Basic Space Coffee จิบกาแฟในสเปซสุดเรียบง่ายที่ทักทายผู้คนผ่านองค์ประกอบคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

Basic Space Coffee
จิบกาแฟในสเปซสุดเรียบง่ายที่ทักทายผู้คนผ่านองค์ประกอบคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

Basic Space Coffee คือชื่อของร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หัวมุมสี่แยกในตัวเมืองจังหวัดอยุธยา ประตูไม้ และหลังคาสังกะสีปนสนิมนิดๆ หว่านเสน่ห์ความเป็นเอกลักษณ์เพื่อทักทายผู้คนที่ผ่านไปมา ถึงแม้รูปลักษณ์ที่ผ่านการออกแบบมาของสถาปัตยกรรมจะบอกเราว่าสถานที่แห่งนี้มีความเป็นเจนเนอเรชันใหม่อยู่ไม่น้อย แต่ด้วยองค์ประกอบหรืออะไรบางอย่าง ก็ชวนให้เราหวนนึกถึงความเบสิก และกลิ่นอายความเก่าแต่ก็เก๋าจนชวนให้เข้าไปสัมผัส

บ้านที่เป็นทั้งร้านอาหารของคุณพ่อคุณแม่ และร้านกาแฟของลูกชาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน พื้นที่หัวมุมนี้เคยเป็นบ้านติดกับโรงหนังเก่า ซึ่งในอดีตเป็นทำเลที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมและเฟื่องฟูพอสมควร บ้านหลังนี้จึงเปิดเป็นร้านโชว์ห่วยและร้านอาหาร เพื่อรองรับลูกค้าที่แวะเวียนมาดูหนังเรื่อยมา แต่เมื่อโรงหนังปิดตัวลง ร้านโชว์ห่วยและร้านอาหารจึงค่อยๆ ลดบทบาทจากร้านโชว์ห่วยเหลือเพียงธุรกิจร้านอาหารกึ่งร้านข้าวต้ม จนกระทั่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ลูกชายผู้เป็นคนเจนเนอชันใหม่ ได้ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความหลงใหลในกาแฟของตนเอง

ซึ่งหลังจากเปิดขายมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ก็เริ่มมองหาลู่ทางในการขยับขยาย เพื่อเพิ่มเมนู จำนวนลูกค้า ที่นั่งรับประทาน ให้ตอบรับกับการเติบโตของร้านในระยะยาว ประกอบกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีอายุมากขึ้น ร้านอาหารแห่งนี้จึงถึงเวลาผันเปลี่ยนอีกครั้ง จากแนวคิดขยับขยาย ส่งไม้ต่อให้กับทีมสถาปนิกจาก BodinChapa Architects ผู้เป็นทั้งเพื่อนและลูกค้าประจำ มารับหน้าที่ออกแบบ วางแผนและปรับปรุง Basic Space Coffee แห่งนี้ขึ้นใหม่

(ภาพ Basic Space Coffee บ้านและพื้นที่ครัวเดิม ก่อนการรีโนเวท)

“พื้นที่ตรงนี้ค่อยๆ ผันเปลี่ยนฟังก์ชันมาเรื่อยๆ แต่ละสเปซค่อนข้างมีความหลากหลายในฟังก์ชัน และจะมีรายละเอียดมากมายที่เกิดจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นคนวางแผนที่จะก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบริเวณนี้ตั้งแต่ต้น รวมถึงมีรายละเอียดเดิมของพื้นที่ อีกทั้งทางเจ้าของยังต้องการให้สเปซนี้ใช้งานร่วมกับความเป็นบ้านได้อย่างกลมกลืน” คุณว่าน-พิชชาภา โล่ห์ทอง (สถาปนิก) เล่าถึงโจทย์จากทางเจ้าของ

หวนคืนสู่ความ ‘Basic’ ภายใน Basic Space Coffee

เพราะชื่อร้าน Basic Space Coffee บ่งบอกคอนเซ็ปต์ ‘Basic Space’ อย่างตรงไปตรงมา ทีมสถาปนิกจึงต้องกลับมามองหาอะไรที่เรียบง่าย ทั้งในแง่ที่ผู้มาเยือนจะมองเข้ามา และในแง่ของเจ้าของบ้านเองที่ต้องมองเห็นและใช้สเปซนั้นในทุกๆ วัน

“พอเราเข้าไปดูในพื้นที่จริง เราเลยพยายามหยิบจับองค์ประกอบต่างๆ ของอาคารเดิมที่เรียบง่าย ซึ่งมันถูกซ่อนไว้อยู่ เราค่อยๆ เผยความงามออกมาให้ได้เห็น เช่น แผ่นสังกะสี หลังคาสีเทาๆ ซึ่งเป็นสีตั้งแต่ยุคของคุณพ่อ เรามองว่ามันคือสเน่ห์ที่เราจะไม่พยายามเปลี่ยนมัน” คุณว่านเล่า

“หลักๆ โปรเจกต์นี้จะเน้นเรื่องของการใช้วัสดุ วีธีการในการก่อสร้างและวิธีการใช้งาน ซึ่งหลายๆ พื้นที่มันเกิดจากองค์ประกอบเดิมที่มีอยู่แล้ว เราเลยตีความว่าคอนเซ็ปต์ที่เกิดขึ้นมันคือ Basic space จริงๆ ซึ่งมันเชื่อมโยงกับแบรนด์ของเขาด้วย” คุณป้อง-บดินทร์ เมืองลือ เล่าเสริม

โต๊ะไม้ขาสิงห์ ชิ้นส่วนในความทรงจำของครอบครัว ซึ่งเป็นโต๊ะที่มีอยู่เดิมในร้านอาหารเก่าของคุณแม่แต่ไม่ได้ผ่านการใช้งาน ถูกนำมาเล่าเรื่องราวภายในร้านกาแฟใหม่ โดยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าบริเวณหน้าเคาน์เตอร์บาร์กาแฟ ซึ่งคุณว่านเล่าให้เราฟังว่า “เราอยากให้มันเป็นอะไรที่ผู้คนเห็นแล้วเขาจดจำได้ว่า นี่คือสิ่งคุ้นเคยที่อยู่ในชีวิตประจำวัน มันสามารถเอามาดีไซน์เป็นแบบนี้ได้ด้วยหรอ? มันสามารถสร้างความประหลาดใจ และในทางกลับกันมันก็เป็นการเอาสิ่งที่มีอยู่เดิมมาใช้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทิ้ง”

(แปลนร้าน Basic Space Coffee)

ทักทายแขกผู้มาเยือนด้วยของเดิมที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

ถึงแม้ร้านกาแฟร้านใหม่นี้จะไม่ได้มีขนาดกว้างขวางใหญ่โต แต่นอกเหนือจากโต๊ะไม้ขาสิงห์ที่เรายกตัวอย่างไป ยังมีรายละเอียดของเรื่องราวอันคุ้ยเคยแฝงอยู่ในทุกดีเทลของการออกแบบ

เสาคอนกรีตสำเร็จรูปถูกนำมาปูเป็นพื้นบริเวณหน้าร้านเรียงรายเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน แท่นคอนกรีตที่นั่งหน้าร้านกรุด้วยอิฐดินเผา เกิดจากวิธีการนั่งของคนในร้านเดิมที่มีขนาดเล็ก ผู้คนนั่งหันหน้าเข้าหาบาร์ พูดคุยกับบาริสตาและพูดคุยกันเองราวกับเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียนหากัน สถาปนิกจึงเลือกที่จะรักษาสเปซเดิมๆ นี้เอาไว้ โดยใช้ประโยชน์จากแท่นกระบะปลูกต้นไม้คอนกรีตเดิมของคุณพ่อ นำมาปรับสเกลให้พอดีกับการนั่ง เสริมด้วยแผ่นไม้ที่นั่งวางซ้อนทับ เพื่อให้เกิดมูฟเมนท์ในการใช้สเปซ โดยสามารถยกออก ยกเข้า หรือขยับซ้าย-ขวาได้ตามความต้องการในการใช้งาน

บานหน้าต่างไม้ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งพื้นที่ภายในและภายนอก และเป็นเหมือนฉากกั้นส่วนนั่งในแต่ละโซนไปในตัว ดีเทลของบานประตูหน้าต่างยังซ่อนกรอบของความโค้งมนเล็กน้อย ล้อรูปฟอร์มกับความโค้งมนของโต๊ะไม้ขาสิงห์ที่อยู่ภายในได้อย่างกลมกลืน เซ็ตบานประตูที่อยู่บริเวณด้านข้างตัวร้าน ยังมีรายละเอียดของรูปแบบที่สามารถเลือกเปิดบน หรือล่างได้ตามการใช้งาน วันไหนอยากจะเปิดทั้งบนและล่างเพื่อให้ร้านกลายเป็นกึ่ง Open-Air ก็ได้บรรยากาศบ้านๆ หรือหากวันไหนต้องการจะปิด เพื่อสร้างขอบเขตให้กับการนั่งรับประทานในร้านก็ไม่ว่ากัน

ภายในร้าน จากเดิมฝ้าที่ตีปิดเรียบ ถูกปรับเปลี่ยนให้เปิดโล่งเพื่อโชว์โครงสร้างเหล็กเดิมที่คุณพ่อเป็นคนริเริ่มให้ช่างก่อสร้างขึ้น “ด้วยความที่คุณพ่อเขาเป็นพ่อครัวร้านอาหาร เขาก็สั่งทำโครงสร้างเอง มันจะไม่เทอะทะและกังวลเรื่องน้ำหนักเหมือนที่ดีไซน์เนอร์หรือวิศวกรออกแบบ เป็นเหล็กบางๆ ที่ค้ำยันกันไป ซึ่งเรามองว่ามันน่ารักดี แต่เราก็มีการตั้งเสาไปรับแนวอะเสด้านข้างเพื่อให้มันแข็งแรงขึ้น” คุณป้องเล่า

ภาพรวมของหลังคาไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปมากนัก เพราะสถาปนิกเล่าว่า ตั้งแต่มาถึงตัวไซต์ คาแร็กเตอร์แรกที่เห็นคือหลังคาของร้านที่เป็นเสมือนจุดเด่น มีสีเขียวและมีสีเทาของสังกะสี แซมด้วยสนิมนิดๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป วัสดุดังกล่าวกลับแสดงตนได้อย่างเข้าขากับบริบทโดยรอบ กลายเป็นสเน่ห์ที่ทีมสถาปนิกมองว่าไม่อยากเข้าไปแตะต้องมัน

บริเวณบาร์เหนือศรีษะ เดิมจะเป็นเพียงรางน้ำเล็กๆ เมื่อถึงช่วงเวลาของหน้าฝน หรือฝนตกหนักทีไร ก็ต้องมีการรั่วซึม น้ำไหลเจิ่งนองกันทุกครั้งไป สถาปนิกจึงแก้ไขโดยการดีไซน์กระบะรับน้ำกว้างประมาณเมตรกว่า อยู่บริเวณเหนือบาร์และขนานยาวตลอดทั้งร้าน โดยส่วนนี้ยังกลายเป็นรูปทรงหนึ่งที่ตกแต่งและเพิ่มคาแร็กเตอร์ร้านได้อย่างชัดเจน บริเวณด้านหลังบาร์ยังถูกดีไซน์ให้เป็นเสายื่นในลักษณะตัว Y มารับกระบะนี้ เกิดเป็นเสาถี่ๆ และเกิดแพทเทิร์นหลังบาร์ที่เป็นเส้นสายของงานไม้ เสา โชว์โครงเคร่าหลังบาร์ได้อย่างต่อเนื่อง

บริเวณบาร์ยังชัดเจนในเรื่องของการเลือกใช้วัสดุ โดยมีโต๊ะไม้ขาสิงห์ และบล็อกลอนเป็นองค์ประกอบ รวมถึงยังมีกระจกลอน ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นแนวกั้นสเปซระหว่างพนักงานที่อยู่ภายในบาร์และลูกค้าที่มาใช้บริการ เมื่อวัสดุต่างๆ เหล่านี้มารวมตัวกัน จึงกลายเป็นภาพบาร์กาแฟที่ชวนจดจำได้ไม่ยาก

เมื่อถึงเวลาปิดร้านในช่วงเย็นประมาณ 4-5 โมง จากเดิมที่เจ้าของต้องคอยไล่ปิดประตูรอบด้านจำนวน  4-5 บาน ที่ทั้งหนัก ฝืดและเป็นสนิมส่งเสียงดังรบกวนใจ ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็หมดไปเพราะสถาปนิกดีไซน์ประตูบานเลื่อนรางแขวนมีล้อ กึ่งฟาซาดอาคาร โดยใช้วัสดุเป็นเหล็กเจาะรูที่ยังให้ความโปร่งและยอมให้แสงธรรมชาติไหลผ่าน

“สเปซของบ้านและร้านมันเป็นสเปซเดียวกัน ทุกครั้งที่ปิดร้าน 4 โมง แสงสว่างยังมีอยู่เลย แต่เพราะมันเป็นประตูทึบ ทุกอย่างในบ้านมันเลยมืดไปหมด เราเลยมองว่าถ้าเป็นวัสดุที่มีแสงส่องได้ เขาจะรู้สึกถึงเวลาที่ชัดเจนมากขึ้น แสงและความโปร่ง อาจช่วยให้บรรยากาศการอยู่อาศัยเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น”

Something More:  เพื่อให้ร้านกาแฟสามารถเปิดบริการได้ปกติในยามที่มีการรีโนเวทปรับปรุง สถาปนิกจึงต้องแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 เฟส โดยแบ่งเป็นเฟสของพื้นที่ครัวด้านหลัง และเฟสของร้านกาแฟใหม่ด้านหน้า สถาปนิกปรับปรุงพื้นที่ครัวที่อยู่ด้านหลังด้วยการดีไซน์บล็อกลอนและบล็อกช่องลมซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่ายในละแวกนั้น มาใช้ในการกั้นระหว่างสเปซ ซึ่งเมื่อพื้นที่ครัวตรงนี้ถูกปรับปรุงเสร็จสวยงาม ก็จะทำหน้าที่เป็นคาเฟ่ชั่วคราว เมื่อถึงคิวรีโนเวทคาเฟ่บริเวณด้านหน้าขึ้นใหม่ สลับกันไปเพื่อให้ธุรกิจไม่เกิดการหยุดชะงัก

(Basic Coffee Space Phase 1)

“ด้วยความที่เราทำเองตั้งแต่ดีไซน์ ก่อสร้างเราก็คุมเอง มันเลยทำให้เห็นพัฒนาการ การเพิ่มหรือลดดีเทลบางอย่างหน้างานที่เราสนุกไปกับมัน ทุกจุด ทุกดีเทลของการออกแบบส่งผลกับความประทับใจของเรามากพอสมควร รูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมมันสร้างความสบาย มันทำให้เจ้าของ เขารู้สึกเหมือนบ้าน แต่ละวันที่เขาต้องออกมาทำงาน ขายของ เขาไม่ต้องคอยคีฟคูลเพื่อรักษาภาพลักษณ์อะไรมากมาย มันกลายเป็นความรู้สึกบ้านๆ คล้ายกับมีเพื่อนแวะเวียนมาเยี่ยมแล้วเขาก็แค่ทำกาแฟให้กินเฉยๆ เป็นสเปซที่ให้ความรู้สึกถึง Basic Space ได้จริงๆ” คุณว่านทิ้งท้าย

Location : ถ.บางเอียน ริมคลองมะขามเรียง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Owner :
คุณพุทธิพงษ์ วณิชย์สุวรรณ และคุณสุภาทิพย์ อ่อนบัวขาว
Architects & Interior :
BodinChapa Architects
Contractor :
BodinChapa Architects
Photographer :
รุ่งกิจ เจริญวัฒน์

Writer

Grillicious ร้านยากินิกุที่เริ่มแนวคิดออกแบบสถาปัตยกรรมจากการปิ้งย่างดั้งเดิม

Grillicious
ร้านยากินิกุที่เริ่มแนวคิดออกแบบสถาปัตยกรรมจากการปิ้งย่างดั้งเดิม

Grillicious ร้านปิ้งย่างสไตล์ยากินิกุ เริ่มต้นจากความชื่นชอบ ‘เนื้อวัว’ ของคุณโก้ (เจ้าของร้าน)
โดยคุณโก้เองมีที่ดินหลังอพาร์ทเมนท์ของตนเอง ซึ่งมีลักษณะทางเข้าแคบและเป็นแนวยาว เปิดพื้นที่โล่งเป็นกระเปาะด้านใน ทางเจ้าของจึงต้องการสร้างร้านอาหาร 1 ชั้น และสามารถที่จะต่อเติมเพิ่มพื้นที่ได้ในอนาคต โดยแยกเป็นโซนนั่งรับประทานอาหาร นอกจากนั้นยังต้องการ พื้นที่สำหรับจัดงานปาร์ตี้บริเวณด้านนอกได้ ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว

จากโจทย์ที่ได้รับ การออกแบบเริ่มต้นขึ้นจาก แนวคิดของการปิ้งย่างในแบบดั้งเดิม นั่นคือ การก่อกองไฟโดยมีผนังสองข้างเป็นตัวควบคุมไฟ แต่ทั้งนี้การออกแบบสถาปัตยกรรมที่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศ การรับลม และแสงธรรมชาติได้ ยังถูกนำมาเป็นแกนหลักของการออกแบบพื้นที่ใช้สอย แมสอาคาร รวมไปถึงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

ยกตัวอย่างเช่น ครีบผนังทั้ง 9 แผ่นที่ไม่เพียงเป็นตัวกั้นพื้นที่โซนรับประทานอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบทางภูมิสถาปัตยกรรมไปพร้อมกัน 

การใช้สอยฟังก์ชันของอาคารถูกแบ่งเป็น 8 โซน โดยเป็นพื้นที่ครัว 1 โซน และส่วนรับประทานอาหารอีก 7 โซน รวมถึงยังมีส่วนที่เปิดโอกาสให้ต่อเติมได้ในอนาคตอีก 1 โซน ซึ่งจุดเด่น คือ ทุกพื้นที่ภายในอาคารสามารถเปิดหน้าต่างและประตู เพื่อเปิดรับความเป็นธรรมชาติและช่วยระบายอากาศไปได้ในตัว

เพราะพื้นที่ด้านหน้าร้านเป็นทิศใต้ เมื่อออกแบบให้มีช่องเปิดที่ลมธรรมชาติไหลผ่านไปยังคอร์ทกลางอาคารได้ อาคารก็จะสามารถระบายอากาศได้นั่นเอง

ทั้งนี้ เพื่อให้อาคารที่มีครีบผนังขนาดใหญ่เรียงตัวเป็นแนวเดียวกัน ไม่ดูหนาและหนักเมื่อมีหลังคามาปิดครอบ การยกหลังคาให้ลอยขึ้นจึงเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ เพื่อหลอกสายตาทำให้ครีบผนังทั้ง 9 นั้นดูลอย และยังเปิดให้แสงธรรมชาติส่องเข้าถึงแบบ  INDIRECT LIGHT  

เมื่อนึงถึงร้านปิ้งย่าง ส่วนสำคัญที่จะลืมไม่ได้อีกส่วนหนึ่ง คือ งานระบบดูดควัน
เพื่อให้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไม่ถูกรบกวนด้วยท่องานระบบต่างๆ การดีไซน์งานระบบท่อดูดควันและระบบที่จำเป็นอื่นๆจึงถูกกดลงไปไว้ใต้พื้นโครงสร้างทั้งหมด

ส่วนงานออกแบบตกแต่งภายในจะสะท้อน ภาพของร้านปิ้งย่างสไตล์ RUSTIC JAPANESE โดยที่ทางเข้าร้านจะมีการจำลองถ่านชาร์โคล ซึ่งเมื่อถึงเวลาเย็นจะเป็นสีแดงเสมือนอยู่ในเตาปิ้งย่าง

(ภาพแสดงครีบผนังทั้ง 9 และภาพรวมของอาคาร)
(ภาพแสดงแปลนร้านอาหาร GRILLICIOUS )
(ภาพตัดแสดงแนวคิด)

*คำอธิบายทั้งหมดโดยสถาปนิก (Text description by the architects)

Credits ;
Location :
อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
Gross Built Area:
650 ตารางเมตร
Completion Year :  2019
Owner : ธัญนรัตน์ ศรีบุญเรืองภาวิน

Architecture Firm:  FORX DESIGN STUDIO
Lead Architects: อัทธา พรสุมาลี
Design Team:
พีร์ ภูรีภัสวงษ์
Interior Designer : วรวุฒิ เอกสุวรรเจริญ ธรวรรณ ข่ายม่าน และ สุภาวดี พหลยุทธ
Landscape Designer: FORX DESIGN STUDIO X FLORA LANDSCAPE
Construction: สิริชัย แซ่ซิ่น
Contractor: IN CONSTRUCTION
Sanitation Engineer:  มนเทพ พุทธโชติ
Electrical engineer: ประพัฒน์ คงนันทะ
Photographer: PANORAMIC STUDIO

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

สถาปัตยกรรมจากอิฐที่ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับแสงแดด สายลม และการเรียนรู้ของเด็ก ๆ

‘Thai Red Cross Children Home’
สถาปัตยกรรมจากอิฐที่ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับแสงแดด สายลม และการเรียนรู้ของเด็ก ๆ

พื้นที่สีเขียวของพืชพรรณที่เติบใหญ่ขึ้นเองตามสมดุลธรรมชาติ และบรรยากาศที่โปร่งโล่งไร้ตึกสูงในพื้นที่ชานเมืองแห่งนี้ คือปอดขนาดเล็กของเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านเด็กเฉลิมพระเกียรติ จ.นครปฐม โครงการออกแบบที่มีจุดเริ่มต้นจากที่ดินบริจาคของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย และได้รับการเปลี่ยนที่ดินเปล่าผืนใหญ่ให้กลายเป็นทั้งบ้านพักอาศัย พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ และศูนย์การเรียนรู้ของเด็กโต ที่กำลังจะได้รับการโยกย้ายจากบ้านพักหลังเก่ามาเติบใหญ่ในสถานที่แห่งใหม่โดยถูกออกแบบอย่างจงใจให้ตัวอาคารสามารถสอดรับกับผู้ใช้งาน แสง และลมธรรมชาติได้มากที่สุด

ด้วยฝีมือการออกแบบจาก ทีมสถาปนิกอย่าง Plan Architect ที่เข้ามาเปลี่ยนคำว่า ‘บ้าน’ ของผู้ที่ถูกจำกัดความว่า ‘เด็กกำพร้า’ หรือผู้ที่ไร้ซึ่งครอบครัวและที่พักอาศัย ให้เป็นพื้นที่ที่พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้ผ่านสภาพแวดล้อมที่พวกเขามีอยู่ได้ตลอดทั้งวันภายในหมู่บ้านแห่งนี้

‘ปัญหาเด็กๆ’

ผู้ออกแบบได้เล่าให้ฟังถึงปัญหาความแออัดในบ้านเด็กแห่งเดิมและข้อจำกัดในการออกแบบหมู่บ้านเด็กเฉลิมพระเกียรติ จ.นครปฐม แห่งใหม่ ที่จะนำไปสู่ภารกิจในการแก้ปัญหาในแง่มุมของนักออกแบบให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด นั่นคือการทำความเข้าใจกับผู้ใช้งานและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กๆ ด้วยการออกบแบพื้นที่ให้ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสิ่งรอบตัวที่เด็กๆ มีอยู่ อย่าง แสง ลม และพืชพรรณจากสวนเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงในส่วนด้านหลังของโครงการหมู่บ้าน

“เด็กๆ ในบ้านพักหลังเดิมกำลังเติบโต ซึ่งพื้นที่การใช้งานก็เเริ่มจะแออัดเข้าไปทุกที ที่ดินบริจาคผืนนี้จึงได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นหมู่บ้านเด็กชายแยกออกมาอีกแห่งที่จะช่วยรองรับการเติบโตของเด็กๆ และเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับพวกเขาด้วย”

ด้วยที่แปลงที่ดินมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีงบประมาณที่จำกัด อีกหนึ่งโจทย์ที่ผู้ออกแบบได้รับคือพื้นที่ทั้งหมดจะต้องสามารถรองรับการขยายตัวภายในอนาคตได้ รวมถึงวัสดุที่ใช้ต้องมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ตัวแปลงที่ดินจึงได้ถูกแบ่งให้เกิดเป็นโซนและพื้นที่ใช้งานที่ชัดเจน ประกอบด้วย โซนบ้านพักเด็ก โรงอาหาร สำนักงาน ศูนย์อบรมและการเรียนรู้ อาคารที่พักเจ้าหน้าที่มูลนิธิ และอาคารที่พักของวิทยากรผู้ฝึกอบรม รวมทั้งหมด 11 หลัง  ซึ่งแต่ละหลังยังได้ถูกจัดวางให้ตัวอาคารมีความเหลื่อมสลับไม่บังกัน เพื่อให้สอดรับการ Cross-ventilation ของลมได้ดี และยังช่วยให้เกิดที่ว่างสำหรับทำกิจกรรมอื่นๆ ระหว่างวันได้ด้วย

‘วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ในท้องที่’

เพราะงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ผสานกับแนวคิดด้านการใช้วัสดุในท้องที่ของทีมผู้ออกแบบ ‘อิฐแดงหรืออิญมอญ’ จึงเป็นวัสดุที่น่าสนใจสำหรับหมู่บ้านเด็กแห่งนี้ โดยผู้ออกแบบยังได้เล่าว่านอกจากจะเลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นแล้วก็ยังได้เลือกคัดสรรราคาอิฐที่ไม่สูงหรือพยายามหาให้ราคาต่ำที่สุดมาใช้ เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณในการออกแบบได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รวมถึงวัสดุชนิดนี้ก็ยังมีความสวยงามเหนือกาลเวลา จึงทำให้โครงการไม่ต้องดูแลหรือบำรุงรักษาอะไรมาก ซึ่งถือเป็นการออกแบบเพื่อความยั่งยืนที่มองการใช้งานไปถึงอนาคต

‘โอบล้อมต้นไม้ด้วยสถาปัตยกรรมและผู้คน’

ด้วยแนวคิดที่ต้องการออกแบบให้อาคารสามารถรับลมแบบ cross-ventilation ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานภายในอาคารไม่ต้องเปิดแอร์ตลอดเวลา รูปลักษณ์ของอาคารจึงได้ถูกออกแบบให้มี Fin หรือลักษณะเป็นครีบเฉียงเพื่อเอียงองศาตามแดดลม รวมถึงช่วยในการบังแดดด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ระหว่างวัน ซึ่งจะช่วยให้อาคารสามารถเปิดหน้าต่างได้ตลอดเวลาในแบบที่ว่าถึงไม่เปิดแอร์ก็ยังสามารถอาศัยอยู่ได้สบาย

อีกทั้งรูปทรงของอาคารยังได้ออกแบบให้มีลักษณะเป็นส่วนโค้งล้อมรอบเข้าหาธรรมชาติหรือต้นไม้ ด้วยคอร์ดระหว่างอาคารที่จะสามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ระหว่างวันได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในการสื่อถึงแนวคิดที่อยากให้ผู้คนและสถาปัตยกรรมได้โอบล้อมต้นไม้เอาไว้ด้วย

นอกจากส่วนโค้งของอาคารแล้ว ในส่วนของทางเดินภายในโครงการก็ยังได้ทำการออกแบบให้มีเส้นสายที่โค้งไปตามไซต์เช่นกัน เพื่อให้เด็กๆ และผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลายด้วยเส้นโค้งที่ไม่ดูออร์เดอร์มากจนเกินไป ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นสำหรับการออกแบบเพื่อให้ตอบโจทย์ในเรื่องของการอยู่อาศัย เพราะนอกจากสถานที่แห่งนี้จะต้องรับบทบาทเป็นศูนย์การเรียนรู้แล้ว สำคัญคือยังคงเป็นบ้านพักของเด็กๆ และเจ้าหน้าที่ดูแลมูลนิธี ที่เขาจะต้องอาศัยอยู่ในทุกๆ วัน

อย่างไรก็ดี ผู้ออกแบบยังได้เล่าเสริมว่าที่รูปลักษณ์ฟอร์มของอาคารที่ดูแปลกตานี้ เดิมไม่ได้ตั้งใจอยากให้มีดีไซน์ที่หวือหวาอะไรนัก เพียงแต่แนวคิดของการออกแบบที่อิงแสงและลมธรรมชาติทำให้ตัวอาคารต้องมีการวางทิศทางให้เหมาะสมกับทิศของลม แสง การวางช่องเปิด และการเว้นสเปซต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ รวมถึงผู้ใชงานภายในโครงการสามารถใช้งานพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพเท่าที่สภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติจะสามารถมอบให้พวกเขาได้ แต่ภาพรวมก็ยังคงได้ความงามของสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอยู่

‘ความสัมพันธ์ของบริบท สถาปัตยกรรม และผู้คนก็สำคัญ’

ในแง่มุมของการออกแบบอาคารเพื่อการเรียนรู้สำหรับ Plan Architect มองว่า อาคารหรือพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ หรือแม้แต่โรงเรียนด้วยแล้ว จริงๆ อาจมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะท้ายที่สุดจุดตั้งต้นในการออกแบบแต่ละครั้งนั่นคือการทำความเข้าใจกับผู้ใช้งานจริงเสียก่อนว่า เขาคือใคร และเขาต้องการอะไรจากพื้นที่แห่งนั้นๆ ซึ่งหากเป็นศูนย์การเรียนรู้หรือโรงเรียน สิ่งสำคัญคือต้องนึกภาพไปถึงว่าการเรียนรู้ต่างๆ อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในห้องเรียนก็เป็นได้ การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้มีบทบาทมากขึ้นเพื่อรองรับการทำกิจกรรมร่วมกันหรือการทำกิจกรรมอื่นๆ ระหว่างวัน พร้อมกับการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของบริบท อย่าง แสง ลม ต้นไม้ใบเขียว สถาปัตยกรรม และผู้คนให้มีปฏิสัมพันธ์ได้นั้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งความสำคัญไม่แพ้ในแง่ของความงามภายนอก

ซึ่งนอกจากสถาปัตยกรรมของหมู่บ้านเด็กเฉลิมพระเกียรติ จ.นครปฐม จะได้ทำการออกแบบให้สอดรับกับบริบทได้เป็นอย่างดีแล้ว สวนเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังเป็นอีกพื้นที่การเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ได้ศึกษาธรรมชาติและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนได้อีกด้วยเช่นกัน

Location: Muang District, Nakorn Pathom
Gross Built Area: 5,700 sq.m.
Client: Thai Red Cross Children Home
Architects: Plan Architect
Photographer: Ketsiree Wongwan

Writer
Pichapohn Signimittrakul

Pichapohn Signimittrakul

Copy writer ผู้มีความสนใจในงานจิตอาสา และ Eco-Living ที่เชื่อว่างานออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้

FH Office บริษัทยารักษาโรคที่เป็นต้นแบบด้านการดูแลสุขภาพและอยากเห็นทุกคนมีร่างกายที่แข็งแรง

‘FH Office’
บริษัทยารักษาโรคที่เป็นต้นแบบด้านการดูแลสุขภาพ
และอยากเห็นทุกคนมีร่างกายที่แข็งแรง

แม้ยารักษาโรคจะถือเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอก็ตามที แต่ผู้บริหารบริษัทจำหน่ายยารักษาโรค FASHOF กลับไม่เห็นด้วยกับการเยียวยาร่างกายด้วยวิธีนี้เพียงวิธีเดียวและไม่เคยรู้สึกมีความสุขกับยอดจำหน่ายยาที่พุ่งสูงขึ้นในแต่ละปีเท่าไหร่นัก เพราะนั่นทำให้พบว่าผู้คนในปัจจุบันเลือกที่จะใช้ยารักษาโรคเพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ก่อนหันกลับมาดูแลต้นเหตุด้วยการรับประทานอาหารที่ดีพร้อมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อาคาร FH Office ของบริษัท FASHOF แห่งใหม่นี้ จึงตั้งใจเป็นต้นแบบและปูแนวคิดด้านการออกแบบผ่านความต้องการของผู้บริหารทุกคนที่ใส่ใจด้านสุขภาพ และอยากเห็นพนักงานในบริษัทมีร่างกายที่แข็งแรง โดยได้ทีมสถาปนิกจาก TA-CHA Design เข้ามาเป็นผู้สานต่อรายละเอียดของสเปซให้เกิดเป็นองค์ประกอบของอาคารที่ใช้งานง่าย และเอื้อต่อการเป็นต้นแบบของบริษัทรักสุขภาพที่ใส่ใจการใช้ชีวิตของพนักงานได้อย่างอบอุ่น บนพื้นที่กว่า 1,900 ตารางเมตร

บทบาทที่ไม่ต้องการเรียกร้อง

FH Office ถูกดีไซน์ให้เป็นอาคารรูปตัวแอล 5 ชั้น ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ลักษณะคล้ายกับตัวพี  ท่ามกลางข้อจำกัดของบริบทใจกลางเมืองกรุงที่แน่นขนัดไปด้วยซอกซอยและตึกรามบ้านช่อง รูปลักษณ์ของอาคารจึงถูกวางให้รับกับบริบทรอบข้างมากที่สุดและสอดคล้องกับกฎหมายอาคารที่ ความสูงของอาคารไม่เกินกำหนด และมีพื้นที่ให้รถดับเพลิงสามารถเดินทางเข้ามาได้อย่างสะดวก รวมถึงอาคารแห่งนี้ยังได้ถูกตั้งต้นด้วยบทบาทของการเป็นอาคารสำนักงานเป็นหลัก ภาพรวมของการจัดวางอาคารภายนอกจึงไม่ต้องการการเรียกร้องมากจนเกินไป และเข้าไปเน้นรายละเอียดในส่วนของภายในอาคารซึ่งจะเป็นเรื่องของการจัดวางฟังก์ชันให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของพนักงาน ไปจนถึงการรณรงค์ด้านสุขภาพเสียมากกว่า

ถึงแม้รูปลักษณ์ของ FH Office จะขนานนามว่าตนเองเป็นอาคารที่ไม่ต้องการการเรียกร้องจากบริบทที่ตั้งอยู่ในซอกซอย แต่รูปลักษณ์ชวนสะดุดตาของบันไดวนบริเวณด้านหน้าอาคาร ก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นดีไซน์ที่ค่อนข้างเชื้อเชิญให้ผู้คนที่พบผ่านอยากเข้าไปเยี่ยมชมภายในอาคารได้ไม่น้อย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ผู้ออกแบบได้กลั่นกรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่าดีไซน์ส่วนนี้จะต้องมีมิติที่แปลกใหม่ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานหรือผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนภายในอาคารรู้สึกอยากใช้งานบันไดมากขึ้น ซึ่งเปรียบได้กับเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของตัวอาคารที่ไม่ว่าใครก็ต้องหลงรักและเดินขึ้นเดินลงกันอย่างเพลิดเพลิน สู่ผลลัพธ์ทางอ้อมที่จะช่วยให้พนักงานทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้นเมื่อมีการใช้งานบันไดที่บ่อยครั้ง

รูปลักษณ์ที่ต้องการการครอบครอง

ด้วยจุดหมายเดียวกันของผู้ออกแบบที่ต้องการดีไซน์อะไรที่แปลกใหม่ และทีมผู้บริหารก็อยากได้ผลลัพธ์ในเรื่องของการรณรงค์ด้านสุขภาพที่ดีให้แก่พนักงาน ผู้ออกแบบจึงใช้เวลาไปกับการตั้งคำถามและหาคำตอบเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของบันไดว่า “บันไดแบบไหนที่จะเชื้อเชิญให้ผู้คนมาใช้งานได้มากที่สุด?”

ผลลัพธ์คือดีไซน์ของบันไดวนที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์การเดินได้อย่างสง่างามหรือบันไดในฝันของหญิงสาวที่ชวนจินตนาการให้เดินขึ้น-ลงได้ดุจนางแบบนายแบบ และไม่ว่าจะมองมุมไหนบันไดวนแห่งนี้ก็ดูน่าค้นหาไปด้วยเส้นสายที่อิสระ และเสน่ห์ของสัจจะวัสดุอย่างเหล็กที่ผู้ออกแบบได้ตั้งใจเลือกมาใช้กับโครงสร้างเพื่อบอกเล่าความงดงามของวัสดุที่เหนือกาลเวลา ซึ่งยังทำให้พบว่ายิ่งบันไดวนมีการใช้งานที่บ่อยครั้งมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีการ Fade ของวัสดุที่สวยงามขึ้นเรื่อยๆ มากเท่านั้น

พื้นที่ที่ต้อนรับแสง ลม และผู้คน

นอกจากแนวคิดการออกแบบบันไดด้วยดีไซน์แปลกตาเพื่อรณรงค์ให้พนักงานหันมาสัญจรแทนการใช้ลิฟต์โดยสารแล้ว ผู้ออกแบบยังเชื่อว่าการจัดวางเลย์เอาท์ที่ดี อย่างการวางองค์ประกอบของสเปซภายในอาคารให้มีความเชื่อมโยงกันระหว่างความสัมพันธ์ของแต่ละแผนกเพื่อเอื้อต่อการติดต่อประสานงาน รวมถึงเชื่อมโยงผู้ใช้งานภายในอาคารให้สอดคล้องไปกับพื้นที่ส่วนกลางที่พนักงานจะสามารถมาสัมผัสกับแสงและลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งวัน ก็ถือเป็นการออกแบบที่ช่วยเสริมสร้างทั้งสุขภาพกายและใจที่ดีเช่นเดียวกัน

ผู้ออกแบบจึงได้วางให้พื้นที่ชั้น 2 เป็นพื้นที่ส่วนกลางหรือ Common Area สำหรับการใช้งานที่ยืดหยุ่น โดยวางให้ส่วนนี้อยู่ตรงกลางของอาคารหรือระหว่างปีกอาคารรูปตัวแอลทั้งสองฝั่ง เพื่อให้พนักงานแต่ละแผนกสามารถลงมาใช้งานพื้นที่ส่วนนี้ได้อย่างสะดวก อีกทั้งการจัดวางเลย์เอาท์ในรูปแบบนี้ยังไม่เพียงแต่ช่วยให้พนักงานมีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยนแนวคิดซึ่งกันและกัน แต่ยังช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเครื่องปรับอากาศและแสงไฟได้เป็นอย่างดีเมื่อมีพนักงานอออกมาใช้พื้นที่ส่วนกลางมากกว่าการนั่งทำงานอยู่ภายในห้อง

รวมถึงการจัดวางตำแหน่งของลิฟต์โดยสารที่ยังคงจำเป็นต่อการใช้งานอยู่ ก็ได้ถูกขยับให้ไปอยู่ในส่วนทิศใต้ใกล้ๆ กับตำแหน่งของห้องน้ำ ซึ่งจะสามารถช่วยบังความร้อนจากแสงแดดทิศใต้ไม่ให้เข้ามายังตัวอาคาร ขณะที่แสงแดดก็ยังช่วยฆ่าเชื้อระหว่างวันให้ภายในห้องน้ำได้ในตัว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ออกแบบยังได้เล่าว่าก่อนจะออกมาเป็นเลย์เอาท์ที่มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันที่กล่าวมานี้ ในช่วงแรกผู้ออกแบบได้ทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมองค์กรตั้งแต่รูปแบบการทำงานของแต่ละแผนก ความต้องการการใช้พื้นที่หรือความไม่ต้องการในการใช้พื้นที่ ไปจนถึงการรวบรวมความคิดเห็นของพนักงานในบริษัทว่านิยามของสำนักงานของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร

ก่อนจะพบว่าพนักงานที่ต้องการใช้พื้นที่ในการนั่งทำงานนั้นมีเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั้งหมดในบริษัท ซึ่งอีก 40 เปอร์เซ็นต์คือพนักงานฝ่ายขายที่จะเข้ามาเป็นครั้งคราวในช่วงที่มีการจัดประชุมเท่านั้น พื้นที่ภายในอาคารจึงจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนและรองรับการใช้งานได้หลายรูปแบบ แผนกฝ่ายขายจึงได้ถูกวางให้อยู่ชั้น 3 ใกล้กับชั้น 2 ที่เป็น Common Area เพราะมักจะต้องมีการพบปะประสานงานกับบุคลภายในอยู่เสมอ สำหรับแผนกที่มีการประสานงานน้อยหรือต้องมีการประสานงานเพียงไม่กี่แผนกก็จะถูกจัดให้อยู่ในส่วนของชั้น 4 และ 5 ตามลำดับ

หมุนเวียนพลังงานของเราและโลก

สำคัญคืออาคารแห่งนี้พยายามออกแบบให้พนักงานมีการเคลื่อนไหวให้พลังงานร่างกายเกิดการหมุนเวียนที่สมดุล ไปพร้อมๆ กับคำนึงถึงเรื่องของการพึ่งพาแสงและลมธรรมชาติให้เกิดการเข้าถึงที่ดี การจัดวางอาคารจึงมีการออกแบบให้แสงและลมสามารถหมุนเวียนได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกร้อน ซึ่งแน่นอนว่าจะสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศและประหยัดพลังงานของโลกได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งอาคารแห่งนี้ยังได้ติดตั้งถังเก็บน้ำฝนและน้ำแอร์แยกออกมาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการรดน้ำต้นไม้รอบอาคารด้วย

รวมถึงโครงสร้างของอาคาร FH Office ยังถูกออกแบบให้เป็นอาคารประเภท Mixed Use หรือโครงสร้างผสม ทั้งโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตของเสาคาน เพื่อเลือกใช้วัสดุที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่จะเกิดจากระหว่างการก่อสร้าง อีกทั้งโครงสร้างเหล็กก็ยังตอบโจทย์การออกแบบรูปลักษณ์อาคารที่มีการยื่นหดสลับกันของแต่ละชั้นได้ดี เพราะเป็นวัสดุที่ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถรับน้ำหนักทั้งหมดที่ถูกถ่ายลงตรงๆ ได้โดยไม่มีการถ่ายลงเสาด้านข้าง ซึ่งเอื้อต่อการออกแบบได้มากทีเดียว

อย่างไรก็ดี เพราะผู้บริหารบริษัท FASHOF เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่รักสุขภาพและไม่อยากเห็นพนักงานในบริษัทรวมถึงผู้คนทั่วไปต้องเจ็บป่วย อาคารแห่งนี้จึงเปรียบได้กับเป็นตัวอย่างให้กับอาคารสำนักงานอื่นๆ ได้กลับไปคิดในเชิงของด้านการแบบอาคารที่ครอบคลุมด้วยแนวคิดของสเปซที่เอื้อต่อสุขภาพทางกายและใจที่ดีของพนักงาน ไปจนถึงเมื่อพวกเขากลับไปพบครอบครัวที่บ้านก็อาจช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้เกิดการใส่ใจรักสุขภาพต่อกันเป็นลูกโซ่ก็เป็นได้

Location : Bangkoknoi, Bangkok
Gross Built Area : 1900 sq.m
Architects : TA-CHA Design
Interior Architect : TA-CHA Design
Engineering : Montien Keawkon
Photographer : BeerSingnoi

Writer
Pichapohn Signimittrakul

Pichapohn Signimittrakul

Copy writer ผู้มีความสนใจในงานจิตอาสา และ Eco-Living ที่เชื่อว่างานออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้

เมื่อ ‘ความแออัด’ ถูกชุบชีวิตด้วยพลังของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่รับฟังคนในชุมชน

ภายใต้แสงสีจากตึกระฟ้าและอาคารสูงมากมายในเมืองหลวง ที่สาดส่องทักทายทั้งยามกลางวัน และยามค่ำคืน ชวนให้เรารู้สึกถึงความเจริญ ความสนุกสนาน และความศิวิไลซ์ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเบื้องหลังมุมมืดของตึกสูงและความเจริญเหล่านั้น ยังคงซ่อนชุมชนแออัด ที่มักถูกสังคมมองว่าเต็มไปด้วยปัญหา

Continue reading “เมื่อ ‘ความแออัด’ ถูกชุบชีวิตด้วยพลังของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่รับฟังคนในชุมชน”

Ing Craft Toast Cafe & Backyard ร้านขนมปังโทสต์ที่หยิบยกกลิ่นอายความเป็นเชียงใหม่มาไว้ ณ เมืองกรุง

เพราะเป็นคนเชียงใหม่ที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐาน มีครอบครัวที่จังหวัดกรุงเทพฯ ความเนิบช้าในแบบสเน่ห์ของภาคเหนือจึงเริ่มเลือนลาง คุณโบ ธนิกานดา ยาคล้าย เจ้าของร้านจึงเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะสร้างพื้นที่ร้านขายโทสต์ โดยเนรมิตกลิ่นอายความเนิบช้าของจังหวัดเชียงใหม่มาอยู่ ณ  Ing Craft Toast Cafe & Backyard

Continue reading “Ing Craft Toast Cafe & Backyard ร้านขนมปังโทสต์ที่หยิบยกกลิ่นอายความเป็นเชียงใหม่มาไว้ ณ เมืองกรุง”

Sher Maker สตูดิโอออกแบบที่โอบกอดธรรมชาติและการหลอมรวมกันระหว่างงานและชีวิต

อาคารหลังคาทรงจั่วริมน้ำ คลุมทับอีกชั้นด้วยร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ กับโลเคชั่นที่เงียบสงบในหมู่บ้านเชียงใหม่เลคแลนด์ หลังจากที่รู้ว่าสเปซที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบข้างแห่งนี้คือพื้นที่พักอาศัยที่ควบรวมกับพื้นที่ทำงานของนักสร้างสรรค์ ไม่แปลกเลยที่อาคารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเราตอนนี้จะกลายเป็น ‘ออฟฟิศในฝัน’ ของเราและใครอีกหลายคนในชั่วพริบตา

Continue reading “Sher Maker สตูดิโอออกแบบที่โอบกอดธรรมชาติและการหลอมรวมกันระหว่างงานและชีวิต”

Plant Me On The Moon ปลูกต้นไม้ในหอดูดาว

ลัดเลาะอยู่ในเขตลาดพร้าวจนไปเจอคาเฟ่เรือนกระจกขนาดใหญ่กลางดงต้นไม้เขียวที่มีชื่อว่า Plant Me On The Moon สัมผัสความร่มรื่นที่คนชอบธรรมชาติไม่ควรพลาด  เมื่อต้นไม้จำนวนมากไม่ใช่แค่ของประดับตกแต่ง แต่เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของผนัง กำแพง เฟอร์นิเจอร์  เป็นองค์ประกอบของอาคารอย่างกลมกลืน  มากไปกว่านั้น ที่นี่ยังอนุญาตให้ลูกค้าเลือกต้นไม้นานาพรรณซื้อติดมือกลับบ้านไปได้ด้วย

สู้โควิด สู่ดวงจันทร์

แรกเริ่มอาคารนี้เป็นสำนักงานของบริษัท (The Embassy of Design Territory) มาตั้งแต่ปี 2548 เป็นอาคาร 2 ชั้น, แต่เดิมบริษัทฯ อยู่บริเวณชั้น 1 ของอาคาร ต่อมาปี 2562 ได้ขยายสำนักงาน เช่าทั้ง 2 ชั้นของอาคาร โดยปรับให้ชั้นบนเป็นสำนักงานในส่วนออกแบบ (design) และชั้นล่างเป็น co-working space ต่อมาต้นปี 2563 เกิดเหตุการณ์ Covid-19  ซึ่งส่งผลต่องานของบริษัทฯ เราจึงคิดปรับพื้นที่ชั้นล่างที่เป็น co-working space ให้สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ กลุ่มพี่ๆน้องๆ ที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัทฯ ก็มานั่งประชุมกันว่าเราจะทำอะไรกันดี…

ด้วยพื้นฐานที่พวกเราเรียนสถาปัตยกรรมกันมา เราชอบงานออกแบบ ชอบร้านค้าที่ได้รับการตกแต่ง ชอบเฟอร์นิเจอร์ ชอบงานศิลปะ และเราก็เป็นหุ้นส่วนของโรงคั่วกาแฟ A Roaster in A Library ก็เลยมาสรุปกันว่า เราจะทำร้านกาแฟที่ขายของตกแต่งบ้านด้วย ซึ่งของตกแต่งบ้านก็จะมีหลากหลาย เช่น โต๊ะ เก้าอี้ รูปภาพ เครื่องเสียง และอื่นๆ รวมไปถึง ต้นไม้ ที่เรามองว่าเป็นของตกแต่งบ้านที่มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่นๆ ข้างต้นที่กล่าวมา

ข้างเก่า ข้างใหม่

พวกเราชอบงานออกแบบยุค Mid Century ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม, เฟอร์นิเจอร์, เครื่องเสียง, รถยนต์, แฟชั่น และอื่นๆ คือ เน้นความเรียบง่าย ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอย จึงนำมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบตกแต่งร้าน อาจนิยามรูปแบบการออกแบบ Plant Me On The Moon ว่า “Modern Vintage”

ปลูกต้นไม้ในหอดูดาว

ตามที่บอกไปข้างต้นว่า เรากำหนดแนวคิดในการออกแบบให้เป็น “Modern Vintage” ดังนั้น ภายในร้าน เราจึงออกแบบ พื้น, ผนัง, ฝ้าเพดาน รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์หลักให้เรียบง่ายที่สุด ให้เป็นเหมือน blank canvas โดยใช้สีขาว, ดำ และน้ำตาล เป็นสีหลัก ด้วยวัสดุไม้และเหล็ก เป็นหลัก แล้วใช้ต้นไม้ (house plant) เป็นเหมือนสีที่ใช้วาดภาพ เป็น accent object โดยเราเลือกที่จะใช้ต้นไม้ที่ฟอร์มสวย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น องุ่นทะเล, ไทรใบสัก, พญาไร้ใบ, แส้หางม้า, ยางอินเดีย, จั๋ง, เฟิร์นลูกไก่, บอร์น และอื่นๆ

ภายนอกร้าน เราใช้โครงนั่งร้านโอบล้อมลานระเบียงด้านหน้า ขนาด 10 x 6 x 8 ม. และปลูกลีกวนยูให้ห้อยปกคลุมเพื่อทำให้ space ภายในเหมือนเป็น hidden place  พื้นที่ตรงกลางลาน เราออกแบบให้เป็นหอดูดาว กึ่งๆ เรือนกระจก ที่ผนังโปร่ง เอาไว้เป็นที่จัดแสดงต้นไม้แนวตั้ง

 

ต้นลีกวนยู ไม้เลื้อยใบเขียวที่พริ้วไหวตามแรงลม เขียวขจีสวยงาม  เป็นไม้ชอบแดดกิ่งใบย้อย นิยมปลูกทำบ้านบังแดด หรือให้ทำรั้ว ปลูกทำแนวกั้นม่านบังตา

มุมเด็ดบนดวงจันทร์

จริงๆ เราตั้งใจออกแบบให้ Plant Me On The Moon  มีมุมพิเศษหลายๆ มุม ซึ่งก็มีที่เสร็จแล้ว และที่ยังไม่เสร็จ ตามความเรื่องมากและงบประมาณของเรา

Plant Me On The Moon Hab มุมแรกคือ ตัวโครงสร้างนั่งร้านด้านหน้าร้านที่เราตั้งชื่อว่า Plant Me On The Moon hab ตามชื่อฐานปฏิบัติการบนดาวอังคารในภาพยนตร์เรื่อง The Martian มุมนี้ตั้งใจให้คนที่มาเยือน เห็นมาแต่ไกล เป็น hidden place ที่ต้องเข้าไปชม

Plant Me On The Moon Observatory มุมที่สอง คือ หอดูดาว โครงสร้างตรงกลางลานที่เราออกแบบให้เป็นบันไดให้เดินขึ้นไปนั่งชมต้นไม้และพระจันทร์ได้ 

Plant Me On The Moon Base มุมนี้คือภายในร้านที่เราตั้งใจตกแต่งด้วยต้นไม้ ไม้ใบ ต่างๆ ให้ดูเหมือนเป็น สวนในร่ม

ของฝากนักปลูก

สิ่งที่เป็นปัญหาหลักๆ ไม่ใช่เรื่องงานก่อสร้าง เพราะเราเลือกใช้รูปแบบ วัสดุ และวิธีการ ที่ง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ปัญหาหลักที่เราต้องดูแลจัดการคือเรื่องต้นไม้ ต้นไม้แต่ละพันธุ์ล้วนมีธรรมชาติของตัวเค้าเอง แต่ละพันธุ์มีความชอบไม่เหมือนกัน พวกเราเรียนมาทางสายออกแบบ ก็ต้องปรับตัว ทำความรู้จักและเรียนรู้วิธีการดูแลรักษา ยกตัวอย่างเช่น

ตรง Plant Me On The Moon Hab ที่เราปลูกลีกวนยูตามแนวตั้ง ก็จะมีปัญหาหลายๆ อย่างที่ประสพมา เริ่มตั้งแต่ระบบรดน้ำ ที่ช่วงแรกแรงดันน้ำไม่พอ คือ บริเวณบนๆ น้ำจะไม่ถึง ก็เป็นปัญหาที่ปั๊มน้ำที่ต้องใช้ปั๊มน้ำที่มีกำลังมากพอ หรือปัญหาการอุดตันที่หัวจ่ายน้ำอันเนื่องมาจากตะกอนทราย, ตะไคร่น้ำ หรือ ตะกรัน หรือตรง Plant Me On The Moon Base ต้นไม้ที่อยู่ภายในต้องการอากาศที่ถ่ายเท ต้องการแสง ต้องการน้ำ เราจึงต้องสร้างกระถางที่เคลื่อนที่ได้โดยง่าย เพื่อเวียนต้นไม้ออกไปรับแสง รับอากาศ ธรรมชาติภายนอกอาคาร

 

Livist Resort รีสอร์ทที่ใช้สถาปัตยกรรมเชื้อเชิญผู้คนมาแหวกว่ายกลางสระน้ำประติมากรรมคอนกรีต

แม้ที่ตั้งของ Livist Resort โรงแรมแห่งใหม่ของอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ จะไม่อยู่ติดกับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเขาค้อ รวมถึงไม่มีแหล่งท่องเที่ยวใดเป็นพิเศษ คุณโจ้-พัชระ วงศ์บุญสิน คุณนิ้ม-อรณิชา ดุริยะประพันธ์  และทีมสถาปนิกจาก P.O.AR (Patchara + Ornnicha Architecture co.,ltd.) จึงต้องลงมือเปลี่ยนรีสอร์ทธรรมดาๆ

Continue reading “Livist Resort รีสอร์ทที่ใช้สถาปัตยกรรมเชื้อเชิญผู้คนมาแหวกว่ายกลางสระน้ำประติมากรรมคอนกรีต”

Seamira House เมื่อตัวชูโรงไม่ใช่สถาปัตยกรรม แต่เป็นการออกแบบที่เปลี่ยนความไม่เป็นระเบียบให้กลายเป็นจุดเด่น

ถ้าถามถึงหน้าที่ของ ‘โรงแรม’ คงบอกได้ว่า โรงแรมนั้นเป็นสถานที่ที่มีไว้เพื่อบริการผู้เดินทางในเรื่องของที่พักอาศัยที่มาใช้บริการเพียงครั้งคราวระหว่างออกเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งต่างจากบ้านที่ทำหน้าที่พักอาศัยในระยะที่ยาวกว่า และถาวรกว่า

Continue reading “Seamira House เมื่อตัวชูโรงไม่ใช่สถาปัตยกรรม แต่เป็นการออกแบบที่เปลี่ยนความไม่เป็นระเบียบให้กลายเป็นจุดเด่น”