Design Makes A Better Life.

อาคารที่ดีต่อโลก : AIA COTE Top10 Green Projects 2016

สถาบัน The American Institute of Architects (AIA) และคณะกรรมการ Committee on the Environment (COTE) ได้คัดเลือกโปรเจคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1997 และ 10 โปรเจคต่อไปนี้ ได้รับเลือกให้เป็นผลงานที่ผสมผสานการออกแบบกับเทคโนโลยี และระบบของธรรมชาติได้ดีที่สุดแห่งปี 2016

 

1. Biosciences Research Building (BRB); Galway, Ireland

ออกแบบโดย Payette and Reddy Architecture + Urbanism

cote-1_1-brb
 
การออกแบบ BRB นำเอาความรู้เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศในเขตอบอุ่นของประเทศไอร์แลนด์มาใช้ร่วมกับการจัด Zoning ของอาคาร โดยแบ่งการใช้งานเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น ส่วนสำนักงาน และส่วนที่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น ห้องแล็บ สถาปนิกจัดให้กลุ่มแรกอยู่ขอบของอาคาร ได้รับแสงธรรมชาติ และเปิด-ปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศได้ตามต้องการ ส่วนที่ 2 จะอยู่บริเวณกลางอาคาร ได้รับแสงธรรมชาติบางส่วน และควบคุมอุณหภูมิสำหรับการทดลอง ผู้ออกแบบกล่าวว่าอาคารวิจัยหลังนี้ได้รับแสงธรรมชาติถึง 80% ของพื้นที่ทั้งหมด และมีการหมุนเวียนอากาศตามธรรมชาติ 45% นอกจากนี้ยังมีการจัดการระบบน้ำฝนและสุขาภิบาลได้อย่างน่าประทับใจ

2. Center for Sustainable Landscapes (CSL); Pittsburgh

ออกแบบโดย The Design Alliance Architects
ผู้ออกแบบ CSL มีความตั้งใจตั้งแต่แรกว่าต้องการให้ CSL เป็นอาคารที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุด ที่นี่จึงเป็นแห่งเดียวในโลกที่ได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐานอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับสูงสุดจาก 4 สถาบัน CSL ได้รับการออกแบบให้สามารถสร้างพลังงานใช้เองได้ทั้งหมด และยังมีระบบ Reuse รวมถึงจัดการน้ำทั้งหมดในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 3. Exploratorium at Pier 15; San Francisco

ออกแบบโดย EHDD

Exploratorium เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มีจุดเด่นที่นิทรรศการ Interactive จัดแสดงเกี่ยวกับนวัตกรรมและความยั่งยืน ในส่วนอาคารของ Exploratorium นั้น ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน โดยปรับปรุงท่าเรือประวัติศาสตร์ของซาน ฟรานซิสโก ชื่อ Pier 15 มาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีแผงโซลาร์เซลล์ยาวถึง 800 ฟุต (ประมาณ 244 เมตร) ผลิตไฟฟ้าได้ 1.3 เมกะวัตต์ ใช้น้ำบริเวณชายฝั่งในการหล่อเย็นจากใต้อาคาร วัสดุที่ใช้ก็ต้องทั้งยั่งยืนและแข็งแรง ทนต่อสภาพภูมิอากาศผันผวนของชายฝั่งทะเลได้ ที่นี่ยังเข้าใกล้เป้าหมายการเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Museum) แห่งแรกของประเทศอีกด้วย

4. H-E-B at Mueller; Austin, TX

ออกแบบโดย Lake|Flato Architects, H-E-B Design + Construction, Selser Schaefer Architects

ห้างสรรพสินค้าที่รวบรวมเอาร้านค้าระดับ 4 ดาว ตลาด ร้านขายยา ร้านกาแฟ ห้องประชุม รวมไปถึง ปั๊มน้ำมันที่ต้อนรับผู้คนจาก 16 ชุมชนโดยรอบ ตั้งอยู่ที่ Mueller ชุมชนยั่งยืนของ Austin, Texas กลยุทธ์ในการออกแบบที่นี่เริ่มตั้งแต่มีการวิจัย ตั้งเป้าหมาย ก่อนนำเอาผลลัพธ์ที่ได้มาออกแบบระบบทำความเย็นทั้งหมด การใช้แสงธรรมชาติในอาคาร ทั้งด้านความสว่าง และการผลิตกระแสไฟฟ้าผ่านโซลาร์เซลล์ มีแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ใช้หลอดไฟ LED ทั้งโครงการ และยังนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ด้วยการนำไปรดน้ำต้นไม้ ชักโครก และใช้ใน Cooling Tower

5. Jacobs Institute for Design Innovation; Berkeley, CA

ออกแบบโดย Leddy Maytum Stacy Architects

อาคารนี้ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย เป็นศูนย์รวมของนักศึกษาและอาจารย์จากโรงเรียนวิศวกรรมของ UC Berkeley สร้างขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาสร้างสรรค์การแก้ปัญหาอาคารด้วยนวัตกรรม โดยมีโจทย์ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ออกแบบพื้นที่ ที่มีความหนาแน่นสูงแต่คาร์บอนต่ำ (High-density / Low-carbon Living and Learning) 2. เป็นต้นแบบนวัตกรรมที่ยั่งยืน และ 3. ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ภายในพื้นที่ 11,000 ตารางฟุต (ประมาณ 1,022 ตารางเมตร) เปิดให้นักศึกษาเข้าใช้ได้ถึง 2,000 คนต่อเทอม และใช้พลังงานน้อยกว่าอาคารของมหาวิทยาลัยทั่วไปถึง 90% ผลส่วนใหญ่มาจากการออกแบบให้อาคารมีรูปทรงเรียบง่าย มีพื้นผิวภายนอกที่ดี รวมไปถึงการใช้หลังคาโซลาร์เซลล์ และแสงธรรมชาติ

6. Rene Cazenave Apartments; San Francisco

ออกแบบโดย Leddy Maytum Stacy Architects and Saida + Sullivan Design Partners, Associated Architect

เป็นอาคารสร้างใหม่หลังแรกของโครงการพัฒนาเขต Transbay มีจุดประสงค์เพื่อสร้างชุมชนที่มีราคาไม่สูง มีสังคมที่ดี และยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แนวคิดในการออกแบบคือ “Healthy, Transparent, Nurturing และ Life Changing”  ภายในประกอบด้วยสตูดิโออพาร์ทเมนต์ขนาดเล็กราคาย่อมเยาสำหรับผู้อาศัยที่มีรายได้น้อย และสาธารณูปโภคเบื้องต้น  นวัตกรรมต่าง ๆ เช่น Solar Canopy สวนบนหลังคา และ Shear wall ที่ปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงชั้นผนังภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูง ถูกนำมาใช้ร่วมกับการออกแบบจนทำให้อพาร์ทเมนต์หลังนี้ใช้แสงธรรมชาติถึง 96% ของแสงสว่างภายในอาคาร และมีการระบายอากาศตามธรรมชาติถึง 68% นอกจากนี้ทุกห้องพักยังมองเห็นวิวสวนหรือคอร์ทกลาง และยังมีแผนจะพัฒนาระบบการนำน้ำจากท่อน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ นับเป็นโปรเจคที่สร้างมาตรฐานไว้สูงสำหรับการพัฒนาพื้นที่ส่วนอื่นของโครงการ เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนไม่แพ้กัน

7. The Dixon Water Foundation Josey Pavilion; Decatur, TX

ออกแบบโดย Lake|Flato Architects

อาคารอเนกประสงค์ของสถาบัน The Dixon Water Foundation สำหรับเป็นห้องเรียน และจัดประชุมให้ผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน ภารกิจของสถาบันคือ “การส่งเสริมพื้นที่ลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ด้วยการจัดการที่ดินแบบยั่งยืน” มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทุ่งปศุสัตว์ในเชิงลึก และการก่อสร้างที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อทุ่งหญ้า และพื้นที่ลุ่มน้ำ อาคารทั้งหลังไม่มีระบบไฟฟ้าและปรับอากาศ แต่ใช้การ “พับ” ผนังเพื่อเปิดรับ  หรือปิดกั้นตามสภาพอากาศในแต่ละวัน ทำให้ทั้งโปรเจคมีการใช้แสงและการถ่ายเทอากาศตามธรรมชาติ 100% นอกจากนี้ยังมีระบบเก็บน้ำฝนทั้งหมดไว้ใช้ และที่น่าสนใจอีกเรื่องคงหนีไม่พ้นการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Wetland แทนระบบบ่อเกรอะซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะในน้ำใต้ดิน

8. The J. Craig Venter Institute; San Diego

ออกแบบโดย ZGF Architects LLP

ห้องทดลองชีววิทยาแห่งแรกของประเทศ ที่ได้รับประกาศนียบัตรการใช้พลังงานเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Biological Lab) ในพื้นที่ 44,607 ตารางฟุต (ประมาณ 4,144 ตารางเมตร) แบ่งเป็นส่วนห้องแล็บเปียก และห้องแล็บแห้งรวมกับสำนักงาน เนื่องจากการออกแบบงานระบบของทั้ง 2 ส่วนแตกต่างกัน เชื่อมต่อพื้นที่ด้วยลานกลาง ซึ่งเป็นที่พบปะพูดคุยของกลุ่มนักวิจัย ที่นี่มีแผงโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตไฟฟ้า แต่ในช่วงกลางวันก็สามารถใช้แสงและการถ่ายเทอากาศตามธรรมชาติได้ถึง 80% ของพื้นที่ทั้งหมด รวมไปถึงมีระบบกักเก็บน้ำฝนนำมาใช้ในส่วนต่าง ๆ ทำให้ลดการใช้น้ำประปาไปได้ถึง 41%

9. University of Wyoming – Visual Arts Facility; Laramie, WY

ออกแบบโดย Hacker Architects and Malone Belton Able PC

อาคารถูกออกแบบให้มีความทันสมัย เข้าถึงได้ง่าย และสามารถปรับเปลี่ยนสเปซได้ตามการใช้งานและเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาปฏิกิริยาระหว่างแสงแดดและพื้นที่ภายในอาคาร เพื่อออกแบบการใช้สอย พื้นที่ส่วนมากใช้สำหรับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ สตูดิโอ และที่ส่วนกลางจึงใช้แสงและการระบายอากาศตามธรรมชาติ มีเพียง 15% เท่านั้นที่เป็นพื้นที่ควบคุมแสง นอกจากการใช้งานแล้ว ความสวยงามทางสถาปัตยกรรมของโปรเจคนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงานของนักศึกษาหลายคนอีกด้วย

10. West Branch of the Berkeley Public Library; Berkeley, CA

ออกแบบโดย Harley Ellis Devereaux

เมือง Berkeley มีแผนจะปรับปรุงหรือสร้างห้องสมุดใหม่ 4 แห่ง เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน หลังจากทำเวิร์คชอปร่วมกับคนในเมืองแล้วพบว่าการสร้างใหม่ในพื้นที่เดิมน่าจะดึงคนเข้ามาใช้บริการได้มากกว่า ห้องสมุดแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้น โปรเจคประกอบด้วยพื้นที่ส่วนห้องสมุด ห้องประชุม สำนักงาน ที่จอดจักรยาน ที่พบปะพักผ่อน และส่วนงานระบบ เนื่องจากห้องสมุดนี้ตั้งอยู่ติดถนนการใช้หน้าต่างอาจทำให้มีเสียงการจราจรเข้ามารบกวนกิจกรรมด้านใน จึงใช้ปล่องลม (Wind Shimney) มาระบายอากาศแทน และมีการวางแผนใช้พลังงานระบบ Active และ Passive ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจึงทำให้ได้รับประกาศนียบัตรการเป็นห้องสมุดสาธารณะที่ใช้พลังงานเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Museum) แห่งแรกของรัฐแคลิฟอร์เนีย

ภาพและข้อมูลจาก http://www.aiatopten.org และ http://www.archdaily.com

Exit mobile version