียวสูงเทียมฟ้านั้นเปรียบได้กับวัตถุดิบชั้นเลิศที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ต่อยอดได้เป็นอย่างดี
อีเนียร์-อิลลิม แรงบันดาลใจสู่วิหารเกลียวเทียมฟ้า
ในเกมเอลเดนริง เหล่าผู้มีเขา (Hornsent) เป็นเผ่าพันธุ์ที่เคร่งศาสนา พวกเขาสามารถเสกมนตราเกลียวแห่งแสงที่เชื่อว่าจะพุ่งสูงขึ้นไปสู่สวรรค์ ความคลั่งไคล้ในขดเกลียวปราฎในศิลปะสถาปัตยกรรมทั่วดินแดนเงาทมิฬ โดยเฉพาะในวิหารอีเนียร์-อิลลิมที่มีลักษณะเป็นหอคอยเกลียวสีทองอร่ามสูงเทียมฟ้าหสนให้นึกถึงภาพวาดของเบรอเคิล
มื่อเรามาถึงชั้นบนสุดของนครเหนือมวลเมฆเราจะได้เป็นสักขีพยานการเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างราชาและเทพ ณ ประตูแห่งเทพเจ้า (Divine Gate) คล้ายกับพิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ในบันทึกเฮโรโดตัสนี่เอง
อารยธรรมบาบิโลนได้วางรากฐานศาสตร์ต่างๆมากมาย เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์(สู่ดาราศาสตร์) กฎหมาย วิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ฯลฯ การนำมาประยุกต์ใช้ปูประวัติศาสตร์ในเกมเอลเดน ริงจึงมีความสมเหตุสมผลและน่าสนใจอย่างมาก ต่อไปเรามาจะมาวิเคราะห์ที่มาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายในวิหารอีเนียร์-อิลลิม แบบย่อกัน
ส่องกล้องมองสถาปัตยกรรมในวิหารศักดิ์สิทธิ์
หนึ่งในจุดเด่นสะดุดตาตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาสู่อีเนียร์-อิลลิมคือเสาเกลียวทั้งเป็นโครงสร้างและใช้ตกแต่งแสดงถึงความเชื่อสู่ศิลปะ เสาอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้จริงๆแล้วมีชื่อเรียกว่า เสาเกลียวโซโลมอนหรือเสาน้ำตาลข้าวบาเลย์ (Solomónica, Solomonic column, Barley-sugar Column)
เชื่อว่านำมาจากวิหารโซโลมอนอันวิจิตรแห่งกรุงเยรูซาเล็มดังปรากฎในพระคัมภีร์ มีจุดเริ่มต้นในช่วงปลายยุคโรมันแต่เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสมัยโรมันเนส และอีกครั้งในสมัยบาโรคจากผลงาน ซุ้มชิโบเรียม (Ciborium/ Baldacchino) โดยจัน โลเรนโซ แบร์นินี ณ มหาวิหารนักบุญเปโตรที่กรุงโรม ซุ้มเซนต์ปีเตอร์สร้างจากสำริดตั้งอยู่เหนือที่ฝังพระศพมหานักบุญเปรโต
รูป 18 และ 19 ซุ้มชิโบเรียมและเสาเกลียวโซโลมอน มหาวิหารนักบุญเปโตร ประเทศอิตาลี โครงสร้างงดงามราวกับประติมากรรมนี้เป็นงานใหญ่ชิ้นแรกของแบร์นินีอีกด้วย! ซุ้มชิโบเรียมมักสร้างเพื่อคลุมแท่นบูชาหรือหลุมศพบุคคลสำคัญ ถ่ายโดย Feng Zhong ภาพจาก flickr.com
เสาฝังผนัง (เสากลม Engaged Column และ เสาเหลี่ยม Pilaster) เสาเหล่านี้มักโผล่ออกมาจากผนังครึ่งหนึ่ง บ้างก็ประมาณ ¾ ได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยโรมันโบราณโดยเฉพาะที่ผนังของครรภมณฑลของวิหารหรือที่เรียกว่า Cella โดยมีส่วนประกอบเหมือนกันกับเสาโครงสร้าง ต่างกันเพียงเป็นองค์ประกอบตกแต่งเท่านั้น
รูป 20 และ 21 เสาตกแต่งที่ฟาสาดมหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม ประเทศอิตาลี
ถ่ายโดย Trevor Huxham ภาพจาก flickr.com
หน้าจั่ว (Pediment) อีกหนึ่งองค์ประกอบสถาปัตยกรรมคลาสสิคที่บอกเล่าเรื่องราวมากมายจากประวัติศาสตร์สู่เกมเอลเดน ริง เราจะพบหน้าจั่ว Pediment ได้เหนือทางเข้าและหน้าต่างบนวิหารตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ หน้าบัน (Tympanum) มักตกแต่งด้วยประติมากรรมเทพเจ้าโดยริมขอบทั้งสามด้านประกบด้วยบัวลวดลายสวยงามเรียกว่าบัวคอร์นิซ (Cornice) แบ่งเป็นสองส่วนคือบัวแนวนอน (Horizontal Cornice) และบัวเฉียง (Raking Cornice)
รูป 22 และ 23 หน้าจั่วฝั่งตะวันตกของ วิหารพาร์เธนอนจำลอง ที่เมืองแนชวิลล์ สหรัฐอเมริกา รูปปั้นเล่าเรื่องราวการแข่งขันระหว่างเทพเจ้าอธีน่าและโพไซดอนเพื่อชิงแคว้นแอตติกา (กรุงเอเธนส์และบริเวณรอบๆถ่ายโดย ucumari photography ภาพจาก flickr.com
บนหลังคาก็มีองค์ประกอบที่น่าสนใจมากมายเช่นกัน อย่างตะเกียงหลังคา (Roof Lantern) โครงสร้างขนาดเล็กหน้าตาคล้ายหอบนยอดหลังคาโดม ชื่อเรียกดังกล่าวมาจากหน้าตาที่คล้ายกับตะเกียง คอยนำแสงเข้ามาสู่ภายในอาคาร ระบายควัน และเป็นองค์ประกอบตกแต่งอาคาร
อาคารบางหลังมียอดหลังคาแหลมจากสถาปัตยกรรมโกธิคที่ตกแต่งด้วยงุ้มใบไม้ (Crocket หรือ Croquet) องค์ประกอบตกแต่งลักษณะคล้ายตะขอพบได้ตามยอดแหลมหลังคาหรือหน้าจั่ว รวมไปถึงรูปปั้นปนาลี (Gargoyles) รูปปั้นสัตว์ประหลาดเกาะอยู่ตามกำแพงหรือหลังคาได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยศิลปะโกธิค ใช้บังท่อระบายน้ำฝนจากหลังคาและตกแต่ง อ่านเพิ่มเติมได้ใน
ตัวอะไรอยู่บนนั้น?รูปปั้นสัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่(บนหลังคา)
รูป 24 และ 25 หอตะเกียงบนยอดโดม อาสนวิหารฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ภาพจาก Britannica.com
รูป 26 และ 27 ยอดแหลมหลังคาของมหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งวีตร์ (Notre-Dame of Vitré) คำว่า Crocket มีที่มาจากภาษาฝรั่งเศสเก่า Croc แปลว่าตะขอ เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายกับไม้เท้า Crosier ของบิชอป
ถ่ายโดย GO69 ภาพจาก wikipedia.org
รูป 28 และ 29 ตัวปนาลีรูปคนที่วิหารเซนต์วิตุส สาธารณรัฐเช็ก
ถ่ายโดย Aconcagua ภาพจาก wikipedia.org
รูปปั้นสิงห์คู่ สิงโตคู่ทวารบาลยืนขนาบสองข้างของทางเข้าอาคาร ฮวงซุ้ย และศาสนสถาน รูปสิงโตจำหลักศิลาต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนเมื่อคณะฑูตจากตะวันออกกลางนำสิงโตมาถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการให้กับราชวงศ์ฮั่น รูปปั้นสิงห์คู่เป็นสัญลักษณ์ของการปกปักรักษาและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าสู่สถานที่ รูปปั้นมักประกอบด้วยสิงโตตัวผู้ตะปบลูกแก้วและตัวเมียยืนคู่กับลูก ในเกมเอลเดน ริง สิงโตก็เป็นที่นับถือบูชาในหมู่ผู้มีเขาเช่นเดียวกัน
รูป 30 และ 31 รูปปั้นสิงโตตัวเมียทางด้านซ้ายของประตูไท่เหอ พระราชวังต้องห้าม ประเทศจีน
ถ่ายโดย Slices of Light ภาพจาก flickr.com
ตามทางเราจะได้เห็นประติมากรรมลักษณะเป็นแท่นโดยมีบันไดเลื้อยขึ้นไปสู่รูปปั้นบนยอด น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก แท่นเทศน์หรือธรรมาสน์ (Pulpit) ของโบสถ์คริสตจักรสำหรับให้บาทหลวงและศาสนาจารย์เทศนาบทพระวรสาร ในวิหารผังรูปกางเขน (Cruciform Church) มักพบแท่นเทศน์อยู่ทางทิศเหนือติดกับกำแพงหรือเสา
รูป 32 และ 33 แท่นเทศน์ Pulpit ที่วิหารเซนต์จอร์จ ประเทศเยอรมนี แต่ในเกมเอลเดน ริง เลือกที่จะนำรูปปั้นไปวางไว้แทนตำแหน่งของบาทหลวง
ถ่ายโดย AlexanderRahm ภาพจาก wikipedia.org
อีกหนึ่งฉากติดตาในเกมเอลเดน ริง เมื่อผู้เล่นเดินเข้าสู่ห้องชำระล้าง ลำแสงเข้ามาจากช่องเปิดด้านบนตัดกับความมืดสลัวส่องลงมาที่อัศวินเข็มเลด้า ผู้เด็ดเดี่ยว เพดานของห้องชำระล้างได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน สังเกตได้จาก ช่องเพดาน (Coffer, Caissons, Lacunaria) ลักษณะเป็นแผงหลุมเรียงต่อกันสู่ช่องเปิดบนเพดานเริ่มใช้ตั้งแต่ในสมัยกรีกโบราณ สำหรับวิหารแพนธีออนนอกจากจะใช้เป็นองค์ประกอบตกแต่งแล้วยังช่วยลดน้ำหนักของโครงสร้างโดม (Rotunda) อีกด้วย
รูป 34 และ 35 มหาวิหารแพนธีออน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ถ่ายโดย Clement Souchet ภาพจาก unsplash.com
แรงบันดาลใจจากศิลปะสถาปัตยกรรมที่ทางค่าย FromSoftware นำมาประยุกต์ใช้สร้างโลกแฟนตาซีในเกมเอลเดน ริง ช่วยปูเนื้อหาที่อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ ทำให้ผู้เล่นได้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวในเกมได้อย่างเพลิดเพลินมากขึ้น สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในเกมแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดตลอดจนองค์ประกอบเล็กๆ ที่แฝงไว้ด้วยความหมายและเรื่องราว กล่าวได้ว่าเกมเอลเดน ริง เลือกนำเสนอความสนุกในแบบที่เรียบง่าย นำประวัติศาสตร์จริงมารังสรรค์เรื่องราวที่มีเสน่ห์น่าค้นหา และสร้างผลงานอย่างพิถีพิถันเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง
อ้างอิงจาก
Britannica. (n.d.). Lantern. Retrieved from https://www.britannica.com/technology/lantern-architecture
Britannica. (n.d.). Pulpit. Retrieved from https://www.britannica.com/technology/pulpit
Depot Boijmans van Beuningen. (n.d.). Bruegel’s ‘Tower of Babel’. Retrieved from https://www.boijmans.nl/en/collection/in-depth/bruegel-s-tower-of-babel
The Tarnished Archaeologist. (2022, August). A tablet tells the secret history of Elden Ring’s Ancient Dynasty | Elden Ring Archaeology Ep. 2. Retrieved from https://www.youtube.com/watch?v=ZyiOtwyH0Sk
เดชขจร, ณ. (2019). BABYLON Mesopotamia: Cradle of Civilization. Bangkok: GYPZY.
รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
ทางอีเมล ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.