MALTON Ari บ้านที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ ผสานดีไซน์สองเจนเนอเรชั่น

MALTON Ari
บ้านที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ ผสานดีไซน์สองเจนเนอเรชั่น

หากเอ่ยถึงย่าน “อารีย์” แล้ว เรามักจะนึกถึงย่านแฮงค์เอ้าท์ขนาดเล็กที่รวมหลากไลฟ์สไตล์สุดชิคใจกลางกรุง ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร และมุมนั่งชิลเก๋ ๆ ที่มาพร้อมการเดินทางแสนสะดวก แต่จริง ๆ แล้วหากเราเดินลึกเข้าซอยไปสักหน่อย เราจะพบกับความเงียบสงบแบบย่านพักอาศัยเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยความร่มรื่นและความเป็นส่วนตัวที่ย่านนี้ได้สะท้อนเอกลักษณ์วิถีชีวิตเหล่านั้น ผสมผสานกลมกลืนจนเป็นเสน่ห์ของพื้นที่

แน่นอนว่าสำหรับการเป็นที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน นอกจากความสอดคล้องกับบริบทยังต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตที่ตอบโจทย์การสร้างครอบครัวยุคใหม่ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ จึงเป็นที่มาของโครงการ “MALTON Ari” บ้านแฝดสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ ที่ออกแบบผสมผสานความเก่าและความใหม่สู่อินทีเรียดีไซน์ 2 สไตล์ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ Modern Loft ที่เน้นความทันสมัยเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ และ Modern Classic ที่ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกแบบเก่า ตอบโจทย์ความชื่นชอบของสองเจนเนอเรชั่นไว้ในโครงการเดียวได้อย่างลงตัว

สำหรับการออกแบบบ้านตัวอย่างในโครงการนี้ เราก็ได้มีโอกาสพูดคุยในรายละเอียดของงานอินทีเรียกับ คุณดิ่งดีจริง จิตตนูนท์ แห่ง N7A กับงานตกแต่งบ้านในสไตล์ Modern Loft ซึ่งนอกจากความใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบที่เน้นการแสดงออกถึงสัจจะของวัสดุต่าง ๆ ทางดีไซเนอร์ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัสดุที่นำมาตกแต่งเป็นอย่างมาก

“เราพยายามเน้นเรื่องวัสดุที่แตกต่างจากโครงการอื่น ๆ เพราะเรื่องวัสดุเป็นสิ่งที่เห็นชัด การเลือกใช้วัสดุ premium จะช่วยสร้างภาพลักษณ์และความรู้สึกที่แตกต่างได้ ซึ่งสำหรับงานอินทีเรียวัสดุเป็นเรื่องที่ทางเราให้ความสำคัญมาก เพราะมีผลให้งานออกแบบมีความประณีตและเกิดเป็น Exclusive touch ที่แตกต่าง”

การตกแต่งภายในของโครงการนี้ เพื่อให้การออกแบบตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่จะมาอยู่อาศัย บ้านจึงต้อง Flexible รองรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดร่วมกันของคนในครอบครัว มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเด็ก ๆ เน้นการใช้ชีวิตจริงสำหรับทุกช่วงวัย ภายในอาคารทั้ง 5 ชั้นจึงมีลิฟท์โดยสารที่ผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก จากแนวคิดที่ต้องการเน้นความผสมผสานทั้งความใหม่และความเก่า ดีไซเนอร์จึงเลือกใช้ Design Keyword ด้วยคำว่า Exposed ซึ่งถูกตีความในหลากหลายมิติ ซึ่งเราจะเห็นได้จากการออกแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการกั้นห้อง หรือการ Define space ทดแทนการใช้ผนังกั้น เพื่อสร้าง space ใหม่ที่ไร้ขอบเขต

ในส่วนพื้นที่ชั้น 1 จะประกอบไปด้วยส่วนเซอร์วิสต่าง ๆ ได้แก่ ห้องซักรีด ครัวไทย และส่วนของแม่บ้าน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้จากบริเวณที่จอดรถที่เชื่อมต่อกับสวนด้านข้างซึ่งมีไว้สำหรับนั่งเล่น รับแขก เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของทุกคนกับความเป็นธรรมชาติด้วยกระเบื้องลายหินของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ BALZA สี Ash โดยเราสามารถเข้าสู่ตัวบ้านได้โดยตรงจากโถงลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้น 2  

ภายในชั้น 2 จึงทำหน้าที่เป็นส่วนกลางสำหรับทุกคน ซึ่งถูกออกแบบในลักษณะ Open Plan ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ส่วนโถงนั่งเล่นส่วนรับประทานอาหาร และพื้นที่ Pantry ภายใน Mood and Tone ที่ดูขรึมเท่ด้วยโทนสีเทาเข้มแบบผนังคอนกรีตเปลือย ร่วมกับการออกแบบ Lighting เพื่อขับเน้นวัสดุต่าง ๆ ที่เลือกใช้ในสไตล์ Loft เสริมด้วยสีทองเพิ่มความหรูหรา ภายในโปร่งโล่งด้วยโถงแบบ Double space  ซึ่งมีผนังเหล็กฉลุเป็น Feature wall หลัก ร่วมกับ Custom-designed Chandelier ที่เป็นงานโครงโลหะสะท้อนความเป็น Modern Industrial ได้เป็นอย่างดี เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เลือกใช้เป็นวัสดุไม้ที่ให้ความเรียบเท่ โดดเด่นบนพื้นลวดลายหินสีเทาอ่อนของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ ARDOISE สี Gris ที่ถูกเลือกนำมาจัดวางแพทเทิร์นใหม่อย่างน่าสนใจ  

บริเวณพื้น-ผนังของโถงลิฟท์และโถงบันได ถูกออกแบบต่อเนื่องกับภายในห้องด้วยโทนสีเทาของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ ARDOISE สี Gris เช่นเดียวกัน จึงให้พื้นผิวสวยงามต่อเนื่องในทุก ๆ ชั้น

สำหรับชั้น 3 เป็นส่วนของ Master Bedroom ที่เชื่อมต่อมุมมองโดยตรงกับโถง Double space ในบริเวณนี้สามารถจัดเป็นพื้นที่ทำงานเล็ก ๆ โดยเลือกกั้นแบ่งเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ตามต้องการด้วยบานเลื่อนกระจกที่ซ่อนเก็บในผนัง ในส่วนของหัวเตียงตกแต่งด้วยลวดลายหินอ่อนสีน้ำตาลของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ SENSO DI MARMO สี Mystic Brown ให้ลวดลายสายแร่ที่ละเอียดน่าหลงใหล และเพิ่มความเข้มคลุมโทนด้วยสีเทาดำบนตู้ปลายเตียงด้วย COTTO GRANDE COLLECTION ซีรี่ย์ CEMENT สี Ebony  

กั้นแบ่งซ่อนพื้นที่ Walk-in Closet ไว้ด้านหลังเชื่อมต่อกับ Master bathroom ที่สามารถเพลิดเพลินกับการอาบน้ำในบรรยากาศธรรมชาติของลวดลายหินด้วย COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ ARDOISE สี Plomb

ในส่วนพื้นที่ชั้น 4 แบ่งเป็นห้องนอนอีก 2 ห้องซึ่งทางดีไซเนอร์ยังคงให้ความสำคัญกับ Material selection ด้วยการเลือกใช้พื้นไม้ปูลายก้างปลา (Haring bone) เพิ่มผิวสัมผัสที่อบอุ่นและน่าสนใจ เข้ากับการออกแบบบริเวณหัวเตียงกับลูกเล่นของ Lighting design ที่ดูเรียบแต่เก๋ไก๋

ภายในห้องน้ำห้องนี้เลือกใช้กระเบื้อง COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ NEO BASALT สี Basalto ที่ให้ความสวยงามสไตล์ Modern Loft แบบต่อเนื่องเป็นผืนเดียวทั้งพื้นและผนัง

ชั้น 5 หรือชั้นดาดฟ้า ซ่อนฟังก์ชันสุดพิเศษด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัวที่มาพร้อมระบบ Jacuzzi เป็นพื้นที่แห่งช่วงเวลาพักผ่อนของทุกคนในครอบครัว มีพื้นที่นั่งเล่นรองรับการจัดกิจกรรมสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ๆ ที่จะมาใช้เวลาร่วมกันในวันหยุดจัดปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ชมวิวและแสงสีของเมืองในยามค่ำคืน

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่านอกเหนือจากการออกแบบตกแต่ง space ต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจแล้ว ดีไซเนอร์ให้ความสำคัญกับเรื่องของ Lighting design และ Material selection เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งานออกแบบโครงการนี้ดูโดดเด่นในขณะที่ยังคงความหรูหรามีระดับ

โดยวัสดุกระเบื้องหลักที่อินทีเรียเลือกใช้ทั้งส่วนพื้นและผนังนั้นคือกระเบื้อง COTTO ITALIA เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตในอิตาลี 100% ด้วยเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งมีความละเอียดของลวดลายและผิวสัมผัสต่าง ๆ รวมถึงจำนวน random pattern ที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีข้อดีในเรื่องของ in stock product ซึ่งสามารถตอบโจทย์การทำงานที่รวดเร็วของทาง developer ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสำหรับดีไซเนอร์แล้ว นับเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ช่วยในเรื่องของการใช้วัสดุ premium ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของ lead time เป็นอย่างมาก

ขอขอบคุณ
คุณดิ่ง-ดีจริง จิตตนูนท์ อินทีเรียจาก N7A

ARDOISE_Gris

(พื้น-ผนัง โถงทางเข้า โถงลิฟท์ โถงบันได พื้น living room)

ARDOISE_Plomb

(Master bathroom)

BALZA_Ash

(Landscape)

สอบถามข้อมูลและช่องทางติดต่อ

WEBSITE : COTTO Italia  >> https://bit.ly/2R7S7cP       
SHOPPING : COTTO Life >>  https://bit.ly/3iSD7v5   
LINE OFFICIAL ACCOUNT : @cottoitalia >> https://bit.ly/3ksW2xE        
FACEBOOK INBOX  >> https://bit.ly/35EXsAR

Writer
Pornpailin J.

Pornpailin J.

สถาปนิกที่เชื่อว่างานเขียนเป็นมากกว่าแค่ตัวอักษร แต่คือพลังงานที่ขับเคลื่อนผู้คนและสังคมได้

The Gentry วิภาวดี บ้าน L-Shape กับ Inner Court ส่วนตัว สำหรับคนรักความสงบ

The Gentry วิภาวดี บ้าน L-Shape
กับ Inner Court ส่วนตัว สำหรับคนรักความสงบ

เพราะการใช้ชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นใจกลางเมืองอาจจะเป็นเป้าหมายสำหรับใครหลาย ๆ คน ซึ่งในปัจจุบันด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่ง และพื้นที่ ที่ถูกจำกัดของทำเลเมือง ถูกครอบคลุมไปด้วยตึกสูง คอนโดมิเนียมจนเต็มพื้นที่ ซึ่งเนื้อที่อาจจะไม่เพียงพอต่อสมาชิกครอบครัวขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้ SC ASSET ได้เล็งเห็นถึงความต้องการที่สูงขึ้น จึงพัฒนาบ้านหรูใจกลางเมือง ให้เป็น The Gentry วิลล่าหรู 3 ชั้นทำเลเมือง ใกล้ทางด่วน และรถไฟฟ้า เสมือนให้คุณได้ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมหรู แต่มีการขยายพื้นที่การใช้งานให้สามารถตอบรับกับการใช้ชีวิตของครอบครัวขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี และด้วยการจัดวางฟังก์ชันรูปทรงตัว L จึงทำให้มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เป็น Inner Court ส่วนตัว เพื่อให้คนที่อยู่อาศัยภายในได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในวันนี้เราจะพาไปชมโครงการ The Gentry วิภาวดี” วิลล่าหรู  ที่สามารถตอบรับกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ด้วยคอนซ็ปต์ “Urban Sanctuary” พื้นที่สำหรับพักผ่อนที่แท้จริง แม้อยู่ใจกลางเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง พร้อมให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด เอกสิทธิ์เพียง 10 ครอบครัว  โดยภายในโครงการมีบ้านเดี่ยวทั้งหมด 2 แบบ คือแบบ Hudson และ Tribeca ซึ่งออกแบบโดย คุณน้อง-จิรัฏฐ์ ลัทธิธนธรรม ผู้ออกแบบจาก SC ASSET ที่วันนี้จะมาพูดคุยกับเรา พร้อมทั้งพาไปชมบ้านแบบ Tribeca ด้วย

“The Gentry วิภาวดี” โดดเด่นด้วยการออกแบบในสไตล์ Modern Luxury ด้วยโทนสีขาว-เทาเรียบหรู เพิ่มความอบอุ่นด้วยสีน้ำตาลจากองค์ประกอบไม้และระแนง Façade ซึ่งปกป้องภายในบ้านให้แยกออกจากภายนอกเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้านหน้าต้อนรับเราด้วย Foyer ที่เชื่อมต่อจากพื้นที่จอดรถ พื้นปูด้วยกระเบื้อง COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ PIETRA สี Lavica Silver สวยงามด้วยลวดลายหินธรรมชาติสีเทากับผิวสัมผัสที่ไม่ลื่นจนเกินไป ให้เราสามารถนั่งใส่รองเท้าก่อนออกไปข้างนอกและด้านในยังมีตู้เก็บรองเท้าโดยเฉพาะ เป็นฟังก์ชันเพื่อการใช้งานที่ตอบโจทย์ Urban Lifestyle ได้อย่างสะดวกสบายมาก ๆ

เมื่อเข้าสู่ภายในตัวบ้าน เราจะพบกับความพิเศษทันทีด้วย Double volume space กับความสูงกว่า 6 เมตรของโถง Living room ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่ชั้น 1 กับชั้น 2 และได้ Space ที่ลื่นไหลเชื่อมต่อการใช้งานทั้งหมดภายใน โดยเฉพาะการเปิดรับมุมมองสวนแบบเต็มที่ ซึ่งเป็นข้อดีจากการวางผังบ้านแบบ L-Shape จึงทำให้บ้านมีพื้นที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ สัมพันธ์กับดีไซน์กระจกสูงภายในห้องโถงที่เปิดเต็มพื้นที่ ให้ Space ภายในที่โปร่ง โล่งและสว่างทั้งวันด้วยแสงจากธรรมชาติ  

การออกแบบพื้นที่ใช้งานในชั้น 1 เน้นความเรียบง่ายแบบ Open Plan จากส่วน Living room จึงเชื่อมต่อสู่ส่วน Dining Area และ Pantry อย่างต่อเนื่องเปิดโล่งถึงกัน เพิ่มบรรยากาศที่เรียบหรูด้วยพื้นกระเบื้องหินอ่อนโทนสีขาวของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ BIANCHEZZA สี Statuario โดยหากเปิดประตูออกจาก Dining Area จะสามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่สีเขียวของสวนภายนอกและสระว่ายน้ำซึ่งปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหินของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ BALZA สี Ash ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถออกไปพักผ่อน สัมผัสกับธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของบ้านเรา แต่ในขณะเดียวกันสวนนี้ก็ยังสามารถเชื่อมกับผู้คนในบ้านที่อยู่อาศัยในชั้น 2 และชั้น 3 ผ่านระเบียงที่สามารถเชื่อมโยงมุมมองของทุกคนลงมายัง Court ได้

การออกแบบที่พิเศษซึ่งเป็นจุด Highlight ของบ้านแบบ Tribeca คือผนังลวดลายหินอ่อนสีน้ำเงินเต็มผืนในส่วน Living room ด้วยวัสดุกระเบื้องจาก COTTO GRANDE COLLECTION ซีรี่ย์ LES BIJOUX DE REX สี Sodalite Bleu ซึ่งโดดเด่นด้วยลวดลายและสีสันที่พิเศษ โดยทางผู้ออกแบบตั้งใจที่จะดึงธรรมชาติจากภายนอก ทั้งมุมมองพื้นที่สีเขียวและแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในบ้าน ผ่านความโปร่งใสของช่องหน้าต่างที่สะท้อนความงดงามจากท้องฟ้า เชื่อมต่อมายังความงดงามของผืนผนังลวดลายหินสีน้ำเงินได้อย่างพอเหมาะพอดี

โดยเมื่อมองลงมาจากทางเชื่อมของชั้น 2 โถงนี้ยังให้มุมมองที่งดงามด้วยแสงไฟจาก Chandelier ที่สะท้อนลงบนลวดลายหิน เกิดเป็นบรรยากาศสุดพิเศษ ขับเน้นความสวยงามจากทุกมุมมองภายในบ้าน

สะพานทางเชื่อมของชั้น 2 เชื่อมการใช้งานระหว่างห้องนอนสองห้องที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลัง โดยห้องนอนใหญ่หรือ Master Bedroom จะอยู่ในส่วนหน้าบ้าน ซึ่งได้รับความสว่างเต็มที่จากแสงธรรมชาติในขณะที่ยังคงความเป็นส่วนตัวด้วยการดีไซน์ Façade ด้านหน้า ภายในห้องมี Walk-in Closet เชื่อมต่อไปยัง Master bathroom ครบครันทุกฟังก์ชันการใช้งานในพื้นที่กว้างขวาง

ข้อดีของการจัดวางห้องในลักษณะนี้ ทำให้แต่ละห้องแยกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน ผู้อยู่อาศัยจึงได้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดแต่ก็ยังสามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคนอื่นภายในบ้าน ผ่าน space ที่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างน่าสนใจ

ห้อนนอนที่ 2 กับระเบียงที่สามารถมองลงมาชมบรรยากาศของสวนด้านล่าง และจากระเบียงนี้ยังสามารถมองเห็นการใช้ชีวิตของสมาชิกคนอื่น ๆ ภายในบ้านได้อีกด้วย

อีกหนึ่งความพิเศษ คือการออกแบบพื้นที่ใช้งานในชั้น 3 ให้มีส่วน Semi-Outdoor ระหว่าง 2 ห้องนอน ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัว สำหรับทำกิจกรรม เป็นพื้นที่สังสรรค์ ซึ่งบริเวณนี้ยังสามารถเปิดออกสู่ระเบียงขนาดใหญ่ที่มองลงมายัง Court ได้ ช่วยเชื่อมต่อทั้งมุมมองธรรมชาติ และช่วยในเรื่องการระบายอากาศบริสุทธิ์ให้ไหลเวียนเพิ่มความสดชื่นภายในบ้าน

บ้านทุกหลังในโครงการนอกจากถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ยังคำนึงถึงความโปร่งสบายไม่อึดอัด ทั้งเรื่องของการวางผังและการจัดพื้นที่ห้องต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อ space และการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ซึ่งการเลือกใช้วัสดุที่ให้ลวดลายหินธรรมชาติอย่างกระเบื้องของ COTTO ITALIA COLLECTION จึงเป็นวัสดุทดแทนธรรมชาติที่เข้ามาเติมเต็มความ Modern Luxury ให้กับบ้านด้วยความสวยงามเทียบเท่าหิน

ซึ่งมีข้อดีทั้งในเรื่องความบางของแผ่น น้ำหนักเบา และเป็นวัสดุกระเบื้องแผ่นใหญ่ จึงสามารถทำการติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเลือกใช้เป็นวัสดุหินธรรมชาติในขนาดที่ใหญ่พิเศษ อย่างในส่วนผืนผนังของโถง Living room ย่อมจะตามมาด้วยราคาที่สูง และจะต้องไปคัดสรรส่วนที่ให้สายแร่สวย ๆ ซึ่งกระเบื้อง COTTO ITALIA COLLECTION สามารถถ่ายทอดความพิเศษต่าง ๆ เหล่านั้นลงไปบนกระเบื้องทุกแผ่นได้อย่างสมบูรณ์ มีให้เลือกหลากลวดลาย หลายสีสัน นำมาเล่นในการตกแต่งได้หลายลุค และมีหลากหลายพื้นผิวเหมาะกับฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ จึงสามารถคุมโทนสีในการออกแบบได้ง่าย และที่สำคัญ คือ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยการคัดสรรทุกความทันสมัยของลวดลายพิเศษที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน  

ขอขอบคุณ
คุณน้อง-จิรัฏฐ์ ลัทธิธนธรรม ผู้ออกแบบจาก SC ASSET

LES BIJOUX DE REX_Sodalite Bleu

(ผนัง Living Room)

BIANCHEZZA_Statuario

(พื้นชั้น 1)

BALZA_Ash

(Landscape)

สอบถามข้อมูลและช่องทางติดต่อ

WEBSITE : COTTO Italia  >> https://bit.ly/2R7S7cP       
SHOPPING : COTTO Life >>  https://bit.ly/3iSD7v5   
LINE OFFICIAL ACCOUNT : @cottoitalia >> https://bit.ly/3ksW2xE        
FACEBOOK INBOX  >> https://bit.ly/35EXsAR

Writer
Pornpailin J.

Pornpailin J.

สถาปนิกที่เชื่อว่างานเขียนเป็นมากกว่าแค่ตัวอักษร แต่คือพลังงานที่ขับเคลื่อนผู้คนและสังคมได้

The Nest Sukhumvit 71 สะท้อนความเรียบหรูด้วยหินอ่อน กับแนวคิดดึงธรรมชาติคืนสู่บ้าน

The Nest Sukhumvit 71 สะท้อนความเรียบหรูด้วยหินอ่อน กับแนวคิดดึงธรรมชาติคืนสู่บ้าน

เหน็ดเหนื่อยจากงานกว่าจะถึงบ้านเราก็หมดแรง จึงอยากหลีกเร้นจากความวุ่นวายในเมืองสู่พื้นที่สงบๆ ที่จะทำให้จังหวะชีวิตของเรากลับมาเต้นอย่างสมดุลอีกครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพักอาศัยในเมืองที่สะดวกต่อการเดินทาง หรือให้แสงสีในยามค่ำคืนจากห้างร้านก็มีความจำเป็นเช่นกัน นั่นคือใจความสำคัญที่ทำให้ คุณจิ๋ว-อัศจร์กร ธันยเกียรติ์ คุณตั้ม-พิชัย กาวิแหง และทีมสถาปนิกจาก GREYSPACE co., Ltd. ได้เข้ามาช่วยแก้สมการสู่การเติมเต็มในโครงการ The Nest Sukhumvit 71 พื้นที่แห่งชีวิตของคนเมือง บ้าน-สำหรับการพักผ่อนที่สดชื่นด้วยพื้นที่สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะผ่านความหนาแน่นแออัดใดๆ จากภายนอก คุณจะได้กลับมายังโอเอซิสที่เติมความสดชื่นได้ตลอดเวลา

ด้วยทำเลของโครงการซึ่งอยู่ในย่านสุขุมวิทตอนปลาย ในแง่ธุรกิจเจ้าของโครงการย่อมต้องการความคุ้มค่าสูงสุด ในขณะที่ทางสถาปนิกก็ต้องการสร้าง space ที่โล่งที่สุด จึงนำไปสู่การออกแบบกลุ่มอาคารพักอาศัย 5 อาคาร ที่วางผังล้อมรอบพื้นที่และมีคอร์ทกลางซึ่งเป็นส่วน Facility เชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน

เมื่อเข้าสู่ภายในโครงการ สิ่งแรกที่คุณจะได้สัมผัสคือความมีชีวิตชีวาและสดชื่นจากพื้นที่สีเขียวเต็มพิกัด ซึ่งถูกโอบล้อมอยู่ใจกลางอาคารสูง 8 ชั้น ที่ดูโดดเด่นแต่เรียบหรูจากลูกเล่นการบิดระนาบของผนังได้อย่างน่าสนใจ


“แล้วที่จอดรถหายไปไหนล่ะ?” คุณจิ๋วถามเรา ก่อนที่จะเฉลยถึงหัวใจของโครงการนี้ ซึ่งทาง GREYSPACE ดีไซน์พื้นที่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้ผู้พักอาศัยทุกคนมองลงมาแล้วไม่เห็นรถแต่ถูกแทนที่ด้วยสวน ซึ่งสถาปนิกได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารรวมถึงพื้นที่ส่วนกลาง สำหรับการจัดสรรเป็นที่จอดรถใต้อาคาร และบริเวณคอร์ทก็ยังสร้าง facility ซ้อนทับลงไปอย่างลงตัว ซึ่งเกิดจากการออกแบบร่วมกับภูมิสถาปนิกเพื่อให้คอร์ทกลางประกอบไปด้วยพื้นที่ที่อยู่บนดินจริงๆ และซ่อนที่จอดรถไว้ด้านล่าง ซึ่งนอกจากจะเกิดบรรยากาศที่น่าใช้งาน การเข้าถึงห้องพักก็ยังง่ายเพราะสามารถจอดรถแล้วเดินขึ้นอาคารได้เลย หรือจะเลือกออกมาเดินดื่มด่ำกับสวนก็ได้เช่นกัน

“เนื่องจากการห้อมล้อม มันจึงเกิด space ตรงกลาง ซึ่งเรามองว่ามันเป็น Mass ก้อนหนึ่งเปรียบเสมือนห้องขนาดใหญ่ของทุกคนในโครงการ ที่มีท้องฟ้าเป็นเพดาน มีพื้นเป็นสวนสีเขียว และมี Void สูง 8 ชั้น” ดังนั้นในช่วงเวลาเช้าแสงแดดจึงลอดผ่านช่องว่างระหว่างอาคารเข้ามาในสวน ทำให้พื้นที่ส่วนกลางมีชีวิตชีวา และพอช่วงบ่ายก็จะได้รับร่มเงาจากอาคารตลอดทั้งวัน

อีกหนึ่งไอเดียที่สำคัญของการออกแบบ คือการเชื่อมโยงทั้งอาคาร ส่วนกลางและผู้คน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณนั่งเล่นต่างๆ ซึ่งถูกสอดแทรกอยู่ในทุกพื้นที่ และในทุกๆ โถงลิฟต์ของทุกอาคารเราจะสามารถมองลงมาเห็นทิวทัศน์ของสวนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบตั้งใจสร้างพื้นที่ให้เกิดความสัมพันธ์เหล่านี้

“เมื่อขึ้นลงลิฟต์เราก็จะได้เห็นวิวสวนทุกวัน เหมือนกับเวลาที่เราเดินผ่านเมืองรกๆ ทุกวันแล้วได้กลับบ้านมาเจอที่โล่งๆ เราจะรู้สึกดี แต่ในวันที่เราแข็งแรงเราเห็นเมืองรกๆ เราจะเห็นเป็นความสนุกที่ได้เดินเที่ยว Shopping ดังนั้นสิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมให้เรารักเมืองมากยิ่งขึ้น เมื่อได้อยู่ในที่บรรยากาศดีๆ ท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่วุ่นวายก็ไม่เป็นไร เพราะที่นี่ก็สะดวกสบาย”

สำหรับสถาปนิกมองว่า “ความสวยของอาคาร” คือ ความสวยด้วยตัวตนที่ไม่ใช่การประดับประดา ดังนั้นเพียงแค่การดีไซน์ยูนิตให้มีความเฉียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้ภาพรวมของตัวอาคารดูโดดเด่น อีกทั้งยังตอบรับกับฟังก์ชันการใช้งานภายใน เมื่อผู้พักอาศัยมองออกไปด้านนอกผ่านหน้าต่างที่บิดไปด้านข้างเล็กน้อยก็สามารถช่วยลดทอนความรู้สึกปะทะกับอาคารฝั่งตรงข้ามลง และยังได้ Space สำหรับการนอนเอกเขนก อ่านหนังสือ ในบรรยากาศใกล้ชิดทิวทัศน์ของสวน

ภายใต้รูปลักษณ์อาคารที่โมเดิร์นยังให้สไตล์ที่เรียบหรูด้วยการแสดงอัตลักษณ์ของหิน จากแนวคิดการเมตาฟอร์ (Metaphor) อาคารให้เสมือนเป็นหินที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตจนกลายเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งสะท้อนสุนทรียะของความงามและความหรูหรา ภายนอกอาคารเลือกใช้เป็นสีขาว และบริเวณด้านหน้าโครงการสถาปนิกยังสร้าง façade ที่ให้ความพิเศษด้วยวัสดุกระเบื้องลายหินที่มีความมันวาว โชว์ลวดลายหินที่สวยงามด้วยกระเบื้องจาก COTTO GRANDE COLLECTION ซีรี่ย์ MARBLE ONE สี Volakas ขนาด 1.2×2.4 เมตร ซึ่งให้ลายที่เล็กและสีอ่อนเหมาะสำหรับการนำมาประดับผืนผนังขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 23 เมตร โดยนำมาจัดเรียงลายใหม่ (Recompose) ให้เกิดแพทเทิร์นที่สวยงามกลมกลืนกับผนังส่วนอื่นที่ไม่ได้กรุผิว

“บริเวณช่องใหญ่ 1 ช่อง เกิดจากการประกอบกันของกระเบื้อง 4 แผ่นซึ่งเรานำมาต่อลายใหม่ให้ดูต่อเนื่องเป็นผืนเดียว เพราะยิ่งกระเบื้องผืนใหญ่ก็จะยิ่งทำให้ภาพรวมของงานดูหรูหรา โดยเรายังมีการดีไซน์เว้นร่องเพื่อแยกแพทเทิร์นอีกด้วย” คุณตั้มกล่าวเสริม

ซึ่งทั้งนี้การติดตั้งกระเบื้องบนผนังอาคารจะต้องติดตั้งโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญจาก COTTO Italia โดยโครงการนี้เลือกใช้เป็นการติดตั้งระบบแห้ง (Dry process) ซึ่งเป็นระบบการติดตั้งที่ได้มาตรฐานจากประเทศอิตาลี รับประกันในเรื่องความแข็งแรง ทนทานและง่ายต่อการดูแลรักษามากกว่าการติดตั้งกระเบื้องในระบบ Wet process เพราะช่วยตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงาม (Aesthetic) ทำให้งานดีไซน์ได้ลุคของหินอ่อนธรรมชาติตรงตามความต้องการของผู้ออกแบบ ตัวกระเบื้องมีคุณสมบัติทนแดดทนฝนกว่าหินธรรมชาติ สีและลวดลายจึงคงทน ไม่ซีดจาง ง่ายต่อการซ่อมแซมหากมีกระเบื้องบางแผ่นเสียหาย สามารถยกถอดซ่อมได้ไม่ต้องทำการรื้อทั้งหมด (Function & Maintenance) ที่สำคัญการติดตั้งระบบ dry process จะทำให้มีช่องว่างระหว่าง facade กับผนังอาคาร อากาศจึงหมุนเวียนผ่านได้จึงช่วยลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคาร (Energy) และลดภาระการรับน้ำหนักของโครงสร้างอาคารได้เป็นอย่างดี (Environment) เพราะติดตั้งด้วยโครงมีน้ำหนักเบาเพื่อห้อยแขวนแผ่นกระเบื้อง COTTO Italia ที่มีความหนาเพียงแค่ 6 มม. ซึ่งบางและมีน้ำหนักเบากว่าแผ่นหินธรรมชาติที่มีความหนาถึง 2 ซม.

“ข้อดีของวัสดุคือการติดตั้งที่เป็นระบบ แข็งแรง มีลวดลายที่สวยเสมือนหินธรรมชาติ ทุกสิ่งพร้อมให้สถาปนิกหยิบนำไปสร้างสรรค์ จริง ๆ แค่ติดตั้งเฉย ๆ ก็สวย แต่ถ้าอยากได้งานที่เป็นเอกลักษณ์เป็นงานคราฟท์ วัสดุกระเบื้องของ COTTO Italia ซึ่งมีมาตรฐานสูงก็เหมาะสำหรับให้เราสร้างสรรค์ ความสนุกของหินคือคาแรกเตอร์ที่จะเปลี่ยนไปตามลวดลายและสีสัน”   

นอกจากความสวยงามสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการใช้งาน ซึ่งทุกฟังก์ชันของ Facility ในโครงการนี้สถาปนิกเน้นย้ำว่าจะต้องใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของล็อบบี้ สวน พื้นที่นั่งเล่นภายนอก สนามเด็กเล่น และในส่วนของ Club house ที่มีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และ Co-working space ด้วยการออกแบบงานภูมิทัศน์ที่คำนึงถึงการใช้งานของทุกคน (Universal Design) ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้วีลแชร์ ก็สามารถขึ้นมาใช้งานส่วนกลางได้ทั้งหมด เพราะที่นี่คือ “บ้าน” สำหรับทุกคนในครอบครัวที่สามารถเข้ามาร่วมแบ่งปันทุกประสบการณ์ของความสุขร่วมกันได้

ขอขอบคุณ

คุณจิ๋ว-อัศจร์กร ธันยเกียรติ์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง

คุณตั้ม-พิชัย กาวิแหง สถาปนิก

จาก GREYSPACE co., Ltd.

www.greyspace.info

COTTO GRANDE COLLECTION

MARBLE ONE_Volakas

สอบถามข้อมูลและช่องทางติดต่อ

WEBSITE : COTTO Italia  >> https://bit.ly/2R7S7cP       
SHOPPING : COTTO Life >>  https://bit.ly/3iSD7v5   
LINE OFFICIAL ACCOUNT : @cottoitalia >> https://bit.ly/3ksW2xE        
FACEBOOK INBOX  >> https://bit.ly/35EXsAR

Writer
Pornpailin J.

Pornpailin J.

สถาปนิกที่เชื่อว่างานเขียนเป็นมากกว่าแค่ตัวอักษร แต่คือพลังงานที่ขับเคลื่อนผู้คนและสังคมได้

โอบกอดธรรมชาติได้มากกว่า ด้วยงานภูมิทัศน์ไร้ขอบเขต ที่ “IDEO MOBI Sukhumvit 40”

โอบกอดธรรมชาติได้มากกว่า ด้วยงานภูมิทัศน์ไร้ขอบเขต ที่ “IDEO MOBI Sukhumvit 40”

กว่าจะเป็นงานออกแบบดีๆ สักโครงการหนึ่งนั้น ต้องเกิดจากหลากหลายองค์ประกอบ เพื่อให้เป็นโครงการที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ตัวอาคารที่มีความสวยงามโดดเด่น ที่สัมพันธ์กับฟังก์ชันการใช้งาน จนถึงความสวยงามของการออกแบบ Space ภายในอาคาร และส่วนสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่แพ้ตัวอาคาร ก็คือ “งานภูมิทัศน์” เพราะเป็นส่วนที่ทั้งสร้างชีวิตชีวา และช่วยส่งเสริมให้โครงการนั้นๆ เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีที่น่าอยู่อาศัย

โดยเฉพาะการสร้าง “พื้นที่ส่วนกลาง” ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ที่มีไว้เป็นเพียงส่วนเสริมของโครงการ แต่ยังออกแบบพื้นที่ให้ใช้งานได้จริง พร้อมทั้งตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในกิจกรรมที่หลากหลาย “สำหรับทุกคน” ได้อย่างครบครัน ซึ่งนั่นก็คือสิ่งหนึ่งที่ คุณเล็ก-นิภาพร วิบูลย์จักร์ แห่ง REDLAND-SCAPE LTD. เล็งเห็น และพยายามดึงศักยภาพพื้นที่ของโครงการเพื่อสร้างเป็นผลงานภูมิทัศน์ที่มีคุณภาพ และก่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด

“เราคิดภาพรวมสุดท้ายที่มันสวยและสร้างความประทับใจได้มากกว่า เราจึงเติมเต็มด้วยงานภูมิทัศน์ที่ให้ความเต็มอิ่มทั้งมุมมองและ Space ให้กับโครงการนี้” คุณเล็กบอกเล่ากับเราถึงแนวคิดที่น่าสนใจของการออกแบบงานภูมิทัศน์ในโครงการ IDEO MOBI Sukhumvit 40” โครงการคอนโด Low-Rise 8 ชั้น บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ซึ่งโดดเด่นด้วยตัวอาคารสไตล์โมเดิร์น มี Movement ของเส้นสายแนวนอนที่ให้ความเรียบหรูและทันสมัย ซึ่งอาคารถูกแบ่งออกเป็น 2 ตึก ที่มีลักษณะผังเป็นรูปตัวยูคว่ำเข้าหากัน เพื่อโอบล้อมพื้นที่สีเขียวไว้ภายในคอร์ทกลางชั้น 1 และถูกออกแบบให้พิเศษยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางในชั้นดาดฟ้าอีกด้วย

สำหรับการออกแบบงานภูมิทัศน์โครงการนี้ ผู้ออกแบบยังคงเน้นสื่อสารความเป็น Futuristic ด้วยเส้นสายที่นิ่งขึ้น แต่ยังคงให้ภาพลักษณ์ของความทันสมัย ด้วยแนวคิด Urban Oasis ซึ่งเน้นการผสมผสานความเป็นธรรมชาติและความทันสมัยเข้าด้วยกันอย่างสมดุล แต่เนื่องจากลักษณะผังของโครงการที่เป็นอาคารล้อมคอร์ทจึงทำให้มีพื้นที่สำหรับสวนและส่วนกลางเพียงตรงกลางซึ่งค่อนข้างเล็ก ผู้ออกแบบจึงปรับเพิ่ม space ร่วมกับสถาปนิกเพื่อสร้างการเชื่อมต่อทางมุมมองที่น่าสนใจและเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้มากขึ้น ทำให้ได้รูปแบบ space ใหม่ที่ถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศของธรรมชาติตั้งแต่คอร์ทกลางด้านล่างขึ้นไปถึงชั้นดาดฟ้าที่เชื่อมถึงกันได้อย่างลงตัว และสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้พักอาศัยมากยิ่งขึ้น

ในการออกแบบฟังก์ชัน เราสามารถออกมาดื่มด่ำกับพื้นที่สวนได้ตั้งแต่ในชั้น 1 บริเวณ Greenery Courtyard สวนพักผ่อนที่เล่นกับการใช้เส้นสายของ Hard scape ที่ต่อเนื่องดูทันสมัย ในขณะเดียวกันก็แทรกมุมนั่งเล่นต่างๆ ล้อไปตามการสะบัดของเส้นสาย เพื่อให้บรรยากาศที่น่านั่งและให้ความ Cozy มากขึ้นแทรกไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่น ตรงกลางของพื้นที่โดดเด่นด้วยสระว่ายน้ำ Urban Forest Pool หรือ Jacuzzi Pool สุดหรูที่สวยงามด้วยธรรมชาติของลวดลายหิน ซึ่งถูกยกขึ้นไปบนชั้น 2 และเปิดในส่วนด้านหน้าให้เป็นสระอะคริลิคที่สามารถให้มุมมองเชื่อมถึงกันได้จากทั้งมุมมองสวนและมุมมองในสระ ซึ่งเราสามารถเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปใช้งานในส่วนของสระหรือส่วนของห้องฟิตเนสที่อยู่ติดกันด้านใน

ทุกพื้นที่ถูกเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยแผ่นพื้นลายหินธรรมชาติ สี ASH ของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ BALZA ที่ให้ความต่อเนื่องตั้งแต่ทางเดินของสวนจนถึงพื้นที่โดยรอบสระว่ายน้ำทั้งหมด ลงสู่ภายในสระซึ่งถูกตกแต่งด้วยหินธรรมชาติสีเทาอ่อนที่ยิ่งช่วยเพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ ให้ผู้พักอาศัยได้มาใช้พื้นที่ส่วนกลางอย่างเพลิดเพลินภายใน Oasis ของโครงการ

สำหรับผู้ที่ชอบความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ผู้ออกแบบมอบตัวเลือกเป็น Facility แสนสงบบนชั้นดาดฟ้าที่ให้ทิวทัศน์ของเมืองและเชื่อมโยงกับทิวทัศน์สวนภายในชั้นล่าง โดยมีฟังก์ชันเป็น Forest Canopy Pool & Garden ที่ให้ใช้งานเป็นสระว่ายน้ำซึ่งมี Pocket Garden และพื้นที่สวนดาดฟ้าอีกหนึ่งจุดที่เชื่อมต่อกันระหว่างสองอาคารด้วยสะพาน ซึ่งสามารถเข้าถึงพื้นที่ทั้งหมด เชื่อมถึงกันได้อย่างอิสระ ที่ชั้นนี้จะเน้นความเป็นพื้นลายไม้ที่ให้ความอบอุ่นเป็นธรรมชาติมากขึ้น และแทรกด้วยกระเบื้องลายหินธรรมชาติที่ Link กับชั้น 1 ด้วย COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ BALZA สี ASH เช่นเดียวกันและเพิ่มความเรียบหรูในบริเวณสระทั้งหมดด้วยลายหินสีขาวของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ FLAGSTONE2.0 ที่ให้ความกลมกลืนเป็นธรรมชาติทำให้การออกแบบถูกเชื่อมต่อกันทั้งหมดเป็น Urban courtyard ที่มอบทั้งการใช้งานที่คุ้มค่า และความสวยงามที่ช่วยสร้าง Value ให้กับโครงการได้อย่างสูงสุด

วัสดุพืชพันธ์ถูกเลือกนำมาใช้ในทุกๆ พื้นที่ ซึ่งเน้นการจัดวางเล่นระดับได้อย่างน่าสนใจ เพื่อช่วยแต่งแต้มรายละเอียดผสมผสานกับเส้นสายของงาน Hard scape ได้อย่างมีชีวิตชีวา และยังช่วยซับกรองฝุ่นจากมลภาวะในอากาศ (Pollution absorb) เพื่อคืนความสดชื่นเข้าสู่ภายในอาคารได้เป็นอย่างดี

การเลือกใช้วัสดุก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและช่วยทำให้งานดีไซน์ภูมิทัศน์สวยสมบูรณ์แบบ ซึ่งปัจจุบันวัสดุกระเบื้องก็เป็นวัสดุที่ผู้ออกแบบนิยมเลือกนำมาใช้เพื่อทดแทนวัสดุหินธรรมชาติ เพราะความสวยงามที่เทียบเท่าหินแท้แต่ดูแลรักษาได้ง่ายกว่า ช่างสามารถติดตั้งได้ง่าย จึงเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับหินแท้ที่มีความหนาและหนัก ซึ่งต้องใช้ช่างเฉพาะที่มีความชำนาญในการติดตั้งหิน อีกทั้งวัสดุหินยังมีรูพรุนจึงทำให้น้ำซึมขึ้นมาได้ เกิดเป็นรอยคราบด่างต่างๆ บนผิวที่ยากต่อการดูแลรักษา ซึ่งกลายมาเป็นค่าใช้จ่ายจากการบำรุงรักษาที่จะตามมา ในปัจจุบันวัสดุกระเบื้องจึงเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในโครงการนี้ผู้ออกแบบได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กระเบื้อง COTTO ITALIA COLLECTION ที่นอกจากคุณภาพที่สูง มีค่าการซึมน้ำที่ต่ำของวัสดุ ยังให้ความสวยงามแบบหินธรรมชาติซึ่งนำมาใช้ในการออกแบบได้อย่างลงตัว ด้วยลวดลายที่หลากหลายและแรนดอมดูเป็นธรรมชาติ ให้ลายที่สวยพอดีในพื้นที่ขนาดใหญ่ อีกทั้งยังตอบโจทย์ด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับทั้งงานภายนอกและการใช้งานภายในสระ เพราะมีค่ากันลื่นที่เหมาะสม สามารถดูแลรักษาได้สะดวก จึงสวยงามยาวนาน ทำให้ผลิตภัณฑ์กระเบื้องของ COTTO เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ทั้งผู้ออกแบบและเจ้าของโครงการนึกถึงเพราะช่วยให้จบงานสวย คุ้มค่า ในงบประมาณที่เหมาะสม 

“Signature  ของ Redland-scape คือการออกแบบให้ไม่มี Signature ของ Designer แต่เราให้ความสำคัญมากๆกับการสร้าง Signature ของ Landscape ที่มีความเฉพาะตัวสำหรับแต่ละโครงการค่ะ” คุณเล็กกล่าวปิดท้ายกับเราด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเราเชื่อแล้วว่าสำหรับงานออกแบบโครงการหนึ่งไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคืองานออกแบบที่ให้ประโยชน์ต่อการใช้งานสูงสุด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้งานออกแบบภูมิทัศน์ให้โครงการนี้ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์ในตนเอง สร้างภาพลักษณ์ของโครงการที่ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกในอนาคต และที่สำคัญคือสร้าง “Maximize Value” ทั้งต่อตัวผู้ออกแบบและลูกค้าผู้อยู่อาศัยในโครงการ

ขอขอบคุณ
คุณนิภาพร วิบูลย์จักร์ จาก REDLAND-SCAPE LTD.

COTTO ITALIA COLLECTION BALZA_ASH

(พื้นทางเดิน Landscape ทั้งชั้น 1,2 และบริเวณรอบสระชั้น 1 ยกเว้นภายในสระ)

COTTO ITALIA COLLECTION FLAGSTONE2.0_WHITE

(สระว่ายน้ำชั้น 2)

สอบถามข้อมูลและช่องทางติดต่อ

WEBSITE : COTTO Italia  >> https://bit.ly/2R7S7cP       
SHOPPING : COTTO Life >>  https://bit.ly/3iSD7v5   
LINE OFFICIAL ACCOUNT : @cottoitalia >> https://bit.ly/3ksW2xE        
FACEBOOK INBOX  >> https://bit.ly/35EXsAR

Writer
Pornpailin J.

Pornpailin J.

สถาปนิกที่เชื่อว่างานเขียนเป็นมากกว่าแค่ตัวอักษร แต่คือพลังงานที่ขับเคลื่อนผู้คนและสังคมได้

Chamchuri Square New Look พลิกโฉมให้ทันสมัย โดยยังคงเอกลักษณ์เดิมเอาไว้

Chamchuri Square New Look
พลิกโฉมให้ทันสมัย โดยยังคงเอกลักษณ์เดิมเอาไว้

นอกจากงานออกแบบเพื่อสรรสร้างอาคารใหม่ การดีไซน์เพื่อการแก้ปัญหาเป็นอีกหนึ่งงานที่ท้าทายไม่แพ้กัน เพราะทุกการปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงนั้น ล้วนต้องเกิดจากความเข้าใจถึงปัญหาเดิมของพื้นที่ เพื่อที่จะสามารถจัดการแก้ไขพื้นที่เก่าให้ดีขึ้น และตอบโจทย์การใช้งานใหม่ได้อย่างลงตัว ซึ่งแน่นอนว่า การปรับปรุงภาพลักษณ์ของอาคารให้งดงามก็จะช่วยเติมความสดชื่นให้กับผู้เข้ามาใช้งานอาคาร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ด้านหน้าซึ่งเป็นส่วนแรกที่ทุกคนจะเห็น

“ส่วนสำคัญของอาคาร Office Building คือส่วนทางเข้าหลักซึ่งเป็นพื้นที่แรกของลูกค้าที่เข้ามาใช้งานในอาคาร เป็นด่านแรกของความประทับใจ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนบรรยากาศให้แปลกใหม่สดชื่นขึ้นในโครงการนี้” คุณมาลินี พาณิชย์พงส์ จาก DESIGN M&A CO.,LTD กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของ “การออกแบบปรับปรุงพื้นที่อาคารสำนักงานจามจุรีสแควร์” และให้เกียรติบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ได้อย่างน่าสนใจ

“จามจุรีสแควร์” อยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) เป็นอาคารที่เชื่อมต่อกัน 3 ส่วน คือ ส่วนศูนย์การค้า ส่วนอาคารสำนักงาน และส่วนอาคารพักอาศัย  ซึ่งเจ้าของโครงการมีความต้องการจะปรับปรุงพื้นที่ด้านหน้าของส่วนอาคารสำนักงานใหม่ เพื่อให้สวยงามเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับอาคารอื่น ๆ ที่แข่งขันกันโดดเด่นในย่านธุรกิจบนเส้นถนนพระราม 4 โดยเน้นแนวความคิดในการจัดการพื้นที่ให้มีความทันสมัย คงความสวยงามไว้ในระยะยาว และที่สำคัญคือต้องคำนึงถึงการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าเหมาะสม ดังนั้นทีมผู้ออกแบบจึงต้องเน้นการปรับปรุงในส่วนที่จำเป็น และออกแบบโดยเลือกใช้วัสดุที่ทนทานดูแลรักษาง่ายเพื่อลดภาระของการดูแลรักษาในระยะยาว

ในการวางแผนเพื่อการออกแบบและปรับปรุงอาคารครั้งนี้ ผู้ออกแบบจึงมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาของพื้นที่ ถึงแม้ว่า  “จามจุรีสแควร์” จะตั้งอยู่บริเวณถนนพระราม 4 และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินได้อย่างสะดวกสบาย แต่การเข้าใช้งานอาคารก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการจัดระบบ Circulation บริเวณส่วนทางเข้าหลักที่ทับซ้อนกันระหว่างทางเข้าที่จอดรถของลูกค้ากับส่วนพื้นที่ Drop-off ของรถยนต์ นอกจากนี้ทางเข้าหลักยังขาดความสวยงามดึงดูด ภายใน Lobby Hall ดูมืดตามเวลาที่ผ่านไป และตัวอาคารยังดูไม่ค่อยโดดเด่นเมื่อมองจากถนนพระราม 4 ในยามค่ำคืน

ในงาน Renovated จึงต้องเริ่มตั้งแต่การปรับภาพลักษณ์ภายนอกของอาคารให้น่าสนใจและเด่นชัดมากขึ้น ด้วยการติดตั้งโคมไฟภายนอกที่เหมาะสมเพื่อให้ดูสวยงามและเห็นชัดเจนในเวลากลางคืน และปรับปรุงส่วนทางเข้าใหม่เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาถึง ด้วยการปรับเปลี่ยน จัดแปลนที่จอดรถและเพิ่มซุ้มทางเข้าอาคารใหม่ โดยแยกส่วนพื้นที่ Drop-off และทางเข้าที่จอดรถออกจากกันเพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนของ Circulation แบบเก่า

ในส่วนของ Drop-off นั้นผู้ออกแบบเน้นทางเข้าตั้งแต่ส่วนจอดรถ โดยปรับปรุงฝ้าเพดานใหม่ด้วยการใช้ Stretch ceiling ซ่อนไฟเพดานเพื่อช่วยให้ทางเดินได้ความสว่างแบบแสงธรรมชาติ และดึงความสนใจจากทางเข้าด้านนอกเข้าสู่ด้านในอาคาร ซึ่งในส่วนนี้ก็เน้นการสร้างบรรยากาศให้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นด้วยการใช้ฝ้าเพดาน Stretch ceiling ออกแบบสลับด้วยแพทเทิร์นสีดำ เป็นส่วนเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของ 2 พื้นที่ ระหว่างส่วนอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าให้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังสร้างความสวยงามโปร่งสบายมากขึ้น และแก้ปัญหาของฝ้าเพดานบริเวณทางเข้าหลักที่ค่อนข้างต่ำด้วยวัสดุ Mirror Aluminium Cladding เพื่อปรับให้ space ของโถงดูสูงไม่อึดอัดแบบเก่า ส่วนพื้นที่ภายในที่เดิมค่อนข้างมืดผู้ออกแบบก็ปรับให้ดูสว่างขึ้นด้วยการเพิ่มฝ้า Stretch ceiling ในบริเวณที่ไม่ได้รับแสงธรรมชาติ

สิ่งสำคัญที่ทำให้งานปรับปรุงยังคงความเป็นเอกลักษณ์ คือการผสมผสานความเก่า-ใหม่เข้าด้วยกัน โดยเลือกเก็บเสาตกแต่งหินของเดิมที่ยังสวยดูดีทันสมัยเลือกรื้อเฉพาะฐานเสาหินแกรนิตเดิมออก และเปลี่ยนวัสดุพื้น Lobby ที่เป็นหินแกรนิตเทาเดิมซึ่งมีปัญหาเรื่องการซึมน้ำออกทั้งหมด ให้เป็นวัสดุกระเบื้องเนื้อแกร่งของ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ MARBLE ONE สี Dolomite ลายหินอ่อนขาวดูเรียบหรู ที่เล่นพื้นผิวมันสลับด้านกลมกลืนไปกับเสาหินเดิม ด้วยคุณสมบัติเนื้อกระเบื้องแบบ Full body porcelain ซึ่งมีอัตราการดูดซึมน้ำ (Water absorption) ต่ำกว่า 0.5% เพื่อจบปัญหาความชื้น และให้ความสวยงามในระยะยาว เคาน์เตอร์ต้อนรับเลือกใช้เป็น COTTO GRANDE COLLECTION ซีรี่ย์ I BIANCHI DI REX สี PALISSANDRO ที่ยังคงให้ความงดงามของลวดลายหินแบบต่อเนื่องด้วยกระเบื้องแผ่นใหญ่พิเศษ

ส่วนของผนังก็เน้นการดูแลรักษาที่ง่ายเช่นกัน จึงยกเลิกวัสดุไม้เก่า และกรุด้วยกระเบื้อง COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ MARBLE ONE สี Volakas เล่นแพทเทิร์นกับเส้น Stainless เพื่อไม่ให้เรียบจนเกินไป โดยออกแบบผสมวัสดุกระจกซ่อนในบางตำแหน่งเพื่อความสวยงามแบบพอดี และสร้างความสนุกของลวดลายหินบริเวณผนังโถงลิฟต์ด้วยความหวือหวากับ COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ LES BIJOUX DE REX สี CALACATA ATISSIMO BLANC บนพื้น COTTO ITALIA COLLECTION ซีรี่ย์ MARBLE TWO สี Amani grey ที่เน้นลวดลายหินเยอะๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านความรู้สึกก่อนขึ้นใช้งานบนอาคารชั้นอื่นๆ โดยในบริเวณโถงลิฟต์เดิมที่ค่อนข้างมืด ผู้ออกแบบก็ใช้การเปลี่ยนวัสดุฝ้าเป็น Mirror Aluminium Cladding สลับกับฝ้าเรียบเพื่อให้พื้นที่สว่าง สูงและให้มิติของการออกแบบที่น่าสนใจ

ซึ่งปัญหาของโครงการนี้ถูกคลี่คลายอย่างตรงประเด็นที่สุด โดยการออกแบบที่เน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอาคารเดิม ด้วยการเลือกใช้วัสดุร่วมสมัยเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการตกแต่งใหม่ ทั้งในส่วนของฝ้า พื้นและผนัง เพื่อปรับปรุง space ใหม่ให้สวยงามทันสมัยแต่ยังคงไว้ในเอกลักษณ์เดิม โดยพื้นผิวกระเบื้องในส่วนของพื้นและผนังจาก COTTO ITALIA COLLECTION ก็เข้ามาตอบโจทย์เรื่องของความทนทานที่เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ Public space ที่เน้นการใช้งานหนักในระยะยาวได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยลดภาระและลดต้นทุนในการดูแลรักษา ซึ่งตรงตามวัถตุประสงค์หลักของการออกแบบได้อย่างสูงสุด

COTTO GRANDE COLLECTION
I BIANCHI DI REX_PALISSANDRO

(เคาน์เตอร์ต้อนรับ)

ขอขอบคุณ
คุณมาลินี พาณิชย์พงส์ จาก DESIGN M&A CO.,LTD

สอบถามข้อมูลและช่องทางติดต่อ

WEBSITE : COTTO Italia  >> https://bit.ly/2R7S7cP       
SHOPPING : COTTO Life >>  https://bit.ly/3iSD7v5   
LINE OFFICIAL ACCOUNT : @cottoitalia >> https://bit.ly/3ksW2xE        
FACEBOOK INBOX  >> https://bit.ly/35EXsAR

Writer
Pornpailin J.

Pornpailin J.

สถาปนิกที่เชื่อว่างานเขียนเป็นมากกว่าแค่ตัวอักษร แต่คือพลังงานที่ขับเคลื่อนผู้คนและสังคมได้